February 8th, 2019 by sbobetapac

ยูโด ศิลปะการป้องกันตัวของญี่ปุ่น จับ งัด ทุ่ม ทำลายจุดอ่อนด้วยมือเปล่า

ยูโด

ยูโด (Judo) เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งที่ถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ปัจจุบันมีผู้นิยมฝึกหัดเล่นกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ยูโดเป็นรูปแบบของการป้องกันตัว

เป็นศิลปะส่วนหนึ่งของชาวญี่ปุ่นที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัย นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็นการบริหารร่างกายเพื่อให้ เกิดความแข็งแรง ฝึกสมาธิให้มั่นคง ผู้ฝึกจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านร่างกาย และสมาธิด้านจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจู่โจมคู่ต่อสู้ หรือการตั้งรับ ยูโดมีชื่อเต็มว่า โคโดกัน ยูโด (Kodokan Judo) เดิมทีเดียวเรียกกันว่า ยูยิตสู (Jiujitsu) ซึ่งเป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าและเป็นการ ทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้

ประวัติศาสตร์ยูโด

ใน 1882 ชายชื่อ Jigoro Kano ครูพลศึกษาในเวลานั้นสร้างศิลปะการต่อสู้ที่เป็นยูโด นี้จะสร้างศิลปะการต่อสู้ที่สมบูรณ์แบบที่ไม่ได้ขึ้นอยู่เฉพาะกับความแรง ด้วยการร่วมงานศิลปะที่ดีที่สุดในหลาย ๆ ด้านที่เขาสร้างยูโดเป็นศิลปะเดี่ยวและเพื่อหลีกเลี่ยงการขาดความแข็งแรงหรือการพึ่งพาในเรื่องนี้เขาจึงดัดแปลงและสร้างเทคนิคในการใช้แรงโน้มถ่วงหรือระบบยกระดับเพื่อให้การกระจัดของ น้ำหนักจะช่วยในการดำเนินการของการเคลื่อนไหวเหล่านี้ และจากที่นั่นเขาตัดสินใจที่จะสร้างบรรทัดฐานเพื่อให้การเรียนรู้ของเขาง่ายขึ้นและถ้ามันสามารถแพร่กระจายได้ดีขึ้น หนึ่งในความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดของศิลปะการป้องกันตัวครั้งนี้คือไม่เพียง แต่มุ่งเน้นไปที่ชัยชนะเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเรียนรู้และการฝึกฝนเป็นคนทั้งทางร่างกายและจิตใจทำให้อุดมคติอีกอย่างหนึ่งในการสู้รบ เรื่องนี้จบลงด้วยการตระหนักว่า Jigoro Kano เปิดโรงเรียนยูโดแห่งแรกของ Kodokan

ศาล / สนามยูโด

ศาลของยูโดเรียกว่าเสื่อและเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ทำจากที่นอนที่มีความยาว 2 ยาวประมาณ 1 เมตรกว้างและพอดีเพื่อทำเสื่อ ต้องมีขนาดระหว่าง 14 เมตรและ 16 เมตรโดยรวมโดยแบ่งเป็นสามส่วนดังนี้:

พื้นที่ต่อสู้: นี้ตั้งอยู่ในใจกลางของเสื่อวัดระหว่าง 8 และ 10 เมตรกัน นี่คือจุดที่การต่อสู้ของ judokas และจุดคะแนน มีเพียงสองเครื่องหมายในบริเวณนี้ซึ่งระบุว่าแต่ละแห่งจะต้องเริ่มต้นและจบการต่อสู้อย่างไร

พื้นที่อันตราย: บริเวณนี้ถูกทำเครื่องหมายด้วยสีแดงและอยู่รอบพื้นที่ต่อสู้โดยใช้พื้นที่กว้าง 1 เมตร มันเป็นสีแดงเพื่อเตือน judokas ที่จะออกจากโซนคะแนนและเพื่อใช้การซ้อมรบหรือกลับไปยังพื้นที่ต่อสู้;

