February 9th, 2019 by sbobetapac

เคนโด้ วิถีแห่งดาบของชาวญี่ปุ่น ผนวก ดาบ จิตใจ และร่างกาย เข้าเป็นหนึ่ง

เคนโด้

เคนโด้ (Kendo) คือ ศิลปวิทยายุทธ์ ที่มีความหมายว่า วิถีแห่งดาบ โดยมีพื้นฐานมาจากการใช้ดาบของซามูไร ซึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่ ค.ศ. 789 จนกระทั่งพัฒนามาเป็นกีฬาเคนโด้ และกำลังได้รับความนิยมในกว่า 28 ประเทศทั่วโลก นอกจากจะเป็นวิชาการต่อสู้ที่รวดเร็วและเด็ดขาดแล้ว เคนโด้ยังแฝงหลักจริยธรรมของนักรบ และความลึกล้ำด้านจิตวิญญาณของศาสนาไว้อีกด้วย วิชาเคนโด้จึงถูกนำมาเป็นวิชาการปกครองแขนงหนึ่งซึ่งนักรบชนชั้นปกครอง รวมทั้งเหล่าวิญญูชนให้ความนับถือ ยกย่องเป็นพิเศษมาช้านาน จนกระทั่งแพร่หลายไปเป็นวิชาหนึ่งในสถาบันวิชาการปกครอง และการทหารต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย

แก่นแท้ของวิชาเคนโด้ (Kendo)?คือ การผนวก ดาบ จิตใจ และร่างกาย เข้าเป็นหนึ่ง การโจมตีโดยดาบไม้ไผ่ หรือชินัย ซึ่งประสานจิตและกายไว้เป็นหนึ่งเดียว จนเอาชนะคู่แข่งได้ในพริบตานั้นจะเรียกว่า อิทโชะคุ อิตโต ( ISSOKU ITTO) หรือ “ดาบเดียวในหนึ่งก้าว” ซึ่งถือเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่อันเกิดจากการใช้พลังเพียงนิดเดียว ดังนั้น ผู้ที่ฝึกเคนโด้อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้สูงอายุเพียงไหนก็สามารถ ใช้หลักการนี้เอาชนะคู่ต่อสู้ที่มีร่างกายแข็งแรงกว่าได้อย่างง่ายดาย

สำหรับประวัติเคนโด้ในประเทศไทย

คำว่า “เคนโด้ (Kendo)” นั้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2514-5 ประเทศไทยเรารู้จักกีฬาเคนโด้เป็นครั้งแรกทางหน้าจอโทรทัศน์ ก็คือเรื่อง Ore wa Otoko da! (ข้าคือลูกผู้ชาย) ที่ใช้ชื่อเรื่องภาษาไทยง่ายๆแต่ติดปากว่า “เคนโด้ (Kendo)“ เนื้อเรื่องกล่าวถึงการต่อสู้ของลูกผู้ชายอย่าง โคบายาชิ โคจิ ที่ไม่ชอบการที่ผู้หญิงมีอิทธิพลอย่างสูงในโรงเรียนอาโอบะ โดยใช้การต่อสู้ของลูกผู้ชายคนหนึ่งผ่านดาบไม้ไผ่ (เคนโด้) สร้างชมรมเคนโด้ขึ้นมาด้วย ความยากลำบาก การเป็นขมิ้นกับปูนกับ โยชิคาว่า มิซาโอะ หัวหน้าชมรมดรัมเมเยอร์ได้สร้างสีสันให้กับหนังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก หลังจากเรื่องดังกล่าวจบไปแล้ว คำว่า “เคนโด้” ก็เลือนหายไป

