February 9th, 2019 by sbobetapac

มวยไทย ประวัติความเป็นมา แต่ละสมัย

มวยไทย

มวยไทย ประวัติศาสตร์อันยาวนาน เริ่มมีและใช้กันในการสงครามในสมัยก่อน ในปัจจุบัน มีการดัดแปลงมวยไทยมาใช้ในกองทัพโดยเรียกว่า “เลิศฤทธิ์” ซึ่งแตกต่างจากมวยในปัจจุบันที่ใช้เป็นการกีฬา โดยมีการใช้นวมขึ้นเพื่อป้องกันการอันตรายที่เกิดขึ้น มวยยังคงได้ชื่อว่า ศาสตร์การโจมตีทั้งแปด ซึ่งรวม สองมือ สองเท้า สองศอก และสองเข่า (บางตำราอาจเป็น นวอาวุธ ซึ่งรวมการใช้ศีรษะโจมตี หรือ ทศอาวุธ ซึ่งรวมการใช้บั้นท้ายกระแทกโจมตีด้วย) มวยไทยสืบทอดมาจาก มวยโบราณ ซึ่งแบ่งออกเป็นแต่ละสายตามท้องที่นั้น ๆ โดยมีสายสำคัญหลัก ๆ เช่น มวยท่าเสา (ภาคเหนือ) มวยโคราช (ภาคอีสาน) มวยไชยา (ภาคใต้) มวยลพบุรีและมวยพระนคร (ภาคกลาง) มวยพลศึกษามีคำกล่าวไว้ว่า “หมัดดีโคราช ฉลาดลพบุรี ท่าดีไชยา ไวกว่าท่าเสา ครบเครื่องพลศึกษา”

สมัยกรุงสุโขทัย (ประมาณช่วงระหว่าง ปี พ.ศ. 1781-1918)

สมัยกรุงสุโขทัย มวยไทยถือเป็นศาสตร์ชั้นสูงที่ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษาของกษัตริย์ เพื่อฝึกให้กษัตริย์เป็นนักรบที่มีความกล้าหาญ มีสมรรถภาพร่างกายที่ดีเยี่ยม ดังความปรากฏตามพงศาวดารว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ทรงส่งเจ้าชายร่วงโอรสองค์ที่สองไปฝึกมวยไทยที่สำนักสมอคอน แขวงเมืองลพบุรี หรือการที่พ่อขุนรามคำแหงทรงนิพนธ์ตำหรับพิชัยสงคราม โดยมีความข้อความบางตอนกล่าวถึงมวยไทย ควบคู่ไปกับการใช้อาวุธอย่างดาบ หอก มีด โล่ หรือธนูอีกด้วย

สมัยกรุงศรีอยุธยา (ประมาณช่วงระหว่าง ปี พ.ศ. 1893 – 2310)

สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2147 – 2233) ยุคนี้บ้านเมืองสงบร่มเย็นและเจริญรุ่งเรือง พระองค์ทรงให้การสนับสนุนและส่งเสริมการกีฬาอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมวยไทยที่นิยมกันจนกลายเป็นอาชีพ และมีค่ายมวยต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย มวยไทยสมัยนี้ชกกันบนลานดิน โดยใช้เชือกเส้นเดียวกั้นบริเวณเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส นักมวยจะใช้ด้ายดิบชุบแป้งหรือน้ำมันดินจนแข็งพันมือ เรียกว่า มวยคาดเชือก นิยมสวมมงคลไว้ที่ศีรษะ และผูกประเจียดไว้ที่ต้นแขนตลอดการแข่งขัน การเปรียบคู่ชกนั้นเอาความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ไม่ได้กำหนดขนาดรูปร่างหรืออายุ โดยมีกติกาง่าย ๆ ว่าชกจนกว่าอีกฝ่ายจะยอมแพ้

สมัยกรุงธนบุรี (ประมาณช่วงระหว่าง ปี พ.ศ. 2310 – 2325)

ตลอดระยะเวลา 14 ปีของกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2310 – 2324) บ้านเมืองซึ่งอยู่ในช่วงฟื้นฟูหลังจากพระเจ้าตากสินกอบกู้อิสรภาพคืนมาได้ การฝึกมวยไทยในสมัยนี้จึงฝึกเพื่อราชการทหารและสงครามอย่างแท้จริง การจัดชกมวยในสมัยกรุงธนบุรีนิยมนำนักมวยต่างถิ่นหรือศิษย์ต่างครูมาชกกัน โดยไม่มีกฎกติกาการแข่งขันอย่างเป็นรูปธรรมและไม่มีการกำหนดคะแนน จะทำการชกกันจนกว่าอีกฝ่ายจะยอมแพ้ บนสังเวียนซึ่งเป็นลานดินบริเวณวัด คาดมงคลและนิยมผูกประเจียดเช่นเดิม

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (ประมาณช่วงระหว่าง ปี พ.ศ. 2325 – ปัจจุบัน)

มวยไทย มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

เป็นมรดกทางภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของชนชาติไทยมาตั้งแต่ครั้งโบราณ เป็นการใช้อาวุธของร่างกาย 9 อย่าง หรือที่เรียกว่า นวอาวุธ ได้แก่ มือ 2 เท้า 2 เข่า 2 ศอก 2 และศีรษะ 1 อย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็นศิลปะการต่อสู้ที่เก่าแก่ประเภทหนึ่งของโลก

เป็นศิลปะการป้องกันตัวและเป็นศาสตร์ที่ชายชาติทหารจะต้องฝึกให้คล่องแคล่ว ดังคำกล่าวที่ว่ามวยนั้นเป็นมูลบทของวิชายุทธ์ เพลงอาวุธเป็นมัธยม และพิชัยสงครามเป็นมงกุฎ

ยเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการใช้อุบาย ชั้นเชิง ไหวพริบ และวิชาเข้าต่อสู้กัน จึงปรากฏหลักฐานในพระราชพงศาวดารว่า ในอดีต พระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถจะทรงเชี่ยวชาญการชกมวยเป็นอย่างยิ่งขณะเดียวกัน

เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ขุนนางฝ่ายทหาร และสามัญชนจะฝึกฝนมวยไทย เพื่อป้องกันตัวและชาติบ้านเมืองเพราะการใช้อาวุธ เช่น กระบี่ กระบอง พลอง ดาบ ง้าว ทวน ประกอบกับมวยไทย จะทำให้การใช้อาวุธนั้นเกิดประสิทธิภาพสงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการต่อสู้ป้องกันตัวในระยะประชิด

ในยามสงบ มวยไทยจะเป็นการประลอง พละกำลังและชั้นเชิงการต่อสู้จนกลายเป็นกิจกรรมทางสังคมมีการแข่งขันมวยในโอกาสสำคัญๆ ดังปรากฏในกฎหมายตราสามดวง

หมวดอัยการเบ็ดเสร็จที่กล่าวถึงการชกมวยไว้ว่า “…117 มาตราที่หนึ่ง ชนทังสองเปนเอกจิตเอกฉันท์ ตีมวยด้วยกันก็ดี แลปล ้ากันก็ดี และผู้หนึ่งต้องเจ็บปวดด้วยก็ดี ค่นหักถึงแก่มรณภาพก็ดีท่านว่าหาโทษมิได้…”

มวยไทยจึงมีความสำคัญทั้งต่อบุคคล ชุมชน สังคม และประเทศชาติ มีส่วนสำคัญยิ่งในการดำรงเอกราชของชาติไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ประวัติมวยไทยสมัยรัชกาลที่ 1

พระองค์ทรงฝึกหัดมวยไทยมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และทรงสนพระทัยในการเสด็จทอดพระเนตรการแข่งขันชกมวยไทยอยู่เสมอ ในปี พ.ศ.๒๓๓๑ พ่อค้าชาวฝรั่งเศสสองพี่น้องเดินทางไปค้าขายทั่วโลกด้วยเรือกำบั่น คนน้องเป็นนักมวยฝีมือดี เที่ยวพนันชกมวยมาหลายเมือง เมื่อเดินทางมาถึงกรุงเทพมหานครจึงได้ล่ามกราบเรียนพระยาพระคลัง ขอชกมวยพนันกับคนไทยพระยาพระคลังได้นำความขึ้นกราบทูลรัชกาลที่ ๑ พระองค์ทรงตรัสปรึกษากับกรมพระราชวังบวรพระอนุชา ซึ่งเป็นผู้มีฝีมือมวยไทย และคุมกรมมวยหลวงอยู่ในขณะนั้น รับตกลงพนันกันเป็นเงิน ๕๐ ชั่ง