เขตรักษาความปลอดภัย: พื้นที่รักษาความปลอดภัยมีอยู่เฉพาะเพื่อให้กวาดล้างยูโดหากออกจากพื้นที่ต่อสู้โดยวัดความกว้างประมาณ 3 เมตร ที่นี่ไม่สามารถให้คะแนนได้อีกต่อไป

หมวดหมู่น้ำหนัก

เช่นเดียวกับกีฬาที่มีการสู้รบมากที่สุดสิ่งนี้ก็แบ่งออกตามประเภทน้ำหนักที่ทำเพื่อที่คุณจะได้ต่อสู้กับใครบางคนที่มีน้ำหนักใกล้เคียงกับคุณดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยุติธรรมและสมดุลมากขึ้น ประเภทน้ำหนักและน้ำหนักของพวกเขาคือ

น้ำหนักเบาพิเศษ (ไม่เกิน 60 กก.);
น้ำหนักเบา (ไม่เกิน 66 กก.);
น้ำหนักเบา (ไม่เกิน 73 กก.);
น้ำหนักเฉลี่ยปานกลาง (ไม่เกิน 81 กก.);
น้ำหนักเฉลี่ย (ไม่เกิน 90 กก.);
น้ำหนักปานกลาง (ไม่เกิน 100 กก.);
น้ำหนักหนัก (มากกว่า 100 กก.);

การต่อสู้ของยูโด

ในกีฬาการต่อสู้อื่น ๆ มันเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นความผิดพลาดและการชกมวย แต่ในยูโดมันไม่เป็นเช่นนั้น นี่คือกีฬาที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงให้ฝ่ายตรงข้ามอยู่บนพื้นดินและไม่ตกเป็นเหยื่อหรือกักขังเขาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การต่อสู้ใช้เวลาประมาณ 5 นาทีสำหรับผู้ชายและ 4 นาทีสำหรับผู้หญิง ถ้าเวลาที่เสร็จสิ้นการต่อสู้ยังไม่ได้รับการตัดสินใจหรือถูกผูกไว้ในจุดแล้วส่งผ่านไปยังคะแนนสีทอง

ยูโดมีคะแนนที่โดดเด่นและไม่เหมือนใครซึ่ง ได้แก่ :

Yuhkoh: (นักกีฬาตกลงไปด้านข้าง)
wazari: (นักกีฬาตกลงบนหลังของเขาบนเสื่อ แต่มีความเร็วน้อย)
Ippon: (นักกีฬาล้มลงบนเสื่อ)

ยูโด การทำให้คู่ต่อสู้เสียสมดุลในกีฬายูโด

ยูโดเป็นศิลปะการต่อสูที่เป็นเอกลักษณ์ของคนญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ด้วยการใช้ทักษะการฝึกและความไวในการเข้าทำ ยูโดจึงสามารถใช้ร่างกายเกือบทุกส่วนเป็นอาวุธได้ทุกอย่าง และสามารถทุ่มคู่ต่อสู้ได้อีกด้วย ถึงแม้นักกีฬาจะมีขนาดตัวที่เล็กกว่า แต่ถ้าหากมีการฝึกทักษะที่ดีของการต่อสู้ประเภทนี้ ก็จะทำให้ผู้ที่ฝึกซ้อมยูโดสามารถมีศิลปะการป้องกันตัวได้เป็นอย่างดี และสำหรับวันนี้เราก็มีอีกหนึ่งทักษะที่สามารถเข้าโจมตีคูต่อสู้ได้ดีที่สุดนั้นคือ การทำให้คู่ต่อสู้เสียสมดุล

