February 11th, 2019 by sbobetapac

Aikido ไอคิโด ศิลปะการป้องกันตัวที่รวบรวมการต่อสู้ของญี่ปุ่นไว้ในหนึ่งเดียว

Aikido ไอคิโด

Aikido ไอคิโด ผู้ก่อตั้งคือ ปรมาจารย์มอริเฮะ อูเยชิบะ ในปี ค.ศ.1925 ปัจจุบันแพร่หลายไปทั่วโลก มีผู้ฝึกรวมแล้วเกินกว่าล้านคน มีการนำไปผสมผสานกับวิชาอื่น ๆ เช่น การควบคุมเหตุร้ายของตำรวจ ทหาร การรักษาความปลอดภัย การให้คำปรึกษา และจิตบำบัด (มีหลักสูตรเรียนทางจิตวิทยากับไอคิโด สามารถเรียนได้สูงถึงระดับปริญญาเอก) และการระงับข้อขัดแย้งระหว่างบุคคล

ไอคิโด เป็นการรวบรวม กลั่นกรอง เอาคุณลักษณะพิเศษของศิลปะการต่อสู้หลายแบบของญี่ปุ่นในสมัยโบราณเข้าด้วย กัน ศิลปะการต่อสู้บางแบบที่พบในวิชาไอคิโดมีอายุนับย้อนหลังไปได้ถึงกว่า 700 ปี ปรมาจารย์ไอคิโดได้ศึกษาวิชาเหล่านี้จากอาจารย์ดั้งเดิมซึ่งหลายคนล่วง ลับไปโดยไม่ได้ถ่ายทอดวิชาให้กับคนอื่น ๆ อีก นอกจากปรมาจารย์ของไอคิโดเท่านั้น

วิชาเด่น ๆ ที่พบในศิลปะการต่อสู้แบบไอคิโด ก็คือ ยิวยิดสู วิชาดาบ และหอก ปรมาจารย์ยังได้ศึกษาศาสนาอย่างลึกซึ้งเอาจริงเอาจัง ถึงขั้นมีส่วนร่วมในการไปเผยแพร่ศาสนาในเกาหลี จีน และแมนจูเรีย ศาสนาที่ศึกษาคือ เซ็น และลัทธิโอโมโตเคียวซึ่งเป็นลัทธิหนึ่งของศาสนาชินโต

ด้วยเหตุที่ท่านมีความสนใจในการพัฒนาทางจิตวิญญาณดังกล่าว จึงพยายามที่จะเอาปรัชญาของศาสนามาประยุกต์เข้ากับศิลปะการต่อสู้ เพื่อให้ศิลปะการต่อสู้ก้าวพ้นไปจากระดับของการเอาชนะคู่ต่อสู้หรือทำร้าย ทำลายชีวิตผู้อื่น ไปสู่จุดมุ่งหมายที่สูงส่งหรือลึกซึ้งกว่า

ไอคิโด ไม่ใช่เป็นเพียงแค่วิธีทุ่มคู่ต่อสู้ หรือเอา ชนะผู้อื่นเพื่อสนองอัตตาของตนเองเท่านั้น แต่จุดมุ่งหมายที่ว่าก็คือ การฝึกไอคิโดเป็นไปเพื่อ

– ปรับปรุงความสามารถในการรับรู้คนอื่น ๆ ให้ละเอียดอ่อนขึ้น (ทั้งในด้านจิตใจ ความรู้สึก ความต้องการ)

– ปรับปรุงความสามารถในการควบคุมตนเอง

– กุญแจที่ถือว่าเป็นหัวใจของวิชาไอคิโดก็คือ “มูซูบิ”(musubi) ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า unity (ความเป็นหนึ่งเดียว) หรือ harmonious interaction (การปฎิสัมพันธ์อย่างกลมกลืน)

– ในทางปฏิบัติ มูซูบิ หมายถึงความสามารถที่จะสร้างความกลมกลืน ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ กลมกลืนกับพลังและความเคลื่อนไหวของคู่ฝึก เป็นการศึกษาในเรื่องของการสื่อสารระหว่างบุคคล

– มูซูบิ ในความหมายที่ลึกลงไปอีก หมายถึงความสามารถที่จะควบคุมและเปลี่ยนแปลงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เปลี่ยนจากความก้าวร้าวหรือการเข้าโจมตีทำร้าย ให้กลายเป็นการสัมผัสมือกันเพื่อมิตรภาพแทน