สมัยรัชกาลที่ 1

กรมพระราชวังบวรคัดเลือก ทนายเลือกวังหน้าฝีมือดี ชื่อหมื่นผลาญต่อสู้กับนักมวยฝรั่งเศสครั้งนี้ สังเวียนการแข่งขันจัดสร้างขึ้นที่สนามหลังวัดพระแก้ว โดยใช้เชือกเส้นเดียวผูกกับเสา ๔ ต้น สูงประมาณ ๗๐ เซนติเมตร ขึงกั้นบริเวณเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างประมาณด้านละ ๒๐ เมตร ด้านหน้าปลูกพลับพลาที่ประทับ กติกาการแข่งขันไม่มีการให้คะแนน ชกกันจนกว่าจะแพ้ชนะกันโดยเด็ดขาด เมื่อใกล้เวลาชกทรงตรัสสั่งให้แต่งตัวหมื่นผลาญ ด้วยการชโลมน้ำมันว่านยาตามร่างกาย ผูกประเจียดเครื่องรางที่ต้นแขน แล้วให้ขี่คอคนมาส่งถึงสังเวียนเมือการแข่งขันเริ่มขึ้น ฝรั่งได้เปรียบรูปร่างเข้าประชิดตัว

พยายามจะปล้ำเพื่อหักคอและไหปลาร้า หมื่นผลาญพยายามปิดป้อง ปัดเปิด สลับกับเตะถีบชิงต่อยแล้วถอยวนหนียิ่งชกนานฝรั่งยิ่งเสียเปรียบเพราะทำอะไรไม่ได้ ฝรั่งพี่ชายเห็นว่าถ้าชกต่อไปน้องชายคงเสียเปรียบแน่จึงตัดสินใจกระโดดเข้าไปขวางกั้นไม่ให้หมื่นผลาญถอยหนี การกระทำเหมือนช่วยกันจึงเกิดมวยหมู่ระหว่างพวกฝรั่งกับพวกทนายเลือก ฝรั่งบาดเจ็บหลายคน รัชกาลที่ 1 พระราชทานหมอยาหมอนวดไปรักษาพยาบาล เมื่อหายดีแล้วฝรั่งเศสสองพี่น้องก็ออกเรือกลับไป

สมัยรัชกาลที่ 2

สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (พ.ศ.2352-2367) เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงฝึกมวยไทยที่สำนักวัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) จากสมเด็จพระวันตัต (ทองอยู่) ซึ่งเคยเป็นแม่ทัพเก่า ครั้นเมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมายุได้ 16 พรรษาก็เสร็จมาประทับในพระราชวังเดิม และทรงฝึกมวยไทยเพิ่มเติมจากทนายเลือก อีกทั้งยังโปรดให้สร้างสนามมวยไว้ที่สนามหญ้าบริเวณวังหลัง พร้อมทั้งเปลี่ยนคำว่า รำหมัด เป็นมวยไทย อีกด้วย

สมัยรัชกาลที่ 3

สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2367-2394) ในสมัยนี้ตามหัวเมืองต่าง ๆ ประชาชนก็ยังคง นิยมฝึกมวยไทยและกระบี่กระบองกันอยู่ ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ท้าว สุรนารี หรือคุณหญิงโม ภรรยาเจ้าเมืองโคราช สามารถ คุมทัพต่อสู้เอาชนะ เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ได้

สมัยรัชกาลที่ 4

สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2394-2411) เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงแต่งองค์อย่าง กุมารชกมวยไทย และรำกระบี่กระบองแสดงในงานสมโภชพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามสมัยนี้เป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อ ของอารยะธรรมตะวันตกที่เริ่มแพร่หลายมาในประเทศไทยทว่ามวยไทยก็ยังคงเป็นกีฬาประจำชาติอยู่

สมัยรัชกาลที่ 5

พระองค์ทรงฝึกมวยไทยจากสำนักมวยหลวง ซึ่งมีปรมาจารย์หลวงพลโยธานุโยค ครูมวยหลวงเป็นผู้ถวายการสอน ทำให้พระองค์โปรดกีฬามวยไทยมาก เสด็จทอดพระเนตรการชกมวยหน้าพระที่นั่ง ทรงโปรดให้ข้าหลวงหัวเมืองต่างๆ คัดนักมวยฝีมือดีมาชกกันหน้าพระที่นั่ง เพื่อหานักมวยที่เก่งที่สุดเข้าเป็นทหารรักษาพระองค์ สังกัดกรมมวยหลวง พระองค์ทรงเห็นคุณค่าของกีฬาประจำชาติ จึงตรัสให้มีการแข่งขันมวยไทยขึ้นทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความนิยมกีฬามวยไทยมากขึ้น นอกจากนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้มี “มวยหลวง” ตามหัวเมืองต่างๆ เพื่อทำหน้าที่ฝึกสอน จัดการแข่งขัน และควบคุมการแข่งขันมวยไทย ปี พ.ศ.2430 รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งกรมศึกษาธิการขึ้น ให้มวยไทยเป็นวิชาหนึ่งในหลักสูตรของโรงเรียนครูฝึกหัดพลคึกษา และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าในสมัยนี้เป็นที่ยอมรับว่า คือ ยุคทองของมวยไทย

สมัยรัชกาลที่ 6

สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2453-2468) ระหว่างปี พ.ศ. 2457-2461 ประเทศไทยได้ส่งทหารเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 ณ เมืองมาเซย์ ประเทศฝรั่งเศส โดยมีพลโทพระยาเทพหัสดินเป็นแม่ทัพ ในการนี้ท่านได้จัดแสดงมวยไทย ให้บรรดาทหารและประชาชนชาวยุโรปได้ชม นับเป็นครั้งแรกที่มวยไทยได้เผยแพร่ในทวีปยุโรป ต่อมาในปี พ.ศ.2464 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 กีฬามวยไทย ก็ยังคงเป็นที่นิยมของประชาชนอย่างไม่เสื่อมคลาย และยุคนี้ก็ได้มีสนามมวยถาวรแห่งแรกที่จัดการแข่งขันมวยไทยเป็นประจำนั่นคือบนสนามฟุตบอลภายในโรงเรียนสวนกุหลาบ จึงเรียกยุคนี้ว่า “สมัยสวนกุหลาบ”

สมัยรัชกาลที่ 7

สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2468-2477) ระหว่างปี พ.ศ. 2466 – 2472 พลโทพระยาเทพหัสดินได้สร้างสนามมวยหลักเมืองท่าช้างขึ้น บริเวณโรงละครแห่งชาติ ในปัจจุบัน โดยลักษณะของเวทีมีเชือกกั้นเส้นใหญ่ขึ้น และแต่ละเส้นขึงตึงเป็นเส้นเดียวไม่เปิดช่องตรงมุม สำหรับขึ้นลงอย่างในยุคเก่าเพื่อป้องกันมิให้นักมวยตกเวทีตรงช่องดังกล่าว ต่อมาในปี พ.ศ.2472 รัฐบาลได้มีคำสั่งให้ยกเลิกมวยคาดเชือกลุมพินีร่วมกับมหรสพอื่นๆ โดยคัดเลือกเอานักมวยไทยฝีมือดีมาชกกันทุกวันเสาร์ และมีการสร้างเวทีมวยขึ้นตามอย่างมาตรฐานสากล คือ มีเชือกกั้นสามเส้น ใช้ผ้าใบปูพื้น มีมุมแดงมุมน้ำเงิน มีผู้ตัดสินให้คะแนน 2 คน และผู้ตัดสินชี้ขาดการแข่งขันบนเวทีอีก 1 คน โดยกำหนดให้ใช้เสียงระฆัง เป็นสัญญาณด้วยระฆังเป็นครั้งแรก

สมัยรัชกาลที่ 8

สมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอนันทมหิดล (พ.ศ.2477 – 2489) ระหว่างปี พ.ศ.2478 2484 คหบดีผู้มีชื่อเสียงในสมัยนั้นได้สร้างเวทีมวยขึ้นบริเวณที่ดินของเจ้าเชต ชื่อ สนามมวยสวนเจ้าเชต ปัจจุบันคือที่ตั้งกรมรักษาดินแดน การดำเนินการจัดการแข่งขันเป็นไปด้วยดี เนื่องจากทหารเข้ามาควบคุม เพื่อนำรายได้ไปบำรุงกิจการทหาร จัดการแข่งขันกันติดต่อหลายปี จึงเลิกไปเพราะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังจะสงบแต่ยังคงมีเครื่องบินข้าศึกบินลาดตระเวนอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน จำเป็นต้องจัดการแข่งขันชกมวยไทยตามโรงภาพยนตร์ต่างๆ ในเวลากลางวัน เช่น สนามมวยพัฒนาการ สนามมวยท่าพระจันทร์ สนามมวยวงเวียนใหญ่ เนื่องจากประชนยังคงให้ความสนใจมวยไทยอยู่