การทำให้คู่ต่อสู้เสียสมดุลนั้นผู้ฝึกทั้งสองจะอยู่ในท่าทุ่ม หากคู่ต่อสู่เสียสมดุลมากแค่ไหนคุณก็จะสามารถทุ่มคู้ต่อสู่ได้ง่ายมากเท่านั้น การทำเช่นนี้ก็คือการสลายฐานคู่ต่อสู้ คือการย้ายน้ำหนักจากอีกข้างไปยังอีกข้าง โดยใช้จังหวะช่องโหว่นี้ด้วยความเร็วของเราก่อนที่คู้แข่งจะตั้งตัว ก็จะใช้วิธีนี้ในการทุ่มคู่แข่งได้เลย สำหรับเทคนิคพิเศษนี้คือให้เราก้าวเท้าในขณะที่ใช้แรงดันกันอยู่ จากนั้นก็เกร็งตัวให้ตายเหมือนกับวัตถุแข็ง โดยที่ไม่สามารถเดินหน้าหรือถอยหลังได้ จากนั้นให้เปลี่ยนเป็นการเคลื่อนไหวในมุมแทยงแทนซึ่งคู่ต่อสู้จะเสียการทรงตัวและใช้จังหวะนี้เข้าทำได้เลย โดยความเร็วที่ใช้เข้าทำนั้นไม่จำเป็นที่ต้องเร็วมากก็ได้ โดยที่คุณนั้นอย่าประมาณเช่นกัน เพราะหากช่องว่างนี้กลายเป็นคุณเสียเอง ความเสียเปรียบในการเข้าทำเราอาจจะโดนคู่แข่งทุ่มก็ได้

 

เทคนิคของวิชายูโดแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มดังนี้

-นาเงวาซา Nagewaza เป็นเทคนิคเกี่ยวกับการทุ่ม (Throwing) มีท่าทุ่มที่เป็นพื้นฐานอยู่ 12 ท่า และแย่งออกเป็นประเภทตามส่วนของร่างกายที่ใช้ทุ่มนั้นๆซึ่งได้แก่การทุ่มด้วยมือ การทุ่มด้วยสะโพก การปัดขา การทุ่มด้วยไหล่ การทุ่มด้วยสีข้างและหลัง
-กาต้าเมวาซา (Katamawaza) เป็นเทคนิคเกี่ยวกับการกอดรัดเพื่อให้หายใจไม่ออกและการจับยืด (Chocking and Holding) เป็นเทคนิคที่ใช้ขณะอยู่กับพื้นเบาะ (tatami) เพื่อให้คู่ต้อสู้ยอมจำนน
-อาเตมิวาซา Atemiwaza เป็นเทคนิคเกี่ยวกับการชกต่อย ทุบตี ถีบถอง (Striking) ส่วนต่างๆของร่างกายให้เกิดการบาดเจ็บ พิการ หรือถึงแก่ชีวิต ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะใช้ในการต่อสู้ป้องกันตัวเท่านั้น และไม่เคยจัดการแข่งขัน

 

ระดับความสามารถของนักยูโด

ระดับความสามารถมาตรฐานของนักยูโดทั้งสองเพศ (ชาย-หญิง) ได้ถูกกำหนดขึ้นโดยมีสีของสายคาดเอวเป็นเครื่องหมาย ระดับความสามารถมาตรฐานดังกล่าวแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับใหญ่คือ

–ระดับกียู (Kyu) คือระดับที่อาจเรียกว่า นักเรียน
ระดับดาน (Dan) คือระดับที่เรียกว่า ผู้นำ เป็นผู้ซึ่งมีความสามารถสูง ทั้งระดับนักเรียนและระดับผู้นำนี้ยังแบ่งออกเป็นระดับย่อยๆลงอีก โดยมีสีประจำแต่ละระดับไว้ซึ่งแต่ละประเทศกำหนดไม่เหมือนกัน

การกำหนดระดับของนักยูโดในประเทศไทยกำหนดไว้ดังนี้

รองสายดำ ชั้น 5 สาดคาดเอวสีขาว ชั้น 4 สายคาดเอวสีเขียว ชั้น 3 สาดคาดเอวสีฟ้า ชั้น 2 สายคาดเอวสีน้ำตาล เเละชั้น 1 สาดคาดเอวสน้ำตาลปลายดำ