– มูซูบิ ในความหมายที่ลึกซึ้งที่สุด หมายถึงการบรรลุถึงความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง และในแง่ของเทคนิค การฝึก หมายถึงการควบคุมการปฏิสัมพันธ์ให้เป็นไปเพื่อการลงเอยที่ดี ปลอดภัยต่อทุก ฝ่าย

ลักษณะพิเศษของวิชาไอคิโด เมื่อเปรียบเทียบกับกีฬาชนิดอื่น ๆ คือ

– ปฏิเสธการแข่งขัน เอาชนะคนอื่น แต่จะเน้นหนักที่ความร่วมมือกันในการฝึกมากกว่า การฝึกเป็นเหมือนการเป็นพี่น้องหรือเพื่อนร่วมทางกัน มากกว่าเป็นคู่แข่งกัน

– ไม่สอนให้ทำร้ายผู้อื่น เช่น ชก เตะ ถีบ แต่จะสอนให้ระงับหรือควบคุมความก้าวร้าว ความรุนแรงจากคนอื่น ๆ ด้วยความเมตตา ไม่ทำร้ายตอบ ไม่มีจุดประสงค์จะให้ผู้ที่ทำร้ายเราได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต หรือจะให้ดีที่สุดก็คือ “ป้องกัน” ไม่ให้เกิดเหตุร้ายเสียแต่แรก มีวิญญาณของการปกป้องคุ้มครองด้วยความรัก (spirit of loving protection)

ไอคิโดใช้หลักการ 4 ข้อ คือ

(1) นำตัวออกจากทิศทางของการโจมตี

(2) โอนอ่อน กลมกลืน ตามแรง และเปลี่ยนทิศทางของการโจมตี

(3) ใช้เทคนิคการควบคุม โดยไม่มีเจตนาทำร้าย

(4) ยุติความชัดแย้ง ปลดอาวุธ นำกลับเข้าสู่ความสงบดังเดิม

ใช้วิธีการฝึกทางกาย เช่นเทคนิคการเคลื่อนไหว ตามแรง สลายแรง นำแรง เป็นการฝึกเบื้องต้น เป็นอุปมาอุปมัยทางรูปธรรม แต่มุ่งไปสู่การพัฒนาในระดับจิตวิญญาณหรือนามธรรมเป็นจุดหมายในบั้นปลาย ไม่ใช่เป็นเพียง physical martial art แต่เป็น spiritual martial art

ความหมายของคำว่า “ไอคิโด” มาจากคำ ๓ คำ คือ

ไอ หมายถึงความรัก ความเมตตา ความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว

คิ หมายถึงพลังชีวิต (เช่นเดียวกัน ฉี หรือ ชี่ ในภาษาจีน หรือ ปราณ ในภาษาบาลี)

โด หมายถึงวิถีทางหรือวิถีชีวิต

รวมความแล้ว ไอคิโด ก็คือ การใช้ชีวิตอย่างกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับคนอื่น ๆ หรือกับสรรพสิ่ง อยู่บนพื้นฐานของความรักและความเมตตานั่นเอง

 

Aikido ไอคิโด ในประเทศไทย

ไอคิโด เข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2504 โดยมีมิสเตอร์ซิดนี่ ไวท์ นักหนังสือพิมพ์ชาว อเมริกัน และได้ติดต่อประสานกับอาจารย์ ทามูระ ที่สำนักใหญ่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอาจารย์สอน ไอคิโดในมหาวิทยาลัยเอเชียแห่งกรุงโตเกียวอีกด้วย ท่านจึงได้ส่งนักศึกษาที่จบแล้ว และมีความ สามารถพิเศษได้สายดำไอคิโดมาสอนในประเทศไทย ดังนั้นจึงมีอาจารย์ชาวญึ่ปุ่นมาสอน ดำเนินการ สอนแห่งแรกที่วิทยาลัยพลศึกษา (สนามกีฬาแห่งชาติ) เป็นแห่งแรก และได้รับการช่วยเหลือทางด้าน เทคนิคจากสำนักงานใหญ่ไอคิโด ที่ประเทศญึ่ปุ่น จัดส่งอาจารย์มาสอนโดยตลอด จนปัจจุบันถึง 15 ท่าน

ปี พ.ศ. 2505 มีการสอนที่วิทยาลัยพลศึกษาเป็นหลัก นอกเวลาทำการมาตลอด
(พ.ศ.2505-2511)