สมัยรัชกาลที่ 9

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (พ.ศ. 2489-ปัจจุบัน) วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2488 สนามมวยเวทีราชดำเนินได้เปิดสนามทำการแข่งขันครั้งแรก มีนายปราโมทย์ พึ่งสุนทร เป็นนายสนามมวยคนแรก พระยาจินดารักษ์เป็นกรรมการบริหารเวที ครูชิต อัมพลสิน เป็นโปรโมเตอร์ จัดชกเป็นประจำในวันอาทิตย์เวลา 16.00 – 17.00 น. ใช้กติกาของกรมพลศึกษา ปี พ.ศ.2480 ชก 5 ยกๆ ละ 3 นาที พักระหว่างยก 2 นาที ในระยะแรกชั่ง น้ำหนักตัวนักมวยด้วยมาตราส่วนเป็นสโตนเหมือนน้ำหนักม้าอีก 2 ปีต่อมา จึงเปลี่ยนเป็นกิโลกรัม และปี พ.ศ.2494 สนามมวยเวทีราชดำเนินได้เริ่มก่อสร้างหลังคาอย่างถาวร

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 9th, 2019 by sbobetapac

ป้องกันตัวด้วยมือเปล่า ศาสตร์แห่งการต่อสู้

 

ป้องกันตัวด้วยมือเปล่า

ป้องกันตัวด้วยมือเปล่า “ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว” ถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่เน้นการเรียนและฝึกฝนด้านการต่อสู้และการป้องกันตัว โดยในปัจจุบันได้มีการศึกษากันอย่างแพร่หลาย ทั้งในเชิงด้านการกีฬา หรือเพื่อออกกำลังกาย

สำหรับหลาย ๆ คนที่กำลังมองหากิจกรรมการออกกำลังกายที่ช่วยพัฒนาในเรื่องของความสามารถในการดูแลตัวเองหรือเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย วันนี้เราจะมาแนะนำศาสตร์แห่งการป้องกันตัวที่คุณก็สามารถเรียนได้ค่ะ

1. มวยไทย

เป็นศิลปะการต่อสู้เก่าแก่ของไทย ที่มีความโดดเด่นทั้งการตั้งรับและตอบโต้ สำหรับการต่อสู้ที่ใช้ร่างกายเป็นอาวุธ โดยเป็นที่รู้จักว่าเป็น “นวอาวุธ” ซึ่งประกอบด้วยการโจมตีจากร่างกายทั้ง หมัด, ศอก, เข่า และเท้า

ในปัจจุบัน กีฬามวยไทยได้รับความสนใจจากกลุ่มคุณผู้หญิงที่รักสุขภาพเป็นอย่างมาก เพราะได้ประโยชน์ทั้งออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก และยังสามารถนำทักษะมวยไทยมาประยุกต์ใช้เพื่อป้องกันตัวอีกด้วย

2. คาราเต้

เป็นสุดยอดวิชาศิลปะการต่อสู้ประชิดที่ชาวประเทศญี่ปุ่นคิดค้นขึ้นมา โดยเน้นการใช้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย อาทิ กำปั้น, เท้า, สันมือ, นิ้ว และศอก ในการจัดการคู่ต่อสู้ แต่ต่อมา “คาราเต้” ได้ถูกดัดแปลงให้เป็นกีฬา จึงได้มีการกำหนดให้ใช้เพียงมือและเท้าในการต่อสู้เท่านั้น

3. ยูโด

ถือเป็นศิลปะการป้องกันตัวอีกประเภทหนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น โดย “ยูโด” ถูกพัฒนามาจาก “ยูยิตสู” (Jiujitsu) วิชาที่เน้นการต่อด้วยมือเปล่าและเน้นทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ ต่อมา ได้มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขยูยิตสูจนกลายมาเป็นกีฬายูโดในปัจจุบัน โดยเน้นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเอง และบริหารร่างกายเพื่อให้เกิดความแข็งแรง ทั้งยังเป็นการฝึกสมาธิให้มั่นคง

4. Mixed Martial Arts (MMA)

จัดเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบผสม คือ การต่อสู้ที่รวมเอาศิลปะการต่อสู้หลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน อาทิ มวยไทย, มวยสากล, ยูโด, มวยปล้ำ, คาราเต้, แชมโบ และบราซิลเลี่ยน ยูยิสสู มาไว้ด้วยกัน โดยนักสู้ MMA จะนำข้อดีของแต่ละศิลปะวิชาการต่อสู้มาผสมผสานเพื่อให้ใช้ร่วมกันได้อย่างลงตัวในการตู่อสู้

5. คราฟ มากา (Krav Maga)

เป็นศิลปะการต่อสู้จากอิสราเอลที่ได้รับการพิสูจน์ว่าใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันและในสงครามได้เป็นอย่างดี จึงได้ถูกปัจจุบันหลักสูตรการต่อสู้มือเปล่าของหน่วยราชการตำรวจทหาร ทั้งอเมริกาและยุโรป

สำหรับการคราฟ มากา จะเน้นการฝึกซ้ำ ๆ เพื่อให้เกิดการตอบรับอัตโนมัติของร่างกายต่อสภาวะคับขันต่าง ๆ และเปลี่ยนจากผู้ตั้งรับมาเป็นฝ่ายจู่โจมได้อย่างรวดเร็ว

6. บราซิลเลี่ยน ยูยิสสู (Brazilian Jiu-Jitsu)

ถือว่า เป็นศิลปะการต่อสู้สมัยใหม่ที่ถือกำเนิดในประเทศบราซิล โดยผู้เล่น “บราซิลเลี่ยน ยูยิสสู” จะเน้นเล่นงานการทรงตัวของคู่ต่อสู้ เพื่อให้สามารถล็อคตัวคู่ต่อสู้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเวลาต่อสู้ผู้เล่นจำต้องคิดอยู่ตลอดเวลา คล้าย ๆ กับการเล่นหมากรุก เพียงแค่ใช้ร่างกายแทนหมากในการต่อสู้เท่านั้น

เรียกได้ว่า บราซิลเลี่ยน ยูยิสสู เป็นศิลปะการต่อสู้ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยฝึกไหวพริบของผู้เล่นให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ป้องกันตัวแบบจริงจังมากที่สุด

7. เทควันโด้

เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไม่ใช้อาวุธของชาวเกาหลี ใช้มือและเท้าในการต่อสู้และป้องกันตัวเท่านั้น เหมาะฝึกเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกาย และป้องกันตนเองในยามฉุกเฉิน

8. หวิงชุน (wing chun)

คือ ศิลปะการต่อสู้จีนแขนงหนึ่งในแบบกังฟู แต่ “หวิงชุน” จะแตกต่างจากกังฟูแบบอื่นอย่างชัดเจน เนื่องจากมวยหวิงชุนไม่ต้องใช้แรงปะทะกับคู่ต่อสู้มากนัก จึงเหมาะสมกับสรีระของผู้หญิงที่มีร่างกายอ่อนกว่าผู้ชาย โดยมวยหวิงชุนจะเน้นในการป้องกันตัวและจู่โจมในระยะสั้น

 

ป้องกันตัวด้วยมือเปล่า ในอเมริกา

ได้เคยมีการสัมภาษณ์ผู้ต้องหาข่มขืนจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นนักข่มขืนที่ทำมาหลายรายหรือคนซึ่งข่มขืนผู้หญิงที่ตนนัดเที่ยวด้วย (Date rape) และได้รวบรวม นำเสนอข้อน่าสนใจเกี่ยวกับการเลือกเหยื่อของพวกเขา

– อย่างแรกคนร้ายมักมองดูทรงผมของเหยื่อ พวกเขาจะเดินตามผู้หญิงซึ่งมีทรงผมที่ง่ายแก่การจับกระชาก ดังนั้นผู้หญิงผมยาวจึงมักตกเป็นเหยื่อมากกว่าผมสั้น

– อันดับต่อมาคนร้ายจะมองที่เสื้อผ้าของเหยื่อ พวกเขาจะเลือกเหยื่อที่สวมใส่เสื้อผ้าที่ถอดง่าย คนร้ายบางคนจะพกกรรไกรไปด้วยเพื่อช่วยในการตัดเสื้อผ้าของเหยื่อ