สายดำ ชั้น 1-5 สายคาดเอวสีดำ ชั้น 6-8 สายคาดเอวสีขาวสลับแดง ชั้น 9 สายคาดเอวสีแดง เเละชั้น 10 สายคาดเอวสีแดง

 

สถานที่ฝึกยูโด (Dojo)

สถานที่ฝึกยูโดจะต้องเป็นสถานที่กว้างขวาง อากาศถ่ายเทได้สะดวก ที่พื้นปูด้วยเบาะ (Tatami) วาง อัดแน่นเป็นแผ่นเดียกัน และมีผ้าคลุมให้ดึงอีกชั้นหนึ่ง โดยปกติเบาะยูโดหรือเสื่อยูโดแต่ละผืนจะมีขนาดยาว 6 ฟุต กว้าง 3 ฟุตและหนา 4 นิ้ว เบาะที่ใช้ฝึกนี้ต้องมีความยืดหยุ่นพอดีไม่อ่อนหรือแข็งเกินไป ถ้าอ่อนเกินไปจะทำให้พื้นผิวไม่เรียบทำให้เท้าพลิกแพลงได้ง่าย และทำให้การเคลื่อนไหวลำบาก แต่ถ้าแข็งเกินไปเวลาล้มอาจทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย พื้นที่สำหรับปูเบาะยูโดที่เหมาะสมควรเป็นพื้นไม้ที่ยกสูงขึ้นโดยเฉพาะ ไม่ควรปูกับพื้นซีเมนต์หรือพื้นดินทีเดียว เพราะจะมีความยืดหยุ่นน้อยก่อให้เกิดการการบาดเจ็บได้ง่าย

 

เครื่องแต่งกาย (Judogi)

เครื่องแต่งกายในการฝึกยูโดต้องสวมชุดโดยเฉพาะที่เรียกว่า Judoji ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการแต่งกายของชาวญี่ปุ่นมีลักษณะดังนี้

-เสื้อ คล้ายเสื้อกิโมโน ถักด้วยด้ายดิบสีขาวหนาแข็งแรงทนทาน แต่อ่อนนิ่มไม่ลื่นมือ สามารถซักได้และใช้ได้นาน ส่วนแขนและลำตัวกว้างหลวม ตัวยาวคลุมก้น แขนยาวประมาณครึ่งแขนท่อนล่างเสื้อยูโดที่ดีต้องมีลักษณะเบาบางแต่แข็งแรง การเบาบางจะช่วยให้การระบายความร้อนในร่างกายดีขึ้น ประเทศญี่ปุ่นนับว่าเป็นประเทศผู้ผลิตเสื้อยูโดที่ดีที่สุดในโลก
-กางเกง มีลักษณะคล้ายกางเกงจีนเป็นผ้าดิบเช่นกัน ที่เอวมีร้อยเชือกรัดเอว กางเกงต้องหลวมพอสบายยาวประมาณครึ่งขาท่อนล่าง
สายคาดเอว เป็นผ้าเย็บซ้อนกันหนาประมาณ 0.5 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2 นิ้ว ยาวให้คาดเอวได้ 2 รอบ เหลือชายไว้ผูกเงื่อนพิรอด (Reef Knot) แล้วเหลือชายข้างละ 15 เซนติเมตร สำหรับสายคาดเอวนี้เป็นเครื่องแสดงระดับความสามารถมาตรฐานของนักยูโดด้วย

วิธีการแสดงความเคารพ

การแสดงความเคารพตามหลักการของวิชายูโดมีดังต่อไปนี้

เมื่อถึงสถานที่ฝึก ต้องแสดงความเคารพสิ่งที่ตั้งบูชาประจำสถานที่ครั้งหนึ่งก่อนก่อนเริ่มฝึก เมื่อขึ้นบนเบาะต้องแสดงความเคารพต่อที่บูชาอีกครั้งหนึ่งก่อนเริ่มฝึกซ้อมต้องแสดงความเคารพซึ่งกันและกัน และหลังจากยุติการฝึกซ้อมต้องเคารพกันอีกครั้งหนึ่งก่อนเลิกฝึกต้องแสดงความเคารพที่บูชาเมื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวแล้ว ก่อนจะกลับต้องแสดงความเคารพที่บูชาอีกครั้งหนึ่ง