จนกระทั่งเมื่อเดือนธันวาคมปีพ.ศ. 2528 ได้มีอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นผู้ชำนาญในสาขาพลศึกษาชื่ออาจารย์เคอิชิ นากาเน่ ( Keishi Nakane) เดินทางมาเป็นอาสาสมัครประจำที่วิทยาลัยพลศึกษากรุงเทพฯ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี และได้นำเคนโด้ที่อาจารย์ถนัดที่สุดเผยแพร่เป็นครั้งแรก โดยทำการฝึกสอนให้กับทางคณาจารย์และนักศึกษาที่สนใจในเวลาเย็น ขณะนั้นอาจารย์ได้รับ 5 ดั้งจากสหพันธ์เคนโด้ญี่ปุ่น

แต่เนื่องจากชุดและอุปกรณ์ในการฝึกซ้อมเคนโด้นั้นมีราคาสูงมาก อาจารย์เคอิชิ นากาเน่ จึงได้ติดต่อชุดอุปกรณ์จาก JICA (Japan International Cooperation Agency) จำนวน 20 ชุดและขอชุดเก่าจากสหพันธ์เคนโด้ญีปุ่นอีกจำนวนหนึ่งเพื่อให้ผู้ที่สนใจในเมืองไทยได้ฝึกซ้อมหลังจากนั้น ผู้ที่เล่นเคนโด้ซึ่งมีอยู่ประมาณ 15 คนก็ได้ออกไปเผยแพร่ตามสถานที่ต่างๆ และถูกส่งไปเข้าร่วมการแข่งขันฝึกซ้อมกันกับประเทศอาเซียนที่เล่นกันอยู่เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์อยู่เป็นประจำ ต่อมาก็มีสถาบันหลายแห่งที่ให้ความสนใจในกีฬาเคนโด้จึงได้เรียนเชิญอาจารย์เคอิชิ นากาเน่ ไปช่วยแนะนำ การเล่นและฝึกสอน เช่นโรงเรียนนายเรือ , มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, กรมพลศึกษา

ต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2533 ก็ได้มีคนไทยที่ไปเรียนยังต่างประเทศเช่นสหรัฐอเมริกา, เกาหลีและญี่ปุ่นได้ฝึกเล่นเคนโด้ และเดินทางกลับมารวมตัวกัน ขึ้นร่วมกับชาวญี่ปุ่นที่สนใจอยู่แล้วรวมกันก่อตั้ง ชมรมกีฬาเคนโด้แห่งประเทศไทย ( Thailand Kendo Club) ขึ้น และในวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2534 ทางชมรมได้ร่วมกับกรมพลศึกษาเป็นเจ้าภาพรับจัดการแข่งขันเคนโด้ชิงชนะเลิศอาเซียนครั้งที่ 3 ขึ้น ณ อาคารนิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ

อุปกรณ์และเครื่องแบบ เคนโด้ (Kendo)

1.ดาบไม้ไผ่ (Shinai : ชินัย) เป็นดาบที่ทำจากไม้ไผ่ 4 แผ่น มามัดรวมด้วยกันด้วยเชือกหนัง ใช้สำหรับฝึกฝนทั่วไป

2.ดาบไม้ (Bokuto : โบคุโต) เป็นดาบที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง ใช้ในการฝึกที่เป็นทางการ

3.เสื้อ (Keigoki : เคย์โกกิ)

4.กางเกง (Hakama : ฮากามะ)

5.เสื้อเกราะ (Boku : โบกุ) มีทั้งหมด 4 ชิ้น คือ หัว(Men : เม็ง) ตัว(Do : โด) ข้อมือ(Kote : โคเทะ) และส่วนสะโพก(Tare : ทาเระ)

 

วิธีการเล่นเคนโด้(Kendo) จะมีวิธีการฝึกซ้อมอยู่สองแขนง

แขนงที่หนึ่งคือการฝึกท่ารำ คล้ายๆ กับกระบี่กระบองของบ้านเรา การรำนี้เขาเรียกว่า คาตะ(KATA)เป็นการรำที่ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ สมาธิ ในการรำจะประกอบด้วยผู้ฝึกเคนโดจำนวนสองคน ผลัดกันรุกและรับ