– คนร้ายมักจะเลือกเหยื่อที่กำลังคุยโทรศัพท์มือถือหรือกำลังมองหาของในกระเป๋าถือ เพราะเหยื่อมักจะไม่ระวังตัวในขณะนั้นทำให้ง่ายแก่การลงมือโดยใช้กำลัง

– คนร้ายมักเลือกเวลาในการข่มขืนประมาณ ตี 5 ถึง 8 โมงครึ่งตอนเช้า

– สถานที่ซึ่งใช้ในการข่มขืน อันดับแรกคือ ที่จอดรถของร้านขายของชำ ต่อมาก็ ลานจอดรถในสำนักงาน อันดับสุดท้ายก็คือ ห้องน้ำสาธารณะ

– คนร้ายมักเลือกเหยื่อจากที่หนึ่งแล้วพาไปยังอีกที่หนึ่งซึ่งคนร้ายไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการควบคุมเหยื่อ

– มีเพียง 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่คนร้ายมีอาวุธไปด้วยขณะก่อเหตุ เพราะโทษของการข่มขืนแค่ติดคุก 3 – 5 ปี แต่ถ้ามีอาวุธไปด้วยโทษจะเพิ่มเป็น 15 – 20 ปี ถ้าผู้หญิงขัดขืนต่อสู้โดยเฉพาะใน 1 – 2 นาทีแรก อาจทำให้คนร้ายยอมถอดใจเพราะเสียเวลามากเกินไป

– คนร้ายมักไม่เลือกเหยื่อที่ถือ “ร่ม” หรืออะไรก็ตามที่สามารถใช้เป็นอาวุธจากระยะไกลได้ พวกเขาบอกว่า หากเหยื่อถือกุญแจในมือจะใช้เป็นอาวุธได้เหยื่อเหล่านั้นก็ต้องเข้ามาประชิดตัวคนร้ายเท่านั้น (แต่ก็แนะนำว่ามีกุญแจในมือเพื่อใช้เป็นอาวุธก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย)

จากข้อมูลเหล่านี้นำไปสู่ข้อเสนอแนะ

– หากมีผู้ชายแปลกหน้าท่าทางไม่น่าไว้วางใจเดินตรงมาที่คุณ ให้ยกมือทั้งสองขึ้นมาข้างหน้าแล้วตะโกนดังๆว่า “หยุด!… ถอยออกไป” การใช้พลังเสียงเช่นนี้บ่งบอกว่าคุณไม่กลัวที่จะใช้กำลังตอบโต้กลับ อย่าลืม… คนร้ายมักเลือกเหยื่อที่ลงมือง่ายๆ

– ควรมีอุปกรณ์ป้องกันตัวพกติดตัวไว้เสมอ เช่น สเปรย์พริกไทย เป็นต้น และเมื่ออยู่ในสถานที่หรือสถานการณ์ที่ไม่ปกติก็ควรถือมันเอาไว้ในมือพร้อมใช้งาน

– เรียนรู้วิธีการป้องกันตัวด้วยมือเปล่าเอาไว้ด้วย เพราะในหลายครั้งเราอาจไม่สามารถใช้อาวุธที่เราพกติดตัวได้ จึงต้องใช้การป้องกันตัวด้วยมือเปล่าในการแก้ไขสถานการณ์ออกมาก่อน

– อย่าลืมการโจมตีไปที่ระหว่างขาของคนร้าย (Go to the Groin) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สร้างความเจ็บปวดอย่างมาก หลายคนอาจคิดว่าถ้าทำร้ายในคนร้ายเจ็บแล้วจะเป็นการกระตุ้นให้เขาหันกลับมาทำร้ายเรามากขึ้น แต่ส่วนใหญ่พบว่าคนร้ายมักเลือกเหยื่อที่ไม่น่าจะมีปัญหา ทันทีที่เหยื่อตอบโต้ คนร้ายมักผละจากไปมากกว่า

– เรียนรู้ที่จะตื่นตัว สร้างความตระหนักรู้ถึงภัยอันตราย หลีกเลี่ยงสถานที่หรือสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยง พยายามอย่าไปที่ไหนคนเดียว

ถึงแม้ข้อมูลเหล่านี้จะมาจากต่างประเทศแต่ก็มีข้อน่าสนใจหลายประการ และคำแนะนำหลายอย่างก็มีประโยชน์อย่างมาก การสร้างจิตสำนึกในการป้องกันตัว (Self-defense Mind) เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความตระหนักรู้ถึงภัยคุกคาม การหลีกเลี่ยง การเตรียมตัวในการเผชิญเหตุ ความรู้และทักษะในการป้องกันตัวไม่ว่าจะมีหรือไม่มีอาวุธในมือ การมี “สติ” เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ร้าย รู้จักใช้สภาพแวดล้อมและสิ่งของรอบตัวให้เป็นประโยชน์ สิ่งต่างๆเหล่านี้จะทำให้ชีวิตเรามีความปลอดภัยมากขึ้น

สุดท้ายนี้ขอให้ตั้ง “สติ” ทุกครั้งเมื่อเผชิญเหตุ และขอให้ “พลังจงอยู่กับท่าน”

 

วิธีป้องกันตัวง่ายๆ ของสาวๆ

เกริ่นก่อนว่า สมัยนี้สาวๆหรือแม้แต่เด็กผู้หญิง ก็ตกเป็นเหยื่อของชายโฉดในสังคมกันอยู่เนืองๆ เลยอยากจะเสนอวิธีการป้องกันตัวง่ายๆให้สาวๆ ฝึกไว้ใช้เวลาจำเป็น หรือ ช่วงเวลาคับขัน

1. สาวๆ หรือเด็กๆ ที่ไม่เคยโดนลวนลามเลย จะเกิดอาการช็อกได้ง่าย เพราะการไม่เคยถูกสัมผัสในรูปแบบนั้น จะทำให้หวาดกลัวและมันมักจะจบด้วยกันกลัว เดินหนี ตัวสั่นเทา วิ่งหนี หรือ ยอมถูกทำร้าย โดยให้เหตุผลว่ากลัวมากจนทำอะไรไม่ถูก…

วิธีแก้ : อาจจะดูมองโลกโหดร้ายไปหน่อย แต่ขอให้ฝึกการจินตนาการว่า หากถูกลวนลามในลักษณะต่างๆ จะแก้ไขอย่างไร เช่น สาวๆที่ขึ้นรถตู้เป็นประจำ ต้องจินตนาการเผื่อในวันที่มีชายโรคจิตที่นั่งข้าง ทำมิดีมิร้าย เราต้องตั้งสติ ไม่กลัว และร้องออกมา เพราะ “เสียง” จะเป็น 1 ใน ตัวช่วยให้คนร้ายต้องสะดุ้งและหยุดการกระทำ อย่างนี้เป็นต้น

2. เนื่องจากเสียงมีอิทธิพลต่อความรู้สึกกลัวของคนร้าย การพก “นกหวีด” จะสามารถช่วยได้ระดับหนึ่ง สาวๆหรือเด็กๆ ในญี่ปุ่นจะมีการพกนกหวีดไว้เพื่อป้องกันตัว ในเวลาเจอคนร้าย พวกเธอจะเป่านกหวีดสุดแรง แล้วคนร้ายจะวิ่งหนีไปเพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย

3. สาวๆที่พยายามหาซื้อสเปรย์พริกไท ซึ่งหาซื้อยากและหมดอายุง่าย ลองเปลี่ยนเป็น หลอดฉีด”น้ำหอม” หรือ สเปรย์ฉีดปาก ก็สามารถใช้แทนได้ โดยฉีดใส่ตาคนร้ายเพื่อซื้อเวลาในการวิ่งหนี เพราะการหันหลังวิ่งหนีเลยทันทีมีโอกาสเสี่ยงที่จะโดนดึงผมหรือกระชากเสื้อได้ง่ายๆ

4. สำหรับสาวๆที่เจอโจรถือมีด รอปล้นอยู่ หากเป็นตัวต่อตัว อย่าห่วงสมบัติมาก ให้โยนกระเป๋าเงินหรือโทรศัพท์ไปทางตรงกันข้ามกับที่จะวิ่งหนี เช่น จะวิ่งไปทางซ้ายให้โยนไปทางขวาไกลๆ เพราะคนร้ายมักจะห่วงแต่เงินมากกว่าจะจับเรา อย่าโยนไปทางที่วิ่งนะครับ มันจะช่วยให้คนร้ายจับเราได้ง่ายขึ้น วิธีนี้ สามารถช่วยได้แม้คนร้ายต้องการปล้นสวาทครับ เพราะพวกนี้ต้องการเงินมากกว่า