วิธีทำความเคารพมี 2 วิธี คือ นั่งและยืน ส่วนวิธีเคลื่อนไหวในการแสดงความเคารพ เช่น ยืนแล้วจะกลับเป็นนั่ง หรือนั่งแล้วกลับยืน ตามปกติใช้ขาขวาเป็นหลักในการทรงตัว การเล่นยูโดยังมีหลักการและศิลปอื่นๆอีกมากมายอาทิ การอบอุ่นร่างกายและศิลปการล้ม การทรงตัวและการเคลื่อนไหว การทุ่ม เป็นต้น

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 8th, 2019 by sbobetapac

การป้องกันตัวมีอะไร รู้จักศิลปะการต่อสู้ ในเอเชีย มีอะไรกันบ้าง

การป้องกันตัวมีอะไรการป้องกันตัวมีอะไร เดี๋ยวนี้เราได้ยินข่าวทำร้ายร่างกาย ปล้นชิงทรัพย์บ่อยมากเลย แถมเหยื่อก็มักเป็นสาวๆ ที่ชอบไปไหนมาไหนคนเดียวอีก สมัยนี้โจรไม่รอให้มืดก็ออกปล้นกันแล้วด้วย! ไม่ใช่แค่สาวๆ นะ หนุ่มๆ ก็อาจเป็นอันตรายได้เหมือนกัน วันนี้เราเลยนำศิลปะการต่อสู้มาแนะนำเพื่อนๆ จะได้เรียนไว้ใช้ป้องกันตัวเอง ว่าแต่ถ้าเรามีมวยไทย ประเทศอื่นในเอเชียเขามีอะไรกันบ้างนะ อยากรู้ตามไปดูกันเลย

  • เทควันโด (Taekwondo) จาก ประเทศเกาหลี

มีใครรู้จัก ลี แดฮุน นักกีฬาเทควันโดจากเกาหลีบ้างไหมเอ่ย ต้องไม่มีใครไม่รู้จักศิลปะการต่อสู้ชนิดนี้แน่ๆ เพราะเป็นกีฬาที่มีชื่อเสียงมากกก “เทควันโด” เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวโดยไม่ใช้อาวุธ คำว่า “แท” (태) แปลว่า เท้า การโจมตีด้วยเท้า “คว็อน” (권) แปลว่า มือ การโจมตีด้วยมือ ส่วน “โท” (도) แปลว่า วิถีทาง รวมกันแล้ว เทควันโด จึงหมายถึง “วิถีการต่อสู้ป้องกันตัวโดยการใช้มือและเท้า” จากประวัติศาสตร์พบว่าเทควันโดมีรากฐานมาจาก คาราเต้ และศิลปะการต่อสู้จากจีน ผสมเข้ากับศิลปะการต่อสู้ของเกาหลี สมาคมเทควันโดที่เก่าแก่ที่สุด คือ Korea Taekwondo Association (KTA) ก่อตั้งขึ้นในปี 1959 เพื่อเป็นตัวแทนการร่วมมือกันของสถาบันสอนศิลปะการต่อสู้ดั้งเดิมทั้ง 9 แห่งในเกาหลี