ปี พ.ศ. 2511 ได้ย้ายไปฝึกที่กองปราบปรามสามยอด สถานฝึกบูโดกัน (Budokan) เยาวราช , โรงเรียนดลวิทยา และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2511 ได้แสดงการฝึกไอคิโดที่หน้าพระที่นั่ง ณ สวนอัมพร

ปี พ.ศ. 2513 บริษัท คาวาซากิ ประเทศไทย ให้ความอุปถัมภ์จัดสถานที่ฝึกให้โดยใช้ชื่อว่า “เรนบูกัง” (Renbukan) ตั้งอยู่ที่ตึกชั้น 4 ตรงข้ามไปรษณีย์กลาง บางรัก กทม.

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2518 ได้ขออนุญาตจัดตั้งเป็น สมาคมไอคิโดแห่งประเทศไทย โดยนายประพันธ์ จิตตะปุตตะ เป็นหัวหน้าคณะขอจัดตั้งสมาคมฯ และได้รับการ จดทะเบียน ได้ในวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2518 มีสมาชิก ร่วมฝึกมากมายจนถึงปัจจุบัน โดยได้แพร่หลาย ไปทางด้าน รร.ทหาร ตำรวจ นักเรียน นักศึกษา แต่สำหรับประชาชน ทั่วไปรู้จักไอคิโด น้อยมาก

วัน ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2525 ได้ย้านสถานที่ฝึกมาตั้งอยู่ภายในสมาคม Y.W.C.A. กรุงเทพ ที่ถนนสาทร และมีชมรมฝึกอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น โรงเรียนเตรียมทหาร, โรงเรียนนายเรือ, โรงเรียนนายร้อย จปร., มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, การไฟฟ้านครหลวง วัดเลียบ, ศูนย์เยาวชนกรุงเทพฯ (ไทย-ญึ่ปุ่น) ฯลฯ

วันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2525 ชมรมไอคิโด ณ ศูนย์เยาวชนฯ ไทย-ญี่ปุ่น เริ่มเปิดมีการฝึก ด้วยเช่นเดียวกัน และในปีนั้นได้มีการฝึกไอคิโด ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, โรงเรียน วชิราวุธ จังหวัดสงขลา, ค่ายทหารจังหวัดอุบลราชธานี

วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 9 ได้มาเยี่ยมชม เริ่มเปิด การฝึกที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครฯ (ไทย-ญี่ปุ่น)

วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2531 จดทะเบียนย้ายที่ตั้งสมาคมฯ ไปที่ 893 ถ.พัฒนาการ แขวง คลองตัน เขตสวนหลวง คณาจารย์ที่มาจากสำนักงานใหญ่ประเทศญี่ปุ่นช่วยสอนตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 จนถึงปัจจุบันเป็นจำนวน 15 ท่าน โดยที่สอนในปัจจุบันมี 4 ท่าน โดยเฉพาะ อาจารย์ โมโตฮิโร ฟูคาคูซา ได้สอนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 40 ปี (พ.ศ.2547) ขณะนี้ดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมไอคิโดแห่งประเทศไทย และนายประพันธ์ จิตตะปุตตะ เป็นเลขาธิการสมาคมฯ

วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2539 สถานที่ฝึกไอคิโดของสมาคม ที่ Y.W.C.A. ได้ยุติล งด้วยเหตุ รื้ออาคารจึงยกเลิกสัญญาให้เช่า จึงย้ายสถานที่ฝึกมาประจำ ณ ศูนย์เยาวชน กรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) จนถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 สถานที่ฝึก ชมรมไอคิโด (ศูนย์ไทย-ญี่ปุ่น) ถือว่าเป็นสถานที่ฝึกของสมาคม ช่วงระยะเวลาหนึ่ง เป็นเวลาประมาณ 3 ปี (1 มกราคม พ.ศ. 2539 – 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541)

วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 สมาคมไอคิโดประเทศไทย ได้ย้ายสถานที่ตั้งสมาคม เลขที่ 1521/3 ชั้น 2 ถ.สุขุมวิท ระหว่างซอย 67-69 แขวงพระโขนงเหนือ เขตคลองเตย กทม. 10110 (โทร. 0-2714-0828) โดยใช้สถานที่ฝึก Renbukan dojo (ไอคิโด พระโขนง) เป็นสถานที่ฝึก และศูนย์กลางสมาชิกจนถึงปัจจุบัน