5. ควรพกปากกาหัวแหลมไว้บ้าง เก็บไว้ในที่ล้วงออกมาได้ง่าย เช่น กรณีที่ถูกลวนลามที่เปลี่ยว ให้พยายามคว้าปากกาให้ได้ แล้วแทงไปสุดแรงที่คอหอย จะช่วยให้คนร้ายสำลักและล้มลงแต่ไม่ถึงกับตายครับ เราต้องเอาตัวรอดไว้ก่อน

6. ในกรณีถูกลวนลามบนรถเมย์ หากถูกคนร้ายเอื้อมมือมาสัมผัสที่บั้นท้าย ให้อย่ากลัว ค่อยๆเอามือเราไปจับนิ้วกลางของคนร้าย แล้วง้างหักนิ้วขึ้น แน่นอนว่าคนร้ายจะร้องโอ้ยทันที แล้วเราก็รีบตะโกนว่า คนที่ร้องนั่นแหละที่ลวนลามหนู ในไม่ช้าคนๆนั้นจะโดนรุมประชาทัณฑ์โดยผู้ชายแถวๆนั้นทันที

7. ในกรณีโดนลวนลามในที่เปลี่ยว ที่ร้างคน หรือฝนตก ร้องให้ใครช่วยไม่ได้ ควรมองหาอาวุธรอบตัวไว้ เช่นไม้ เหล็ก หรือแม้แต่ตะปูก็ช่วยได้ ในกรณีที่ต้องเจอสถานการณ์ที่เสียเปรียบยังไงก็ต้องสู้ครับ ไม่แนะนำให้ยอมเพราะอาจถูกฆ่าทิ้งได้ จงคิดไว้ว่าเจ็บดีกว่าตาย

การสู้ประชิดตัวครูแม็คอยากให้ใช้วิธีต่อไปนี้

7.1 สาวๆควรมองที่เป้ากางเกงก่อน (ไม่ต้องกลัวว่าจะทะลึ่ง) จ้องไว้อย่ากลัว แล้วหาโอกาสเตะหรือถีบตรงนั้นสุดแรง
7.2 สาวๆควรจำจุดแข็งของร่างกายไว้เช่น ข้อศอก เข่า กำปั้น และหัว คือส่วนที่แข็ง พอจะกระแทกคนร้ายได้
7.3 อย่าคิดจะตบคนร้าย มันไม่ใช่ยุง มันไม่ตาย
7.4 หากคิดจะต่อยคนร้ายเลือกต่อยในจุดตายเท่านั้นคือ จมูก คอหอย ใต้กระบังลม เป้ากางเกง
7.5 หากจะศอกใส่คนร้าย ให้ศอกเข้าสีข้าง หรือ ใต้คาง เพราะสรีระผู้หญิงเอื้อต่อบริเวณดังกล่าว
7.6 หากถูกกอดรัด ให้ใช้ส้นเท้ากระทืบลงปลายเท้า (หัวแม่เท้า) ของอีกฝ่ายเต็มแรง คนร้ายจะเจ็บมากและการกอดรัดหลวมลง และฉวยโอกาสนั้นวิ่งหนี
7.7 หากถูกรัดจากด้านหลัง ให้ก้มหัวสุดแล้วกระแทกกลับหลังไปที่หัวคนร้าย หัวของเราแข็งมาก คนร้ายจะมึนหรือเจ็บหนักได้โดยเฉพาะที่จุดปลายคาง
7.8 แต่ละท่าดังกล่าว ควรใช้เพียงครั้งเดียวต่อรอบเท่านั้น อย่าใช้ติดกันเพราะคนร้ายจะจับทางได้ ควรเด็ดขาดในการใช้ในครั้งแรกให้ดี แต่เปลี่ยนวิธีการได้เช่น หากใช้หัวกระแทกครั้งแรกไม่สำเร็จ อย่ากระแทกซ้ำ ให้เปลี่ยนไปใช้ท่าอื่นแทน เพราะเราไม่ชำนาญ

วิธีการยังมีอีกมากมาย สำคัญที่ต้อง ตั้ง “สติ” ให้ดี อย่ารน อย่ากลัว อย่าหนี เพราะจะอันตรายมาก คิดเสียว่าคนร้ายก็แค่คนๆหนึ่งเท่านั้น

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 8th, 2019 by sbobetapac

การป้องกันตัวมีอะไร รู้จักศิลปะการต่อสู้ ในเอเชีย มีอะไรกันบ้าง

การป้องกันตัวมีอะไรการป้องกันตัวมีอะไร เดี๋ยวนี้เราได้ยินข่าวทำร้ายร่างกาย ปล้นชิงทรัพย์บ่อยมากเลย แถมเหยื่อก็มักเป็นสาวๆ ที่ชอบไปไหนมาไหนคนเดียวอีก สมัยนี้โจรไม่รอให้มืดก็ออกปล้นกันแล้วด้วย! ไม่ใช่แค่สาวๆ นะ หนุ่มๆ ก็อาจเป็นอันตรายได้เหมือนกัน วันนี้เราเลยนำศิลปะการต่อสู้มาแนะนำเพื่อนๆ จะได้เรียนไว้ใช้ป้องกันตัวเอง ว่าแต่ถ้าเรามีมวยไทย ประเทศอื่นในเอเชียเขามีอะไรกันบ้างนะ อยากรู้ตามไปดูกันเลย

  • เทควันโด (Taekwondo) จาก ประเทศเกาหลี

มีใครรู้จัก ลี แดฮุน นักกีฬาเทควันโดจากเกาหลีบ้างไหมเอ่ย ต้องไม่มีใครไม่รู้จักศิลปะการต่อสู้ชนิดนี้แน่ๆ เพราะเป็นกีฬาที่มีชื่อเสียงมากกก “เทควันโด” เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวโดยไม่ใช้อาวุธ คำว่า “แท” (태) แปลว่า เท้า การโจมตีด้วยเท้า “คว็อน” (권) แปลว่า มือ การโจมตีด้วยมือ ส่วน “โท” (도) แปลว่า วิถีทาง รวมกันแล้ว เทควันโด จึงหมายถึง “วิถีการต่อสู้ป้องกันตัวโดยการใช้มือและเท้า” จากประวัติศาสตร์พบว่าเทควันโดมีรากฐานมาจาก คาราเต้ และศิลปะการต่อสู้จากจีน ผสมเข้ากับศิลปะการต่อสู้ของเกาหลี สมาคมเทควันโดที่เก่าแก่ที่สุด คือ Korea Taekwondo Association (KTA) ก่อตั้งขึ้นในปี 1959 เพื่อเป็นตัวแทนการร่วมมือกันของสถาบันสอนศิลปะการต่อสู้ดั้งเดิมทั้ง 9 แห่งในเกาหลี

  • หวิงชุน (Wing Chun) จาก ประเทศจีน

เพื่อนๆ หลายคนแน่เลยที่ไม่เคยได้ยินชื่อศิลปะการต่อสู้ชนิดนี้ สารภาพเลยว่ามินิมอร์เองก็เช่นกัน แต่ “หวิงชุน” เป็นศิลปะป้องกันตัวจากจีนที่มีประวัติน่าสนใจมากๆ เพราะ หวิงชุนเป็นศิลปะป้องกันตัวชนิดแรกที่ผู้หญิงเป็นผู้คิดขึ้น! นอกจากนั้นยังเป็นวิชาที่ดาราผู้โด่งดังทั่วโลกอย่าง “บรูซ ลี” ร่ำเรียนอีกด้วย ประวัติของวิชานี้ถูกเล่ากันแบบปากต่อปาก ทำให้ไม่ค่อยมีความชัดเจนเท่าไหร่ว่าเกิดขึ้นอย่างไร จากตำนานเล่ากันว่า ผู้หญิงคนหนึ่งได้เห็นการต่อสู้ระหว่างงูและนกกระเรียน จึงนำลักษณะการต่อสู้นั้นมาพัฒนา และผสมเข้ากับกังฟูจากวัดเส้าหลิน จนเกิดเป็น “วิชาหวิงชุน” วิชานี้เริ่มเป็นที่รู้จักเนื่องจาก “ปรมาจารย์ยิปมัน” อาจารย์ผู้สอนมวยหวิงชุนให้บรูซ ลี และบรูซ ลี ดาราผู้โด่งดังที่ทำให้มวยหวิงชุนเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น