  • หวิงชุน (Wing Chun) จาก ประเทศจีน

เพื่อนๆ หลายคนแน่เลยที่ไม่เคยได้ยินชื่อศิลปะการต่อสู้ชนิดนี้ สารภาพเลยว่ามินิมอร์เองก็เช่นกัน แต่ “หวิงชุน” เป็นศิลปะป้องกันตัวจากจีนที่มีประวัติน่าสนใจมากๆ เพราะ หวิงชุนเป็นศิลปะป้องกันตัวชนิดแรกที่ผู้หญิงเป็นผู้คิดขึ้น! นอกจากนั้นยังเป็นวิชาที่ดาราผู้โด่งดังทั่วโลกอย่าง “บรูซ ลี” ร่ำเรียนอีกด้วย ประวัติของวิชานี้ถูกเล่ากันแบบปากต่อปาก ทำให้ไม่ค่อยมีความชัดเจนเท่าไหร่ว่าเกิดขึ้นอย่างไร จากตำนานเล่ากันว่า ผู้หญิงคนหนึ่งได้เห็นการต่อสู้ระหว่างงูและนกกระเรียน จึงนำลักษณะการต่อสู้นั้นมาพัฒนา และผสมเข้ากับกังฟูจากวัดเส้าหลิน จนเกิดเป็น “วิชาหวิงชุน” วิชานี้เริ่มเป็นที่รู้จักเนื่องจาก “ปรมาจารย์ยิปมัน” อาจารย์ผู้สอนมวยหวิงชุนให้บรูซ ลี และบรูซ ลี ดาราผู้โด่งดังที่ทำให้มวยหวิงชุนเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น

  • ฮับกีโด (Hapkido) จาก ประเทศเกาหลี

ศิลปะการต่อสู้อีกหนึ่งชนิดจากประเทศเกาหลีที่น่าสนใจมากๆ แอบกระซิบนิดนึงว่า ไอดอลอย่าง “แบคฮยอน วง EXO” และ “โชรง วง Apink” ก็เรียนวิชานี้นะจ๊ะ “ฮับกีโด” เป็นการต่อสู้แบบผสมผสาน ทั้งแบบมีอาวุธและมือเปล่า มีทั้งการล็อก การจับ การทุ่ม รวมทั้งเตะ ต่อยด้วย แถมใช้ได้ทั้งการต่อสู้ระยะไกล ระยะประชิด หรือบนพื้น วิชาฮับกีโด เป็นการดึงพลังจากข้างในมาใช้ และใช้การเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ให้เป็นประโยชน์ คำว่า “ฮับ” (합) แปลว่า การประสาน “คิ” (기) แปลว่า พลัง ความแข็งแรง จิตวิญญาณ “โท” (도) แปลว่า วิถีทาง ฮับกีโด จึงมีความหมายว่า “วิธีการต่อสู้และการเคลื่อนไหวที่สอดประสานกัน”

  • ยูโด (Judo) จาก ประเทศญี่ปุ่น

“ยูโด” มีความหมายว่า “วิถีที่นุ่มนวล” ผู้ฝึกฝนยูโดจะถูกเรียกว่า ยูโดกะ (Judoka) ยูโดสร้างขึ้นโดย “จิโกโร่ คาโนะ” ชาวญี่ปุ่น ใช้ฝึกสอนด้านร่างกาย จิตใจ และคุณธรรม ซึ่งเดิม ยูโด ก็คือ ยูยิสสูของญี่ปุ่นนั่นเอง แต่เพราะยูยิสสูมีความอันตรายมาก ทำให้ฝึกฝนได้ไม่เต็มที่ เพราะอาจทำให้คู่ซ้อมบาดเจ็บ ถึงแม้ไม่ได้หมายถึงชีวิต แต่ก็อาจทำให้พิการ หรือบาดเจ็บหนัก เมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนไป ยูยิสสูก็ถูกปรับให้เข้ากับสภาพสังคม ทำให้เป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีศีลธรรมมากขึ้น โดยการตัดทอนท่าที่อันตรายออก สอดแทรกสิ่งใหม่ และมีการสร้างมาตรฐานให้ยูยิสสู ก่อนจิโกโร่ คาโนะจะเปลี่ยนชื่อศิลปะการต่อสู้นี้เป็น “ยูโด” การปรับเปลี่ยนวิชาทำให้ผู้ฝึกซ้อมสามารถฝึกฝนต่อสู้กันได้อย่างเต็มที่ และได้ผลมากกว่าด้วย