สมาชิกสาย ดำในประเทศไทยมีทั้งหมด 76 คน (ในรอบ 40 ปี) ที่ได้ประกาศนียบัตร และบัตร ประจำตัวรับรองสมาคมไอคิโดประเทศไทย (AAT) และจากสหพันธ์ไอคิโดระหว่างประเทศ (IAF) และจากสำนักงานใหญ่ไอคิโดแห่งโลก (Aikido World Headquarter, Tokyo, Japan) / HOMBU DOJO

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 11th, 2019 by sbobetapac

Judo ยูโด ประวัติกีฬายูโด ศิลปะการป้องกันจากประเทศญี่ปุ่น

Judo ยูโด

Judo ยูโด เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งที่ถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันมีผู้นิยมฝึกหัดเล่นกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ยูโดเป็นรูปแบบของการป้องกันตัว เป็นศิลปะส่วนหนึ่งของชาวญี่ปุ่นที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัย นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็นการบริหารร่างกายเพื่อให้ เกิดความแข็งแรง ฝึกสมาธิให้มั่นคง ผู้ฝึกจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านร่างกาย และสมาธิด้านจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจู่โจมคู่ต่อสู้ หรือการตั้งรับ

ยูโดมีชื่อเต็มว่า โคโดกัน ยูโด (Kodokan Judo) เดิมทีเดียวนั้นพัฒนามาจาก ยูยิตสู (Jiujitsu) ซึ่งเป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าและเป็นการ ทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ ในประเทศญี่ปุ่นมีการเล่นยูยิตสูกันอย่างแพร่หลายมาก

ท่านจิโกโร่ คาโน่ พบว่าวิชายูยิตสูแบบดั้งเดิมนั้นไม่สามารถที่จะฝึกอย่างเต็มกำลังได้เนื่อง เพราะว่าเทคนิคอันตรายต่างๆ เช่น การจิ้มตา การเตะหว่างขา การดึงผม และอื่นๆ อาจทำให้คู่ฝึกซ้อมบาดเจ็บสาหัสจากการฝึกได้ รวมทั้งการฝึกที่เรียกว่า กาต้า (KATA: การฝึกแบบเข้าคู่โดยทั้งสองฝ่ายรู้กันและฝึกตามท่าโดยที่ไม่มีการขัดขืนกัน ) แต่เพียงอย่างเดียวก็ยังไม่ได้ประสิทธิภาพที่เพียงพอ เพราะเราจะไม่สามารถคาดหวังได้ว่าศัตรูของเราจะให้ความร่วมมือในท่าที่เรา ฝึกมาโดยที่ไม่มีการขัดขืน

ท่านจึงปรับปรุงการฝึกส่วนใหญ่ในโรงเรียนของท่านให้เป็นแบบ รันโดริ (RANDORI) คือการฝึกซ้อมแบบจริง โดยใช้แนวความคิดว่า นักเรียนสองคนใช้เทคนิคต่างๆที่ตนเรียนรู้เพื่อการเอาชนะอย่างเต็มกำลัง ทั้งนี้นักเรียนจะคุ้นเคยกับความรู้สึกต่อต้าน ขัดขืนจากคู่ต่อสู้ การฝึกแบบนี้นักเรียนจะสามารถพัฒนา ร่างกาย จิตใจและความคล่องตัวได้ดีกว่า เพื่อทำให้การฝึกซ้อมแบบรันโดริมีประสิทธิภาพมากขึ้น ท่าน จิโกโร คาโน่ จำเป็นต้องเอาเทคนิครุนแรงที่ก่อให้เกิดอันตรายบางส่วนเช่น การชก เตะ หัวโขก ในจูจิสสุออกไป การล็อกสามารถกระทำได้เพียงแค่ข้อศอก ซึ่งปลอดภัยกว่าการล็อกสันหลัง คอ ข้อมือ หรือหัวไหล่ เขาเรียกการฝึกซ้อมแบบนี้ว่า ยูโด

ยูโดในปัจจุบันเป็นกีฬาสากลประเภทบุคคล มีหลักการและวัตถุประสงค์คือ มุ่งบริหารร่างกายและจิตใจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้แรงให้น้อยที่สุด เพื่อสวัสดิภาพและประโยชน์สุขร่วมกัน การฝึกยูโดต้องมีการฝึกการต่อสู้และป้องกันตัว ก็เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกได้ออกแรง ซึ่งเป็นหนทางก่อให้เกิดสมรรถภาพทางกายตามอุดมคติของท่านจิโกโร คาโน (Jigoro kano) ผู้ให้กำเนิดกีฬาประเภทนี้ว่า “Maximum Efficiency with minimum Effort and Mutual Welfare and Benefit” คือยูโดใช้วิธีการโอนอ่อนผ่อนตาม หรือที่เรียกว่า “ทางแห่งความสุภาพ” “Gentleness or soft way” ทำให้ได้เปรียบแก่ผู้ที่มีกำลังมากกว่าเป็นวิธีการที่ทำให้คนตัวเล็กกว่า น้ำหนักน้อยกว่าและกำลังด้อยกว่า สามารถต่อสู้กับผู้ที่อยู่ในลักษณะเหนือกว่าได้

ในเริ่มแรก ท่านจิโกโร คาโน ต้องต่อสู้กับอุปสรรคจากบุคคลหลายๆ ฝ่ายเพื่อให้เกิดการยอมรับในวิชายูโด โดยเฉพาะจากบุคคลที่นิยมอารยธรรมตะวันตกบุคคลพวกนี้ไม่ยอมรับว่ายูโดเป็น สิ่งที่เกิดใหม่และดีกว่ายูยิตสู ในปี พ.ศ. 2429 กรมตำรวจญี่ปุ่นได้จัดการแข่งขันระหว่างยูโดกับยูยิตสูขึ้น โดยแบ่งเป็นฝ่ายละ 15 คน ผลการแข่งขันปรากฏว่ายูโดชนะ 13 คน เสมอ 2 คน เมื่อผลปรากฏเช่นนี้ ทำให้ประชาชนเริ่มสนใจยูโดมากขึ้น ทำให้สถานที่สอนเดิมคับแคบจึงต้องมีการขยายห้องเรียน เพื่อต้อนรับผู้ที่สนใจ จนปี พ.ศ. 2476 จึงได้ย้ายสถานที่ฝึกไปที่ซูอิโดบาชิ (Suidobashi) และสถานที่นี้เองที่เป็นศูนย์กลางของนักยูโดในโลกปัจจุบัน
ยูโดดำเนินการไปด้วยดีและเริ่มมีมาตรฐานอันสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2465 ได้ตั้ง The Kodokun Cultural Xociety ขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2455 ได้ก่อตั้งสหพันธ์ยูโดระหว่างประเทศขึ้น โดยมีประเทศต่างๆ ที่ร่วมก่อตั้งครั้งแรกประมาณ 20 ประเทศ

ในปี พ.ศ. 2499 สหพันธ์ยูโดระหว่างชาติได้จัดให้มีการแข่งขันเพื่อความชนะเลิศยูโดระหว่าง ชาติขึ้น โดยอยู่ในการอำนวยการของสหพันธ์ยูโดระหว่างประเทศโดโดกัน และหนังสือพิมพ์อาซาอิซัมบุน ซึ่งทั้ง 2 องค์กรช่วยกันจัดการแข่งขันขึ้นมา

ประวัติยูโด ในประเทศไทย

ในปี ค.ศ.1970 (พ.ศ.2450)ชาวญี่ปุ่นชื่อ กิโยฟูจิ(KIYOFUJI)ได้เข้ามาทำงานในประเทศไทยในบริษัทของชาวญี่ปุ่น ชื่อบริษัทมิตซุยบุนเซนไกซา พร้อมทั้งนำเอาวิชายูยิตสูเข้ามาเผยแพร่ให้แก่ผู้ร่วมงานได้ฝึกหัดกัน มีชาวญี่ปุ่นอีกคนหนึ่งชื่อ นายเอนโด เป็นทันตแพทย์ชาวญี่ปุ่นมีความรู้ทางยูยิตสู ได้เข้าร่วมเป็นผู้ฝึกสอนเผยแพร่จนเป็นที่นิยมในหมู่คนใกล้ชิด และคนไทยพอสมควร ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นวิชายูยิตสูอยู่