  • ฮับกีโด (Hapkido) จาก ประเทศเกาหลี

ศิลปะการต่อสู้อีกหนึ่งชนิดจากประเทศเกาหลีที่น่าสนใจมากๆ แอบกระซิบนิดนึงว่า ไอดอลอย่าง “แบคฮยอน วง EXO” และ “โชรง วง Apink” ก็เรียนวิชานี้นะจ๊ะ “ฮับกีโด” เป็นการต่อสู้แบบผสมผสาน ทั้งแบบมีอาวุธและมือเปล่า มีทั้งการล็อก การจับ การทุ่ม รวมทั้งเตะ ต่อยด้วย แถมใช้ได้ทั้งการต่อสู้ระยะไกล ระยะประชิด หรือบนพื้น วิชาฮับกีโด เป็นการดึงพลังจากข้างในมาใช้ และใช้การเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ให้เป็นประโยชน์ คำว่า “ฮับ” (합) แปลว่า การประสาน “คิ” (기) แปลว่า พลัง ความแข็งแรง จิตวิญญาณ “โท” (도) แปลว่า วิถีทาง ฮับกีโด จึงมีความหมายว่า “วิธีการต่อสู้และการเคลื่อนไหวที่สอดประสานกัน”

  • ยูโด (Judo) จาก ประเทศญี่ปุ่น

“ยูโด” มีความหมายว่า “วิถีที่นุ่มนวล” ผู้ฝึกฝนยูโดจะถูกเรียกว่า ยูโดกะ (Judoka) ยูโดสร้างขึ้นโดย “จิโกโร่ คาโนะ” ชาวญี่ปุ่น ใช้ฝึกสอนด้านร่างกาย จิตใจ และคุณธรรม ซึ่งเดิม ยูโด ก็คือ ยูยิสสูของญี่ปุ่นนั่นเอง แต่เพราะยูยิสสูมีความอันตรายมาก ทำให้ฝึกฝนได้ไม่เต็มที่ เพราะอาจทำให้คู่ซ้อมบาดเจ็บ ถึงแม้ไม่ได้หมายถึงชีวิต แต่ก็อาจทำให้พิการ หรือบาดเจ็บหนัก เมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนไป ยูยิสสูก็ถูกปรับให้เข้ากับสภาพสังคม ทำให้เป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีศีลธรรมมากขึ้น โดยการตัดทอนท่าที่อันตรายออก สอดแทรกสิ่งใหม่ และมีการสร้างมาตรฐานให้ยูยิสสู ก่อนจิโกโร่ คาโนะจะเปลี่ยนชื่อศิลปะการต่อสู้นี้เป็น “ยูโด” การปรับเปลี่ยนวิชาทำให้ผู้ฝึกซ้อมสามารถฝึกฝนต่อสู้กันได้อย่างเต็มที่ และได้ผลมากกว่าด้วย

  • มวยไทย (Muay Thai) จาก ประเทศไทย

ดูของประเทศอื่นกันไปแล้ว มาดูของบ้านเรากันบ้างดีกว่า เพราะ “มวยไทย” ก็มีชื่อเสียงไม่เบา ชาวต่างชาติมากมายอยากมาเรียนมวยไทยถึงถิ่นกำเนิด มวยไทยขึ้นชื่อเรื่อง “นวอาวุธ” คือ “ศาสตร์การโจมตีทั้งแปด” ได้แก่ สองมือ สองเท้า สองศอก และสองเข่า มวยไทย มีรากฐานมาจาก “มวยโบราณ” คำว่า “สำนักมวย” จะแตกต่างจาก ค่ายมวย ซึ่งเป็นสถานที่รวมผู้ที่ชื่นชอบการชกมวย เน้นการแลกเปลี่ยนเพื่อการประลองแข่งขัน สำนักมวยจะมีครูมวยที่มีชื่อเสียงและมีฝีมือโด่งดัง ครูมวยจะถ่ายทอดวิชามวยให้แก่ผู้ที่เหมาะสมเท่านั้น

มวยไทย เริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อ นายขนมต้ม ครูมวยอยุธยา ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยศึกที่พม่า และได้ประลองมวยกับชาวพม่าจนได้รับชัยชนะหลายครั้ง ทำให้ชาวพม่ารู้ว่ามวยไทยนั้นน่ากลัวไม่เบา จนสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มวยไทยอยู่ในยุคเฟื่องฟู แต่สมัยนั้นยังใช้เชือกพันมือชกอยู่ จนมีการประลองหนึ่งที่คู่ต่อสู้โดนนักมวยไทยชกจนเสียชีวิต ทำให้มีการเปลี่ยนมาใส่นวมชกแทน ปัจจุบัน มวยไทยกลายเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมและโด่งดังมาก แถมยังหาที่ฝึกฝนได้ง่ายด้วย นอกจากเป็นการออกกำลังกายที่ดีมากแล้ว มวยไทยก็เป็นอีกหนึ่งวิชาป้องกันตัวที่น่ากลัวไม่เบาเลยล่ะ

การป้องกันตัวมีอะไร 10 อันดับ ศิลปะการต่อสู้ที่ดีที่สุด

10. MMA (Mixed Martial Arts)

ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบผสม คือ การต่อสู้ที่รวมเอาศิลปะการต่อสู้หลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน อย่างเช่น มวยไทย มวยสากล ยูโด มวยปล้ำ คาราเต้ แชมโบ บราซิลเลี่ยน ยูยิสสู มีทั้งการเตะต่อย และการทำให้คู่ต่อสู้ยอมแพ้ โดยมี รายการ อัลติเมท ไฟต์ติง แชมเปียนชิพ (Ultimate Fighting Championship) หรือ UFC ที่ค่อนข้างเป็นที่นิยม

9. Judo

เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งที่ถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น โดยคะโน จิโงะโร ยูโดมีชื่อเต็มว่า โคโดกัง ยูโด เดิมเรียกว่า ยูยิสสู ซึ่งเป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่า

8. Wing Chun

เป็นศิลปะการต่อสู้จีนแขนงหนึ่งในแบบของกังฟู หวิงชุน แตกต่างจากกังฟูแบบอื่นอย่างชัดเจน เป็นมวยที่ไม่ต้องใช้พละศึกษาหรือสุขศึกษามากนัก เหมาะสมกับสรีระของผู้หญิง ที่แรงกายอ่อนกว่าผู้ชาย แต่เน้นในการป้องกันตัวและจู่โจมในระยะสั้นแบบเชื่องช้า

7. Taekwondo

เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวโดยไม่ใช้อาวุธของชาวเกาหลี คำว่า “แท” เท้าหรือการโจมตีด้วยเท้า; “คว็อน” มือหรือการโจมตีด้วยมือ; “โท”วิถีหรือสติปัญญา ดังนั้นเทควันโดโดยทั่วไป หมายถึง วิถีแห่งการใช้มือและเท้าในการต่อสู้และป้องกันตัว หรือการใช้มือและเท้าในการต่อสู้และป้องกันตัวอย่างมีสติ

6. Boxing

มวยสากลเป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีมาแต่โบราณ โดยเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่าของทหารในสนามรบ และกลายเป้นเกมกีฬาในการแข่งขันโอลิมปิคยุคโบราณ โดยที่นักมวยในยุคนั้นไม่มีการจำกัดน้ำหนัก ไม่สวมเครื่องป้องกันตัว และไม่จำกัดว่าต้องใช้ได้เพียงหมัด สามารถกัดหรือถองคู่ต่อสู้ได้ โดยไม่มีกติกามากนัก เพียงแต่นักมวยทั้งคู่ต้องถอดเสื้อผ้าให้หมดทั้งตัว เพื่อไม่ให้ซ่อนอาวุธเอาไว้

5. Kung Fu

เป็นศิลปะการต่อสู้ของจีน ในภาษาจีนกลางใช้คำว่า “วูซู” และเมื่อมีการแพร่ขยายออกไปกลายเป็น “กังฟู” ซึ่งเป็นตัวเลข การต่อสู้รูปแบบที่ได้มีการพัฒนากว่าหนึ่งศตวรรษในจีน

4. Karate

เป็นศิลปะการต่อสู้ถือกำเนิดที่โอะกินะวะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นการผสมผสานระหว่างการต่อสู้ของชาวโอะกินะวะและชาวจีน คาราเต้ได้เผยแพร่เข้าสู่ญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2464 (ค.ศ. 1921) เมื่อชาวโอะกินะวะอพยพเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น คาราเต้มักถูกเข้าใจผิดว่า เป็นการต่อสู้ด้วยการฟันอิฐ แต่ที่จริงแล้ว คือการต่อสู้ด้วยการใช้อวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น กำปั้น เท้า สันมือ นิ้ว ศอก เป็นต้น แต่เมื่อถูกดัดแปลงเป็นกีฬาแล้วเหลือเพียงมือและเท้า