  • มวยไทย (Muay Thai) จาก ประเทศไทย

ดูของประเทศอื่นกันไปแล้ว มาดูของบ้านเรากันบ้างดีกว่า เพราะ “มวยไทย” ก็มีชื่อเสียงไม่เบา ชาวต่างชาติมากมายอยากมาเรียนมวยไทยถึงถิ่นกำเนิด มวยไทยขึ้นชื่อเรื่อง “นวอาวุธ” คือ “ศาสตร์การโจมตีทั้งแปด” ได้แก่ สองมือ สองเท้า สองศอก และสองเข่า มวยไทย มีรากฐานมาจาก “มวยโบราณ” คำว่า “สำนักมวย” จะแตกต่างจาก ค่ายมวย ซึ่งเป็นสถานที่รวมผู้ที่ชื่นชอบการชกมวย เน้นการแลกเปลี่ยนเพื่อการประลองแข่งขัน สำนักมวยจะมีครูมวยที่มีชื่อเสียงและมีฝีมือโด่งดัง ครูมวยจะถ่ายทอดวิชามวยให้แก่ผู้ที่เหมาะสมเท่านั้น

มวยไทย เริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อ นายขนมต้ม ครูมวยอยุธยา ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยศึกที่พม่า และได้ประลองมวยกับชาวพม่าจนได้รับชัยชนะหลายครั้ง ทำให้ชาวพม่ารู้ว่ามวยไทยนั้นน่ากลัวไม่เบา จนสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มวยไทยอยู่ในยุคเฟื่องฟู แต่สมัยนั้นยังใช้เชือกพันมือชกอยู่ จนมีการประลองหนึ่งที่คู่ต่อสู้โดนนักมวยไทยชกจนเสียชีวิต ทำให้มีการเปลี่ยนมาใส่นวมชกแทน ปัจจุบัน มวยไทยกลายเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมและโด่งดังมาก แถมยังหาที่ฝึกฝนได้ง่ายด้วย นอกจากเป็นการออกกำลังกายที่ดีมากแล้ว มวยไทยก็เป็นอีกหนึ่งวิชาป้องกันตัวที่น่ากลัวไม่เบาเลยล่ะ

การป้องกันตัวมีอะไร 10 อันดับ ศิลปะการต่อสู้ที่ดีที่สุด

10. MMA (Mixed Martial Arts)

ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบผสม คือ การต่อสู้ที่รวมเอาศิลปะการต่อสู้หลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน อย่างเช่น มวยไทย มวยสากล ยูโด มวยปล้ำ คาราเต้ แชมโบ บราซิลเลี่ยน ยูยิสสู มีทั้งการเตะต่อย และการทำให้คู่ต่อสู้ยอมแพ้ โดยมี รายการ อัลติเมท ไฟต์ติง แชมเปียนชิพ (Ultimate Fighting Championship) หรือ UFC ที่ค่อนข้างเป็นที่นิยม

9. Judo

เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งที่ถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น โดยคะโน จิโงะโร ยูโดมีชื่อเต็มว่า โคโดกัง ยูโด เดิมเรียกว่า ยูยิสสู ซึ่งเป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่า

8. Wing Chun

เป็นศิลปะการต่อสู้จีนแขนงหนึ่งในแบบของกังฟู หวิงชุน แตกต่างจากกังฟูแบบอื่นอย่างชัดเจน เป็นมวยที่ไม่ต้องใช้พละศึกษาหรือสุขศึกษามากนัก เหมาะสมกับสรีระของผู้หญิง ที่แรงกายอ่อนกว่าผู้ชาย แต่เน้นในการป้องกันตัวและจู่โจมในระยะสั้นแบบเชื่องช้า

7. Taekwondo

เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวโดยไม่ใช้อาวุธของชาวเกาหลี คำว่า “แท” เท้าหรือการโจมตีด้วยเท้า; “คว็อน” มือหรือการโจมตีด้วยมือ; “โท”วิถีหรือสติปัญญา ดังนั้นเทควันโดโดยทั่วไป หมายถึง วิถีแห่งการใช้มือและเท้าในการต่อสู้และป้องกันตัว หรือการใช้มือและเท้าในการต่อสู้และป้องกันตัวอย่างมีสติ