ปี ค.ศ.1912 (พ.ศ.2455) หม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิวงศ์ สวัสดิกุล ได้ทรงศึกษาวิชายูยิตสูมาจากประเทศยุโรป เมื่อกลับมารับราชการอยู่ในกระทรวงต่างประเทศ ทรงเห็นว่ายูยิตสูมีประโยชน์ต่อสังคม มีความประสงค์จะให้มีการศึกษาวิชานี้ในโรงเรียนต่างๆ เช่นเดียวกับนานาประเทศ จึงทรงนำเอายูยิตสูไปสอนแก่ครู นักเรียน ในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเป็นแห่งแรก ในจำนวนนี้มี อาจารย์ทิม อดิเปรมานนท์ และอาจารย์นิยม ทองชิตร์ เข้าศึกษาวิชายูยิตสูรวมอยู่ด้วย

ปี ค. ศ. 1916 (พ.ศ.2459)หม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิวงศ์ สวัสดิกุล ได้เสนอวิชายูยิตสูแก่กรมตำรวจเพื่อพิจารณาจัดสอนให้แก่นักเรียนตำรวจ กรมตำรวจพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อตำรวจ จึงอนุมัติให้สอนวิชานี้แก่ตำรวจได้

ปี ค.ศ.1955 (พ.ศ.2498) พล.ต.ท.พิชัย กุลละวาณิชย์ พล.ต.ต.มงคล จีรเศรษฐ และอาจารย์สิทธิผล พลาชีวิน ได้ร่วมกันก่อตั้งสมาคมยูโดแห่งประเทศไทยขึ้น และจดทะเบียนอย่างถูกต้องเมื่อวันที่24 พฤศจิกายน 2498

 

Judo ยูโด ว่าด้วยเรื่องของกติกา

พื้นที่แข่งขันจะต้องมีเนื้อที่อย่างน้อย 14 x 14 เมตร และอย่างมากที่สุด 16 x 16 เมตร โดยจะปูด้วยตาตามิ หรือวัสดุอื่นที่ได้รับการรับรอง โดยทั่ว ๆ ไปจะเป็นสีเขียว พื้นที่แข่งขันจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน เส้นแบ่งเขตทั้งสองนี้จะเรียกว่าเขตอันตราย จะมีสีที่เห็นได้ชัด โดยทั่ว ๆ ไปแล้วจะเป็นสีแดง กว้างประมาณ 1 เมตร เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่แข่งขัน หรือจะใช้เส้นทาบติดเป็นสี่เหลี่ยมรอบบริเวณแข่งขันก็ได้ พื้นที่ภายในรวมทั้งเขตอันตรายจะเรียกว่า บริเวณแข่งขัน และมีบริเวณอย่างน้อย 9 x 9 เมตร หรืออย่างมาก 10 x 10 เมตร บริเวณนอกเขตอันตรายจะเรียกว่าบริเวณปลอดภัย และจะมีความกว้างประมาณ 3 เมตร (แต่จะต้องไม่น้อยกว่า 2.5 เมตร) เทปเหนียวสีแดงและสีขาว กว้างประมาณ 6 เซนติเมตร และยาว 25 เซนติเมตร จะต้องติดตรงกลางบริเวณที่แข่งขันในระยะห่างกัน 4 เมตร เพื่อเป็นที่ชี้แสดงให้ผู้เข้าแข่งขันทราบในการเริ่มและจบการแข่งขัน เทปสีแดงจะอยู่ข้างขวาของกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวที และเทปสีขาวจะอยู่ข้างซ้ายของผู้ชี้ขาดบนเวที บริเวณที่แข่งขันจะต้องอยู่บนพื้นที่ยืดหยุ่นได้หรือยกพื้น เมื่อบริเวณที่แข่งขันสองบริเวณหรือมากกว่าใช้ติดต่อกัน อนุญาตให้ใช้บริเวณปลอดภัยติดต่อกันได้ แต่ต้องมีระยะ 3 เมตรเป็นอย่างน้อย มีบริเวณว่างรอบบริเวณที่แข่งขันทั้งหมดอย่างน้อยอีก 50 เซนติเมตร