3. Krav Maga

คราฟมาก้า เป็นระบบการป้องกันตัว ของอิสราเอล ที่ได้รับการพิสูจน์ว่าใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันและในสงคราม ใช้อบรมในหน่วยราชการตำรวจทหาร ทั้งอเมริกาและยุโรป ใช้ในหลักสูตรการต่อสู้มือเปล่าของทหารในกองทัพอิสราเอล และไม่ใช่ศิลปะการต่อสู้จึงไม่มีความสวยงาม เน้นการฝึกซ้ำในช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้เกิดการตอบรับอัตโนมัติของร่างกายต่อ สภาวะคับขันต่างๆ

2. Muay Thai

มวยไทย เป็น ศิลปะการต่อสู้จากประเทศไทย ที่ใช้หมัด ศอก แขนท่อนล่าง เท้า แข้ง เข่า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ศีรษะ และลำตัวในการต่อสู้ ศิลปะการต่อสู้ลักษณะนี้ สามารถพบเห็นได้หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกตัวอย่างเช่นประเทศกัมพูชาเรียกว่า ประดั่ญเซเรีย (Pradal Serey) หรือขอมมวย ส่วนประเทศลาวเรียก มวยลายลาว (มวยเสือลากหาง)

1. Brazilian Jiu-Jitsu

วิชาบราซิลเลี่ยน ยูยิสสูถูกพัฒนาต่อกันมาโดยบ่อยครั้งที่ถูกนำไปใช้ในการแข่งขัน Valetudo และในภายหลังได้ถูกนำมาสอนในต่างประเทศ และมีชื่อเสียงอย่างมากจากการแข่งขัน Ultimate Fighting Championship ในครั้งที่หนึ่ง ปัจจุบันวิชา บราซิลเลี่ยน ยูยิสสู ถูกแบ่งได้เป็นสองรูปแบบ คือ แบบต้นตำรับของตระกูลเกรซี่ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันตัว และ ในแบบบราซิลเลี่ยน ยูยิสสู สมัยใหม่เพื่อการแข่งขัน

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , , ,

February 8th, 2019 by sbobetapac

การป้องกันตัวมวยไทย ศิลปะการต่อสู้ของคนไทย เตรียมตัวพื้นฐานการฝึก

การป้องกันตัวมวยไทย

การป้องกันตัวมวยไทย มวยไทย คือศิลปะการต่อสู้ของคนไทย ที่ใช้หมัด ศอก แขนท่อนล่าง เท้า แข้ง เข่า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ศีรษะ และลำตัวในการต่อสู้ ศิลปะการต่อสู้ลักษณะนี้ สามารพบเห็นได้หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกตัวอย่างเช่นประเทศกัมพูชาเรียกว่า ประดั่ญเซเรีย หรือขอมมวย (Pradal Serey) ส่วนประเทศลาวเรียก มวยลายลาว (มวยเสือลากหาง)

ความหมายของคำว่า”มวย”

อาจมีที่มาจากลักษณะการ ม้วนเชือกหรือผ้า เพื่อใช้หุ้มฝ่ามือและท่อนแขน เพื่อใช้ป้องกันอันตรายขณะต่อสู้ หรืออาจเพิ่มอันตรายในการ ชก กระแทกฟาดโดยการผสม กับ กาวแป้ง และ ผงทราย คล้ายลักษณะของ มวยผม ของ ผู้หญิงที่นิยมไว้ผมยาว (เกล้ามวย) ได้แก่ หญิงไทย/ลาวโซ่ง/หญิงล้านนาในสมัยโบราณ หรือนักมวยจีน (มุ่นผม) ซึ่งนิยมถักเป็นเปีย แล้วม้วนพันรอบคอของตนซึ่งสามารถใช้ในการต่อสู้ในบางครั้ง
หรือ มาจากคำภาษาบาลี ว่า “มัลละ” หมายถึง การปล้ำรัด มวยปล้ำของชาวอินเดีย

มีการต่อสู้ในลักษณะเดียวกับ มวย ของ ชาวไทย มุสลิมในท้องถิ่นทาง ภาคใต้ ตลอดจนแหลม มลายู เรียกว่า ซีละ หรือ ปัญจสีลัต มีผู้บัญญัติศัพท์ว่า “มวยไทยพาหุยุทธ์” โดยเปรียบว่า เป็นการต่อสู้แบบรวมเอา ศิลปะการต่อสู้ (Martial Art) ทุกแขนง โดยใช้อวัยวะทุกส่วนร่วมด้วยได้แก่ การใช้ ศีรษะ คาง เพื่อชน กระแทก โขก ยี ใช้ท่อนแขน ฝ่ามือ และกำปั้น จับ ล็อก บล็อก บัง เหวี่ยง ฟัด ฟาด ปิด ปัด ป้อง ฟาด ผลัก ยัน ดัน ทุบ ชก ไล่แขน ศอก เฉือน ถอง กระทุ้ง พุ่ง เสย งัด ทั้งทำลายจังหวะเมื่อเสียเปรียบและหาโอกาศเข้ากระทำเมื่อได้เปรียบ

ส่วนขา แข้ง เข่า ฝ่าเท้า ส้นเท้า ปลายเท้า ใช้ในการบัง ถีบ เตะ แตะ เกี่ยว ตวัด ฉัด ช้อน ปัด กวาด ฟาด กระแทก ทำให้บอบช้ำและเสียหลักและใช้ลำตัวในการการทุ่มทับจับหัก (มีคณะนักมวยในอดีตคือ ค่าย ส.ยกฟัด ที่นิยมใช้กันมาก) การประกอบรวมแม่แบบชุดต่อสู้รวมเรียกว่า แม่ไม้ และลูกไม้ ตามเชิงมวย หรือกลมวย

 

การป้องกันตัวมวยไทย พื้นฐานในการฝึกมวยไทยเบื้องต้น

มวยไทยถือเป็นศิลปะการต่อสู้ของไทยซึ่งมีมาอย่างช้านาน นอกจากนี้ยังถือเป็นศิลปะการป้องกันตัวที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่ามีความอันตรายมากที่สุดติดอันดับต้นๆ อีกด้วย นั่นทำให้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยให้ความสนใจสำหรับต้องการฝึกพื้นฐานการเล่นมวยไทย ซึ่งต้องบอกก่อนเลยว่าแม้ดูภายนอกแล้วคล้ายกับการฝึกกีฬาอื่นทั่วไปแต่การฝึกพื้นฐานมวยไทยจะต้องมีอะไรที่โดดเด่นมากกว่านั้น ที่สำคัญความตั้งใจต้องมาเป็นอันดับแรกด้วย

ฝึกความแข็งแรง อดทน ว่องไวของร่างกาย

  • ทานอาหารซึ่งก่อให้เกิดความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย ละเว้นอาหารให้โทษทุกชนิดรวมถึงสุรา ยาเสพติด อบายมุขทั้งปวง
  • บริหารร่างกายพื้นฐานตามหลักสุขวิทยา เช่น การต่อยลูกบอล การต่อยลมด้วยดัมเบล การผลักกับชกถุงทราย รวมไปถึงพื้นฐานด้านการออกกำลังกายอื่นๆ เช่น กระโดดเชือก วิ่งระยะไกล ว่ายน้ำ เป็นต้น ซึ่งพื้นฐานดังกล่าวจะได้ข้อดีคือ
  • การต่อยลูกบอลหรือการผลักกับการชกถุงทราย จะช่วยให้หมัดพุ่งไปข้างหน้าได้อย่างถูกต้อง รวมเร็ว มีกำลัง
  • การต่อยลมด้วยดัมเบล ช่วยในเรื่องความรุนแรงของน้ำหนักหมัดโดยเฉพาะ คือยิ่งสามารถใช้ดัมเบลหนักเท่าไหร่น้ำหนักหมัดก็หนักมากขึ้น
  • การกระโดดเชือก การวิ่ง การว่ายน้ำ ช่วยในเรื่องความอดทน ความรวดเร็ว พร้อมเจอกับความเหน็ดเหนื่อยทุกรูปแบบ

นอกจากนี้การเพิ่มกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ให้ร่างกาย เช่น การเล่นบาร์ ยกเวท ฯลฯ จะช่วยเสริมเรื่องความแข็งแกร่งกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เน้นฝึกให้ได้กำลัง

ฝึกจิตใจให้อยู่ในจุดต้องบังคับ

พื้นฐานด้านจิตใจคือเรื่องสำคัญ คนเราจะเลือกตัดสินใจทำสิ่งใดก็ตามหากใจรักมันก็ทำออกมาได้ดี ดังนั้นการฝึกพื้นฐานของมวยไทยจิตใจคือสิ่งจำเป็น ต่อให้เจอความยากลำบากแค่ไหนห้ามท้อ คิดเอาไว้เสมอว่าไม่มีใครสามารถสำเร็จวิชาได้ด้วยเวลาเพียงน้อยนิด ต้องมุ่งมั่นในการเอาชนะคู่ต่อสู้ให้ได้แต่การฝึกมวยไทยไม่ใช่การฝึกเพื่อทำร้ายร่างกายคู่ต่อสู้ นี่คือเกมกีฬาที่เกมจบทุกอย่างก็จบ การฝึกจิตใจจะช่วยให้เรามีสมาธิยามต้องขึ้นเวทีจริงๆ จะไม่เกิดอาการรน ตื่นต้น ไม่กล้าออกหมัด หรือเกิดความเครียดขณะชก

ฝึกไหวพริบทางเชิงมวย

เมื่อร่างกายกับจิตใจสมบูรณ์แข็งแรงพร้อมท้าชนกับคู่ต่อสู้ทุกราย อีกส่วนหนึ่งที่ห้ามขาดเลยนั่นคือความว่องไวด้านการต่อสู้ เช่น การตั้งท่าก่อนออกชก วิธีการสืบเท้าเข้าหา การกำหมัด การกะระยะถอย วางระเบียบร่างกายให้ตนเอง ต้องรู้จุดแข็งจุดอ่อนสำคัญของร่างกายเพื่อหลบเลี่ยงพร้อมป้องกันให้ออกมาดีที่สุดด้วย รับรองว่าโอกาสก้าวไปข้างหน้าย่อมมีสูงกว่าเดิม

แม้ไม้มวยไทย

1.สลับฟันปลา

รับวงนอก

แม่ไม้นี้เป็นไม้หลักหรือไม้ครูเบื้องต้น ใช้รับและหลบหมัด ตรงของคู่ต่อสู้ที่ ชกนำ โดยหลบออกวงนอก นอกลำแขนของ คู่ต่อสู้ทำให้หมัดเลยหน้าไป
ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง ที่หมายใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้า ซ้ายสืบไปข้างหน้า
ฝ่ายรับ ก้าวเท้าขวาหลบไป ทางกึ่งขวา ๑ ก้าว พร้อมทั้งโน้มตัวเอนไป ทางขวาประมาณ ๖. องศา น้ำหนักตัวอยู่ บนเท้าขวา ขาขวางอเล็กน้อยศีรษะและตัว หลบออกวงนอกของหมัดฝ่ายรุก ใช้มือขวา จับคว่ำมือที่แขนท่อนบนของฝ่ายรุก มือซ้าย จับกำหงายที่ข้อมือของฝ่ายรุก (ท่าคล้ายจับ หักแขน)

2.ปักษาแหวกรัง

รับวงใน

แม่ไม้นี้เป็นไม้ครูของการเข้าสู่ วงในเพื่อใช้ลูกไม้ อื่นต่อไป
ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงที่ หน้าฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า
ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าสืบไป ข้างหน้าเฉียงไปทางกึ่งซ้ายเลกน้อยภายใน แขนซ้าย ของฝ่ายรุก ตัวเอนประมาณ ๖๐ องศา น้ำหนัก ตัวอยู่บนเท้าซ้ายพร้อมกับ งอแขนทั้ง ๒ ขึ้นปะทะแขนท่อนบนและ ท่อนล่างของฝ่ายรุกไว้โดยเร็ว. หมัดของ ฝ่ายรับทั้งคู่ชิดกัน(คล้ายท่าพนมมือ)ศอก กางประมาณ ๑ คืบ ศีรษะและใบหน้ากำบังอยู่ระหว่างแขนทั้งสอง ตาคอยชำเลืองดูหมัด ขวาของฝ่ายรุก

3.ชวาซัดหอก

ศอกวงนอก

แม่ไม้นี้ใช้เป็นหลัก สำหรับ หลบหมัดตรงออกทางวงนอก แล้วโต้ตอบ ด้วยศอก
ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง บริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้า ซ้าย สืบไปข้างหน้า
ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าเอนตัวไป ทางกึ่งขา ตัวเอน ประมาณ ๓. องศา น้ำหนัก ตัวอยู่บนเท้าขวา พร้อมงอแขน ซ้ายใช้ศอก กระแทกชายโครงใต้แขนของฝ่ายรุก

4.อิเหนาแทงกริช

ศอกวงใน

แม่ไม้นี้เป็นหลักในการรับหมัด และใช้ศอกเข้าคลุกวงใน
ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงบริเวณหน้า ฝ่ายรับ พร้อมกับสืบเท้าไปข้างหน้า
ฝ่ายรับ รีบก้าว เท้าซ้ายไปข้างหน้าตัวเอียงไปทางซ้ายเล็กน้อย ตัวเอน ประมาณ ๖๐ องศา น้ำหนัก ตัวอยู่บนเท้าซ้าย งอศอกขวาขนานกับพื้น ตีระดับชายโครงฝ่ายรุก

5.ยอเขาพระสุเมรุ

ชกคางหมัดต่ำก้มตัว ๔๕ องศา

แม่ไม้นี้ ใช้รับหมัดตรงในลักษณะก้มตัว เขาวงในให้หมัด ผ่านศรีษะไปแล้วชกเสยคาง
ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดชายตรง ที่หมายใบหน้าฝ่ายรับ พร้อมก้าวเท้าซ้ายไป ข้างหน้า
ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าขวาพร้อมกับย่อตัวต่ำ เข้าหาฝ่ายรุก งอเข่าขวาขาซ้าย ตึงย่อตัวต่ำเอน ไปข้างหน้าประมาณ ๔๕ องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าขวาแล้วให้ยืด เท้าขวายกตัวขึ้น พร้อมกับพุ่งชกหมัดขวา เสยใต้คางของฝ่ายรุก หน้าเงยดูคางของ ฝ่ายรุก แขนซ้ายกำบังอยู่ตรงหน้าเสมอคาง

6.ตาเถรค้ำฝัก

ชกคางหมัดสูงก้มตัว ๖๐ องศา

แม่ไม้นี้เป็นหลักเบื้อง ด้านใน การป้องกันหมัด โดยใช้แขนปัด หมัดที่ชกมาขึ้นข้างบน
ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง ที่บริเวณใบหน้าฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปขางหน้า
ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าซ้ายสืบไป ข้างหน้าทางกึงขวาเขาวงในของฝ่ายรุก แล้วใช้แขนขวาง ป้องกันหมัด ซ้ายที่ชกมาปัดขึ้นให้ พันตัว งอเข่าซ้ายเล็กน้อย ใช้หมัด ซ้ายชกใต้คางของฝ่ายรุก

7.มอญยันหลัก

รับหมัดด้วยถีบ

แม่ไม้นี้เป็นหลักสำคัญในการรับหมัด ด้วยการใช้เท้า ถีบยอดอก หรือท้อง
ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงพร้อมกับก้าวเท้าซ้าย ไปข้างหน้า
ฝ่ายรับ โยกตัวเอนไปทางขวาเอนตัวหนีฝ่ายรุก ประมาณ ๔๕ องศา ยืนบนเท้าขวาแขนทั้งสอง ยกงอป้องตรงหน้าพร้อมกับยกเท้าซ้ายถีบที่ ยอดอกหรือท้องของฝ่ายรุกให้กระเด็น ห่างออกไป

8.ปักลูกทอย

รับเตะด้วยศอก

แม่ไม้นี้ใช้เป็นหลักในการรับการเตะกราด โดยใช้ศอกกระแทกที่หน้าแข้ง
ฝ่ายรุก ยืนตรงหน้าพอได้ระยะเตะ ยกเท้าขวา เตะกราดไปยังบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ จากขวาไปทางซ้าย โน้มตัวเล็กน้อย งอแขน ทั้งสองป้องกันหน้า
ฝ่ายรับ รีบยกตัวไปทางซ้ายพร้อมกับก้าวเท้าซ้าย ฉากไปข้างหลังใช้แขนขวางอศอกขึ้น รับเท้าของฝ่ายรุกที่เตะมา แขนซ้ายงอป้องกัน อยู่ตรงหน้าสูงกว่าแขนขวาเพื่อป้องกัน พลาดถูกหน้า

 

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,