แขนงที่สองคือการต่อสู้ของผู้ฝึกเคนโด โดยการใส่ชุดเกราะที่เรียกว่า โบกู (BOGU) และใช้อาวุธเป็นดาบไม้ไผ่ที่เรียกว่า Shinai
ในการฝึกเคนโดนั้น ตามปกติโดยทั่วไปผู้เข้าฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ประเภทนี้จะต้องเริ่มฝึกจากท่ารำคาตะก่อนแล้วจึงตามด้วยการฝึกแบบใส่ชุดเกราะ และก่อนที่จะใส่ชุดเกราะจะมีการสวมชุดอีกชุดหนึ่งข้างในก่อน ชุดนี้จะประกอบด้วยเสื้อ (Kendo-gi) และกางเกง (Hakama) ในการฝึกแบบต่อสู้นั้นจะทำให้ผู้ฝึกได้ฝึกการใช้สมาธิและการตัดสินใจอย่างรอบคอบและรวดเร็ว เพราะกีฬาประเภทนี้ตัดสินกันที่เสี้ยววินาที

จุดทำคะแนน

เมื่อฝึกได้เข้าขั้นจนได้เข้าทำการแข่งขันแล้ว ในการแข่งขันผู้เล่นจะต้องตีให้ถูกจุดทำคะแนนทั้งสามจุดนั่นคือ ศีรษะ (Men) ข้อมือ (Kote) และลำตัว (Do) การที่จะทำให้การทำคะแนนแต่ละครั้งได้รับการยอมรับจากกรรมการขึ้นอยู่กับความหนักแน่นและความถูกต้องแม่นยำ ไม่ใช้ว่าใครก็สามารถจะทำกันได้ง่ายๆ สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและประสบการณ์

สนามในการแข่งเคนโด้(Kendo)

ส่วนสนามที่ใช้ในการฝึกต้องเป็นพื้นที่เรียบเป็นพื้นไม้และอยู่ในร่มถ้าเป็นประเทศไทยถ้าติดแอร์ได้จะเป็นการดีเพราะชุดเคนโดรวมเสื้อเกราะและหน้ากากจะทำความร้อนให้กับตัวเราเป็นอย่างดีในการแข่งขันจะมีการตีกรอบเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 6 x 6 หรือ 8 x 8 เมตร ขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่ การต่อสู้จะต่อสู้กันภายในกรอบและผู้ใดที่ก้าวเลยออกนอกกรอบจะโดนตัดคะแนน

สำหรับวิธีการคิดคะแนน

ในการตัดสินผู้เข้าแข่งขันคนใดได้สองคะแนนจากกรรมการก่อนจะเป็นผู้ชนะ

เคนโด้ (Kendo) ไม่ว่าจะเป็นกีฬาสัญชาติไหน แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นกีฬาแล้ว นอกจากให้ความแข็งแกร่งต่อร่างกายยังเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจของผู้ฝึกฝนได้เป็นอย่างดี ‘รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย คือหัวใจของนักกีฬาที่ดี’ สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในกีฬาทุกประเภท

เคนโด้ คืออะไร

เคนโด้เป็นศิลปะป้องกันตัวแบบbudoอย่างหนึ่งของญี่ปุ่น โดยจะฝึกซ้อมด้วย กู (อุปกรณ์) เคนโด้เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น ในปี2012 โรงเรียนมัธยมตอนต้นได้บรรจุศิลปะป้องกันตัวbudoเป็นวิชาบังคับ (ตัวเลือกได้แก่ยูโด ซูโม่และเคนโด้) วัตถุประสงค์ของการซ้อมเคนโด้คือการศึกษาธรรมชาติของเคน รวมถึงจิตวิญญาณของซามูไร ซึ่งอ้างอิงจากสมาคมเคนโด้แห่งประเทศญี่ปุ่น
ต้นกำเนิดของเคนโด้

มันยากที่จะบอกได้ว่าเคนโด้เกิดขึ้นเมื่อไร แต่มีทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่าย้อนเวลากลับไปในยุคkenjutsu เทคนิคการต่อสู้ด้วยnihonto(ดาบของญี่ปุ่น) ได้ปรากฏ Nihontoได้ปรากฏในกลางสมัยHeian(794-1185)มันเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว เมื่อเวลาผ่านไปkenjutsuได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงสงคราม(1467-1590)มีการสร้างโรงเรียนketjutsuมากมาย และต่อมาในสมัยEdo(1603-1868)ประชาชนรักความสงบ kenjutsuค่อยๆมีการพัฒนารวมถึงมีมุมมองของปรัชญาได้เกิดขึ้น ในสมัยMeiji(1868-1912)เมีการกำจัดชนชั้นซามูไร ทำให้มีการต่อต้านการพกพาดาบ ส่งผลให้kenjutsuได้รับความนิยมน้อยลง Kenjutsuได้กลับมาฟื้นฟูอีกครั้งเมื่อตำรวจญี่ปุ่นนำมาเป็นวิชาในการฝึกฝน หลังจากนั้นสมัยTaisho(1912-1926)รูปแบบของเคนโด้ได้เกิดขึ้น

 

เครื่องแต่งกายและอุปกรณ์

ผู้ฝึกจะสวมใส่kendo-gi(ชุดเครื่องแบบ) giและhakama(กางเกงจีบกว้าง ข้างในเป็นนวมและที่ป้องกันได้แก่ tare(สะบัด), do(เสื้อเกราะหน้าอก), men(หน้ากาก), kote(ที่ป้องกันแขน) พวกเขาต่อสู้กันด้วยshinai(ดาบไม้ไผ่)

Shinai (ดาบไม้ไผ่, ด้านซ้าย), men(หน้าการ, ขวาบน), do(เสื้อเกราะหน้าอก, ขวากลาง), kote(ที่ป้องกันแขน, ขวากลาง)และtare(สะบัด, ขวาล่าง)

 

กฎกติกา

ทุกวันนี้เคนโด้มีกฎกติกาเหมือนกีฬา ผู้ฝึกจะต่อสู้กันแบบตัวต่อตัว เมื่อเข้าสู่พื้นที่การแข่งขัน ผู้ฝนจะโค้งคำนับซึ่งกันและกันและตามทำขั้นตอนสามขั้นตอน ในขณะถือดาบพวกเค้าจะก้มหน้าลงและรอสัญญาณเรียกของผู้ตัดสิน ผู้ตัดสินเรียกจะเรียกเพียงหนึ่งครั้ง พวกเขาจะยืนขึ้นและเริ่มการต่อสู้ พื้นที่การแข่งขันจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมมุมฉากแต่ละด้านจะกว้าง9-11เมตร การแข่งทั่วไปใช้เวลาสี่นาทีและเกินเวลาได้สามนาทีเท่านั้น

เคนโด้จะใช้waza(เทคนิค)จำกัด ในการแข่งทั่วไปคะแนนจะขึ้นเมื่อตีที่men(ศรีษะ),do(ลำตัว), kote(แขนระหว่างข้อมือ), หรือtsuki(คอ) จะได้รับพิจารณาคะแนน(ippon) เมื่อผู้ตัดสินตัดสินว่าได้ippon ผู้ตัดสินจะยกธงขึ้น

ผู้แข่งขันที่ได้คะแนน2จาก3คะแนน หรือ1จาก2คะแนนที่นำคู่ต่อสู้จะเป็นผู้ชนะ ถ้าผู้แข่งขันทั้ง2ไม่ได้แต้นในเวลาที่กำหนด ผู้ตัดสินจะตัดสินผู้ชนะ

วัตถุประสงค์ของการฝึกเคนโด้

  1. เพื่อหล่อหลอมจิตใจ กับร่างกายเป็นส่วนเดียวกัน
  2. ฝึกจิตวิญญาณให้แรงกล้า
  3. เพื่อความมีวินัยในการฝึกและเข้มงวดกับตนเอง
  4. ปฏิบัติกับผู้อื่นด้วยความซื่อตรง และจริงใจ
  5. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาวัฒนธรรม

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,