ตาตามิ จะใช้วัสดุลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 183 x 91.5 เซนติเมตร หรือเล็กกว่าเล็กน้อย สุดแท้แต่ถิ่นแคว้นของประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันนี้ โดยทั่ว ๆ ไปแล้วจะมีขนาดวัดได้ 1 x 2 เมตร ทำด้วยฟางข้าวอัดแน่น หรือส่วนมากจะใช้โฟมอัดแน่นก็ได้ เบาะนี้จะต้องแน่นเมื่อเหยียบและมีคุณสมบัติไม่กระเทือนในขณะที่นักกีฬาทำอูเกมิ เบาะจะต้องหุ้มด้วยแผ่นพลาสติกสีแดงหรือสีเขียว และจะต้องไม่ลื่นหรือหยาบเกินไป ซึ่งเบาะยูโดเมื่อปูต่อกันแล้วจะต้องเรียบสนิทไม่มีร่อง แน่น และไม่เลื่อนออกจากกัน เวทียกพื้นต้องทำด้วยไม้แข็ง ซึ่งควรจะมีความยืดหยุ่นพอสมควร วัดได้ประมาณ 18 x 18 เมตร ไม่สูงเกินจากพื้น 50 เซนติเมตร

อุปกรณ์
1. เก้าอี้ และธง (ผู้ตัดสินข้างเวที)
ต้องมีเก้าอี้เบา ๆ สองตัวอยู่มุมนอกของบริเวณแข่งขันบนเขตปลอดภัยทแยงมุมตรงข้ามกันมุมละหนึ่งตัว โดยที่นั่งของผู้ตัดสินข้างเวทีจะต้องไม่บังกรรมการที่จดผลการแข่งขัน และป้ายคะแนนแจ้งผลการแข่งขัน ซึ่งมีธงสีแดงและสีขาวจะใส่อยู่ในซองติดกับเก้าอี้ของผู้ตัดสินข้างเวที
2. ป้ายบอกคะแนน
เวทีแข่งขันแต่ละเวทีจะต้องมีป้ายบอกคะแนน 2 ป้าย ตั้งทแยงมุมตรงข้ามกัน ป้ายนี้จะไม่สูงเกิน 90 เซนติเมตร และกว้างเกิน 2 เมตร อยู่นอกบริเวณแข่งขัน ซึ่งกรรมการผู้ตัดสิน เจ้าหน้าที่ และผู้ชม ต้องเห็นได้ชัดเจน คะแนนที่ถูกทำโทษจะเปลี่ยนเป็นคะแนนได้แต้มทันทีบนป้ายบอกคะแนน อย่างไรก็ตาม จะต้องทำป้ายที่แจ้งแสดงจำนวนที่ผู้เข้าแข่งขันถูกทำโทษด้วย และต้องมีกากบาทสีแดงและสีขาวบนป้ายบอกคะแนน ซึ่งจะบอกการตรวจครั้งที่หนึ่งและสองของแพทย์เมื่อใช้ป้ายคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะต้องมีป้ายคะแนนที่ใช้มือเปล่าเพื่อควบคุมด้วย
3. นาฬิกาจับเวลา ต้องมีดังต่อไปนี้
จับเวลาแข่งขัน 1 เรือน
จับเวลาโอซาเอะโกมิ 2 เรือน
สำรอง 1 เรือน
เมื่อใช้นาฬิกาจับเวลาอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องมีนาฬิกาที่ใช้ควบคุมด้วยมือเพิ่มขึ้นด้วย
4. ธง (ผู้จับเวลา) จะใช้ธงดังต่อไปนี้
สีเหลือง – เวลาแข่งขันหยุด
สีฟ้า – เวลาโอซาเอะโกมิ
ไม่จำเป็นต้องใช้ธงสีเหลืองและสีฟ้า เมื่อเครื่องจับเวลาอิเล็กทรอนิกส์แสดงการแข่งขัน และเวลาโอซาเอะโกมิกำลังใช้อยู่ อย่างไรก็ตาม ต้องมีธงเหล่านี้พร้อมไว้
5. สัญญาณเวลา
ต้องมีระฆังหนึ่งใบหรือเครื่องมือที่ดังได้ยินเหมือนกัน เพื่อให้กรรมการผู้ตัดสินทราบว่าหมดเวลาการแข่งขันที่กำหนด
6. สายคาดเอวสีแดงและสีขาว
ผู้เข้าแข่งขันจะต้องคาดเอวด้วยสายสีแดงหรือสีขาวที่มีความกว้างอย่างน้อย 5 เซนติเมตร ยาวพอที่จะพัรอบเอวได้หนึ่งรอบทับบนเข็มขัดวุฒิ และเมื่อคาดแล้วต้องให้เหลือปลาย 20 ถึง 30 เซนติเมตร ทั้งสองข้าง

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,