6. Boxing

มวยสากลเป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีมาแต่โบราณ โดยเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่าของทหารในสนามรบ และกลายเป้นเกมกีฬาในการแข่งขันโอลิมปิคยุคโบราณ โดยที่นักมวยในยุคนั้นไม่มีการจำกัดน้ำหนัก ไม่สวมเครื่องป้องกันตัว และไม่จำกัดว่าต้องใช้ได้เพียงหมัด สามารถกัดหรือถองคู่ต่อสู้ได้ โดยไม่มีกติกามากนัก เพียงแต่นักมวยทั้งคู่ต้องถอดเสื้อผ้าให้หมดทั้งตัว เพื่อไม่ให้ซ่อนอาวุธเอาไว้

5. Kung Fu

เป็นศิลปะการต่อสู้ของจีน ในภาษาจีนกลางใช้คำว่า “วูซู” และเมื่อมีการแพร่ขยายออกไปกลายเป็น “กังฟู” ซึ่งเป็นตัวเลข การต่อสู้รูปแบบที่ได้มีการพัฒนากว่าหนึ่งศตวรรษในจีน

4. Karate

เป็นศิลปะการต่อสู้ถือกำเนิดที่โอะกินะวะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นการผสมผสานระหว่างการต่อสู้ของชาวโอะกินะวะและชาวจีน คาราเต้ได้เผยแพร่เข้าสู่ญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2464 (ค.ศ. 1921) เมื่อชาวโอะกินะวะอพยพเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น คาราเต้มักถูกเข้าใจผิดว่า เป็นการต่อสู้ด้วยการฟันอิฐ แต่ที่จริงแล้ว คือการต่อสู้ด้วยการใช้อวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น กำปั้น เท้า สันมือ นิ้ว ศอก เป็นต้น แต่เมื่อถูกดัดแปลงเป็นกีฬาแล้วเหลือเพียงมือและเท้า

3. Krav Maga

คราฟมาก้า เป็นระบบการป้องกันตัว ของอิสราเอล ที่ได้รับการพิสูจน์ว่าใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันและในสงคราม ใช้อบรมในหน่วยราชการตำรวจทหาร ทั้งอเมริกาและยุโรป ใช้ในหลักสูตรการต่อสู้มือเปล่าของทหารในกองทัพอิสราเอล และไม่ใช่ศิลปะการต่อสู้จึงไม่มีความสวยงาม เน้นการฝึกซ้ำในช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้เกิดการตอบรับอัตโนมัติของร่างกายต่อ สภาวะคับขันต่างๆ

2. Muay Thai

มวยไทย เป็น ศิลปะการต่อสู้จากประเทศไทย ที่ใช้หมัด ศอก แขนท่อนล่าง เท้า แข้ง เข่า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ศีรษะ และลำตัวในการต่อสู้ ศิลปะการต่อสู้ลักษณะนี้ สามารถพบเห็นได้หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกตัวอย่างเช่นประเทศกัมพูชาเรียกว่า ประดั่ญเซเรีย (Pradal Serey) หรือขอมมวย ส่วนประเทศลาวเรียก มวยลายลาว (มวยเสือลากหาง)

1. Brazilian Jiu-Jitsu

วิชาบราซิลเลี่ยน ยูยิสสูถูกพัฒนาต่อกันมาโดยบ่อยครั้งที่ถูกนำไปใช้ในการแข่งขัน Valetudo และในภายหลังได้ถูกนำมาสอนในต่างประเทศ และมีชื่อเสียงอย่างมากจากการแข่งขัน Ultimate Fighting Championship ในครั้งที่หนึ่ง ปัจจุบันวิชา บราซิลเลี่ยน ยูยิสสู ถูกแบ่งได้เป็นสองรูปแบบ คือ แบบต้นตำรับของตระกูลเกรซี่ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันตัว และ ในแบบบราซิลเลี่ยน ยูยิสสู สมัยใหม่เพื่อการแข่งขัน

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , , ,