February 10th, 2019 by sbobetapac

ฮับกิโด ศิลปะการต่อสู้ของเกาหลี ที่กองทัพของสหรัฐและเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องฝึก

ฮับกิโดฮับกิโด หรือ Hapkido ( ในเกมเขียนเพี้ยนๆ ว่า Hapgido แต่ที่ถูกต้องคือ Hapkido) เป็นศิลปะการต่อสู้ของชาติเกาหลี ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นศิลปะการต่อสู้ที่ได้รับการยอมรับและได้รับการฝึกสอนให้แก่กองทัพของสหรัฐและเจ้าหน้าที่ตำรวจ แม้จะไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้าง แต่ก็เป็นที่รู้จักกันดีถึงกิตติศัพย์ความร้ายกาจของศิลปะการต่อสู้แขนงนี้ ศิลปะการต่อสู้แขนงนี้ก่อตั้งขึ้นโดยปรมาจารย์ Choi, Yong Sul ซึ่งได้รับการฝึกฝนเป็นศิษย์สายตรงของสำนักไดโตริว ไอคิจูจุตซึ ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้โบราณของประเทศญี่ปุ่นในต้นศตวรรษที่ 20 เป็นเวลาหลายปีก่อนที่จะกลับสู่ดินแดนมาตุภูมิของเขาในประเทศเกาหลี และได้เริ่มฝึกสอนโดยใช้ชื่อในช่วงแรกว่า Hap Ki Yoo Sul ซึ่งเป็นภาษาเกาหลีความหมายเดียวกับคำว่า ไอคิจูจิตซึ ซึ่งท่านเองก็ได้รับศิษย์ที่มีความหลากหลายในความสามารถ ซึ่งบางคนเป็นผู้มีความรู้ดีในศิลปะการต่อสู้โบราณของเกาหลีซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในด้านการเตะที่รุนแรง จึงได้มีการผสานความรู้ในศิลปะการต่อสู้ที่มีอยู่เดิมของเกาหลีเข้ากับไอคิจูจิตซึ จึงเกิดศิลปะการต่อสู้แบบใหม่เรียกว่า ฮับกิโด ( Hapkido) ฮับกิโดในปัจุบันได้มีความแพร่หลายไปสู่ประชาชนในวงกว้าง เป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างศิลปะการต่อสู้ในปัจจุบัน ซึ่งฮัพกิโดเป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีการเตะและการต่อยที่คล้ายคลึงเทควันโด้ แต่มีความรุนแรงกว่ามากและมีการทุ่มและการจับที่คล้ายคลึงในยูโดและมีเทคนิคพิเศษเฉพาะของไอคิจูจุตซึ ฮับกิโดจึงประกอบด้วยการเตะ การต่อย การหักและล็อคข้อต่อ การคว้าจับและการสกัดจุดและการฝึกอาวุธที่มีลักษณะเฉพาะของศิลปะการต่อสู้ของชาติเกาหลี

ฮับ แปลว่า ความกลมกลืน,รวบรวมการประสานกัน
คิ แปลว่า พลัง
โด แปลว่า วิถีทางของการใช้ แปลโดยรวม หมายความถึง การเข้าถึงธรรมชาติ การเคลื่อนไหวที่สมดุล รวมทั้งการบังคับทิศทางของแรงได้ เมื่อใช้ต่อสู้

หลักใหญ่ของวิชา ฮับคิโด จะสอนเรื่อง

1. มือเปล่า ต่อสู้กับมือเปล่า
2. มือเปล่า ต่อสู้กับอาวุธ
3. อาวุธ ต่อสู้กับอาวุธ
4. การต่อสู้กับคู่ต่อสู้มากกว่า 1 คน

โดยทั่วไปแล้ว ศิลปะการต่อสู้ส่วนมาก จะเน้นการใช้เทคนิคอยู่ประมาณ 2-3 อย่าง แต่ความพิเศษของวิชาการต่อสู้ฮับคิโด จะเน้นการการรวบรวม ผสมผสานเทคนิคอยู่ 7 อย่าง ได้แก่

1. การจู่โจม
2. การหลบหลีก
3. การปัดป้อง
4. การจับล็อค
5. การทุ่ม
6. การใช้อาวุธ
7. การฝึกฝนภายใน (ได้แก่การหายใจและการทำสมาธิ) รวมทั้งการรักษาอาการบาดเจ็บของร่างกาย (การนวด, กดจุด การฝังเข็ม)

ส่วนที่ 1-6 ผู้ฝึกฝนต้องทำการฝึกโดยเฉลี่ยเป็นปริมาณที่เท่ากัน แต่ส่วนที่ 7 เป็นการแยกนักต่อสู้กับครูสอนการต่อสู้ ออกจากกัน คือการรักษาอาการเจ็บป่วยของร่างกาย ด้วยการแพทย์แผนโบราณ ผู้ฝึกต้องเรียนรู้โครงสร้างของร่างกายมนุษย์ เส้นเลือด กล้ามเนื้อ ระบบประสาท อวัยวะภายใน เพื่อใช้ในการรักษาตนเอง หรีอลูกศิษย์ เมื่อบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วย

จุดเด่นจนเป็นเอกลักษณ์ของวิชาฮิบคิโด

คือการฝึกร่างกายให้มีความอดทน มีความรวดเร็วในการหลบหลีก และโต้ตอบกลับ การปะทะของฮับคิโดมีทั้ง วงกลมใหญ่และวงกลมเล็กซ้อนกันอยู่ ซึ่งขึ้นกับท่าต่อสู้ที่ใช้

วิชาฮับคิโดมีทั้งการล็อคกล้ามเนื้อ, ข้อต่อ, เส้นประสาท และโจมตีต่อเนื่องด้วย มือ, ศอก, เข่า, เท้า, หัว, หัวไหล่ ประกอบไปด้วยเทคนิคต่างๆ 1,100 ท่า และยังปรับเปลี่ยนพลิกแพลงได้อีกมากมาย อีกทั้งยังเน้นเรื่องการเตะอันรุนแรงและหลากหลาย จนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ศิลปะการต่อสู้วิชานี้ จัดเป็นการต่อสู้ที่ใช้จู่โจม และทำร้ายคู่ต่อสู้ได้จริง เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก โดยเฉพาะหน่วยงานขององค์กรรัฐบาลต่างๆ เช่น หน่วยองค์รักษ์ หน่วยคุ้มครองบุคคลสำคัญ

นักต่อสู้แบบผสมผสาน ถ้ามองอย่างง่ายๆ ฮับคิโด คือ การรวบรวมวิชาการต่อสู้ต่างๆไว้ด้วยกัน เพราะ ต่อย และเตะเร็วเหมือนเทควันโด, ทุ่มได้เหมือน ยูโด, ล็อคข้อต่างๆเหมือนยูยิดสู, เปลี่ยนทิศทางแรงได้ เหมือนไอคิโด.ใช้หมัด เข่า เท้า ศอก ได้เหมือนมวยไทย ทั้งหมดที่กล่าวมามีอยู่แล้วในวิชาหนึ่งเดียวนี้ คือ ฮับคิโด

 

ฮับกิโด 3 ท่าป้องกันตัวของผู้หญิงยุคใหม่

สมาคมฮับกิโดแห่งประเทศไทยแนะ 3 ท่าเบื้องต้นสำหรับผู้หญิงยุคใหม่ไว้ป้องกันภัยจากการใช้ชีวิตประจำวันนี่เป็นวิธีป้องกันตัวที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยนายกสมาคมฮับกิโดแห่งประเทศไทย นายทวีวัตน์ ของสิริกุล หรือครูบิ๊ก เป็นผู้สาธิตให้ผู้หญิงยุคใหม่ได้เรียนรู้การป้องกันภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิดซึ่ง ครูบิ๊ก บอกว่า หลักการเบื้องต้นคือจะสอนท่าที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และง่ายสำหรับคนที่ไม่เคยเรียนศิลปะป้องกันตัวมาก่อน

สำหรับท่าพื้นฐานที่ครูบิ๊กนำมาสาธิตในวันนี้คือ

1 ท่าปลดล็อคจากข้อมือ ท่านี้คนร้ายหรือคู่ต่อสู้จะจับที่ข้อมือเรา ซึ่งโดยปกติตามธรรมาติแล้ว เราจะดึงกลับและยื้อกับคนร้ายหรือคู่ต่อสู้ หากใครแรงเยอะจะเป็นฝ่ายชนะ แต่หากเราใช้เทคนิคเข้ามาช่วยคือ การออกทางจุดอ่อนของคนร้าย ซึ่งจุดอ่อนของเขาอยู่ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วโป้ง ดังนั้นเราต้องบิดข้อมือและดึงแขนเราออกจากมือคนร้ายโดยที่ไม่ต้องออกแรงเยอะ หากเราถูกรัดจากด้านหลัง เราต้องกางศอกขึ้น เพื่อให้มีช่องว่างระหว่างตัวเรากับคนร้าย จากนั้นเทตัวไปทางด้านใดด้านหนึ่งและมุดออก หรือกางแขนขึ้น เก็บคอให้แนบกับลำตัวก่อนจะทรุดตัวลงนั่ง แล้วจับขาคนร้าย เพื่อให้เขาล้มลง

2 ท่าถูกจับข้อมือจากด้านหน้า ท่านี้เป็นท่าที่เกิดขึ้นบ่อย และสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันที่ได้ผลจริง ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเราจะถูกจับและดันไปด้านหลัง ดังนั้นเราต้องขัดขืนเขานิดหน่อยเพื่อให้คนร้ายตายใจ จากนั้นก็กางแขนออก เพื่อให้ตัวคนร้ายเข้ามาชิดตัวเรา ซึ่งจะเป็นจังหวะที่เขาโน้มตัวลง เราจึงใช้เข่ากระแทกไปที่ตัวหรือตัวคนร้าย ระหว่างนี้จะมีจังหวะเปิดตรงศรีษะของคนร้าย เราก็ใช้ศอกโจมตีระยะประชิด จากนั้นเราก็หันตัววิ่งหนีจากคนร้ายไป

3 ท่าสุดท้ายเป็นท่าที่ผู้หญิงโดนบ่อยนั่นคือ โดนกระชากผม ซึ่งเมื่อโดนกระชากผมแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ให้มือคนร้ายติดกับหัวของเรา นั่นก็คือ ใช้มือเราจับมือคนร้ายแล้วกดไว้ที่หัวเราแล้วหนีบศอกลง เพื่อไม่ให้มือของคนร้ายมีช่องว่างขยับไปโดนผมหรือหัวของเราจนได้รับบาดเจ็บ จากนั้นหมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบ ซึ่งจะทำให้แขนของคนร้ายบิดตามจนทำให้คนร้ายมีอาการเจ็บที่ข้อมือ สุดท้ายแล้วคนร้ายจะปล่อยมือ และทำให้เราหนีจากคนร้ายได้

 

ศิลปะการป้องกันตัวสำหรับผู้หญิงยุคใหม่

ในโลกปัจจุบันมีภัยอันตรายเพิ่มขึันทุกวัน โดยเฉพาะอันตรายที่เกิดกับผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นการข่มขืน ชิงทรัพย์ การคุกคามทางเพศ การหลอกลวงสารพัดรูปแบบ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้หญิงจะต้องหาวิธีป้องกันตัว ทั้งการอ่านข่าวสาร ข้อมูลการเตือนภัย ศึกษากลโกงของโจผู้ร้าย รวมไปถึงการเรียนรู้ศิลปะการป้องกันตัวเอง หากมีเวลาว่างๆ กิจกรรมสำคัญที่ผู้หญิงควรทำก็คือ การฟิตร่างกายให้แข็งแรง และเรียนรู้ศิลปะการป้องกันตัว โดยวันนี้เรามีศิลปะการป้องกันตัวที่น่าสนใจมาฝากกันคะ

1. มวยไทย (Mauy Thai) ศิลปะในการป้องกันตัวชั้นเลิศของไทย ซึ่งมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน มีลีลาศที่อ่อนช้อย งดงาม เป็นที่รู้จักและโด่งดังไปทั่วโลก นอกจากจะเป็นศิลปะในการป้องกันตัวแล้ว มวยไทยยังเป็นเคล็ดลับความงามของดารา นางแบบหลายๆ คน เช่น แองเจลิน่า โจลี่, ลูกเกด เมทินี, นก-อุษณีย์ วัฒฐานะ และมาริสา แอนนิต้า ที่ใช้กีฬามวยไทยในลดน้ำหนัก สร้างรูปร่างที่กระชับ สมส่วน สำหรับผู้ที่สนใจอยากเรียนรู้ศิลปะแม่ไม้มวยไทย และใช้มวยไทยเพื่อช่วยลดน้ำหนัก สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่

2. คราฟมาก้า (Krav Maga) เป็นระบบการป้องกันตัวของอิสราเอล ที่ได้รับการพิสูจน์ว่าใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันและในสงคราม ใช้อบรมในหน่วยราชการตำรวจทหาร ทั้งอเมริกาและยุโรป เป็นระบบการต่อสู้ที่คิดขึ้นโดยชาวอิสราเอล เป็นการต่อสู้ที่ค่อนข้างใหม่ คือ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 60 ปีที่แล้ว แต่ก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง พัฒนามาเรื่อยๆ เพื่อใช้ในหลักสูตรการต่อสู้มือเปล่าของทหารในกองทัพอิสราเอล เน้นการฝึกซ้ำในช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้เกิดการตอบรับอัตโนมัติของร่างกายต่อสภาวะคับขันต่างๆ

3. เทควันโด (Tae Kwon Do) ศิลปะการต่อสู้ที่รวมเอาการต่อย การป้องกัน การจู่โจม และการเตะเข้าด้วยกันเป็นท่าชุดที่มีจังหวะลีลา สามารถเล่นเป็นงานอดิเรกหรือเพื่อให้เกิดความฟิต บางคนเล่นจริงจังมากจนจบระดับขั้นต่างๆ นอกจากจะมีประโยชน์ด้านการป้องกันตัว ยิ่งมีความตั้งใจมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้จิตใจเกิดสมาธิมากขึ้น ส่วนประโยชน์ต่อร่างกาย คือ ช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่น ความว่องไว กล้ามเนื้อแข็งแรง และช่วยให้การทำงานระหว่างมือและสายตาประสานกัน

4. คาราเต้ (Karate) เป็นที่รู้กันดีว่าคาราเต้คือศิลปะการต่อสู้ ชั้นเรียนคาราเต้ประกอบด้วยการยืดกล้ามเนื้อแขน ขา การเตะ การต่อย การป้องกันและการต่อสู้กับคู่ซ้อม การต่อสู้ป้องกันตัวไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดความมั่นใจเท่านั้น แต่การฝึกฝนจนผ่านระดับขั้นสายต่างๆ ยังนำมาซึ่งความรู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จ และนอกจากจะทำให้เกิดความว่องไวแล้ว คาราเต้และท่าทางเคลื่อนไหวที่เข้มแข็งช่วยให้กล้ามเนื้อทุกส่วนกระชับและ ร่างกายแข็งแรง ช่วยให้หน้าท้องแบนราบ กล้ามเนื้อขาและแขนแข็งแรง

5. ไอคิโด (Aikido) เป็นศิลปะการต่อสู้สมัยใหม่ของญี่ปุ่น พัฒนาขึ้นโดย อุเอะชิบะ โมริเฮ เป็นการรวบรวม กลั่นกรอง เอาคุณลักษณะพิเศษของศิลปะการต่อสู้หลายแบบของญี่ปุ่นในสมัยโบราณเข้าด้วยกัน ศิลปะการต่อสู้บางแบบที่พบในวิชาไอคิโดมีอายุนับย้อนหลังไปได้ถึงกว่า 700 ปี ไอคิโด้ ไม่ใช่ กีฬาเหมือน เทควันโด้ หรือ ยูโด จึงไม่การแข่งขัน ไม่มุ่งเน้นการเอาชนะ แต่เป็นศิลปะป้องกันตัวจากการกระทำทุกรูปแบบ ทั้งมือ และมีอาวุธ ในระยะประชิดตัว เป็นการป้องกันตัวโดยการหักข้อต่อต่าง ๆ ของร่างกาย อาทิ ข้อมือ ข้อศอก คอ หลัง หัวเข่า ข้อเท้า และพร้อม ๆ กันนั้นมีลักษณะการเหวี่ยงทุ่มกระแทกพื้น ไอคิโดยังเป็นศิลปะป้องกันตัวที่ใช้พลังทางกายน้อย โดยเน้นใช้พลังสมอง คิดหาวิธีควบคุมคู่ต่อสู้โดยใช้แรง (กำลังกาย) ของคู่ต่อสู้ทำ สาวๆ สามารถฝึกไอคิโดได้ดี เพราะไม่ต้องใช้กำลังของตัวเองมาก ส่วนประโยชน์ของไอคิโดนั้น นอกจากจะให้ผู้ฝึกรู้จักวางแผน สามารถควบคุมสติได้ดี มีจิตใจที่มั่นคง อ่อนโยนแล้ว ยังทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายแข็งแรงอีกด้วย

6. จูจุสึ (Jiu Jitsu) เป็นศิลปะการต่อสู้ที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะการต่อสู้โบราณของซามูไรที่เรียกกันว่า ไทจุสสุ ซึ่งหมายถึงศิลปะการใช้ร่างกาย ลักษณะการต่อสู้ของจูจุสึในสมัยก่อนนั้นจะขึ้นอยู่กับสำนักนั้นๆ โดยมากจะมีทั้งการโจมตี การล๊อค การทุ่ม ในบางสำนักจะมีการฝึกการใช้อาวุธด้วย จนในบางครั้งจะถูกเรียกกันว่าเป็นวิชาที่มีทุกอย่าง การต่อสู้ของจูจุสึในสมัยก่อนนั้นจะเป็นการต่อสู้แบบไม่มีกติกา และ จะทำทุกวิถีทางเพื่อล้มคู่ต่อสู้ ทั้งนี้จูจุสึถูกฝึกให้ไม่มีความไร้ปราณีต่อคู่ต่อสู้ไม่ว่ากรณีใดๆ

7. Judo (ยูโด) เป็นศิลปะการป้องกันตัวที่มีวิวัฒนาการมาจาก จูจุสึ เป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธ หรือต่อสู้ด้วยมือเปล่า เป็นการทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็นการบริหารร่างกายเพื่อให้เกิดความแข็งแรง ทำให้ร่างกายมีสัดส่วนที่เหมาะสม มีความโอนอ่อนผ่อนตามสถานการณ์ต่างๆ รู้จักควบคุมตนเองให้มีการทรงตัวที่มั่นคง และทำให้เกิดความผ่อนคลายแก่ร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดสมาธิ นอกจากนี้ยังเป็นเกมกีฬาการต่อสู้ที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความกล้าหาญ อดทน และสร้างความมั่นใจให้ตัวเองอีกด้วย

8. มวยหวิงชุน (Wing Tsun) หากใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง IP Man คงรู้จะพอคุ้นๆ กับมวยหวิงชุนกันบ้าง หวิงชุน หรือหยุ่งชุน เป็นศิลปะการต่อสู้อันเก่าแก่ของจีน เป็นมวยที่ไม่ต้องใช้พละศึกษาหรือสุขศึกษามากนัก เหมาะสมกับสรีระของผู้หญิง ที่แรงกายอ่อนกว่าผู้ชาย แต่เน้นในการป้องกันตัวและจู่โจมในระยะสั้นแบบเชื่องช้า

9. จีทคุนโด้ (Jeet Kune Do) สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของบรูซ ลี (Bruce Lee) หรือ หลี่ เสี่ยวหลง คงจะรู้จักการต่อสู้ชนิดนี้เป็นอย่างดี จีทคุนโด้เป็นศิลปะการป้องกันตัวชนิดหนึ่งที่เน้นการ เตะ ต่อย เป็นพื้นฐาน โดยผู้คิดค้นศิลปะการป้องกันตัวนี้คือ “บรูซ ลี” โดยมีพื้นฐานมาจาก มวยหวิงชุน แต่มีการนำศิลปะการป้องกันตัวหลายชนิดมาผสมผสานกัน เช่น มวยเส้าหลิน มวยสากล เทควันโด มวยปล้ำ ยูโด จึทคุนโด้ เป็นศิลปะการป้องกันตัวที่โด่งดัง และได้รับการยอมรับไปทั่วโลก เป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีสอดแทรกปรัชญาเข้าไปด้วย ทำให้ผู้ฝึกได้รู้จักตัวเอง เรียนรู้ปรัชญา มีสมาธิ จิตใจมั่นคงมากขึ้น

10. ฮับคิโด (Hapkido) ศิลปะการป้องกันตัวของชาวเกาหลี ปัจจุบันแพร่หลายอย่างมากในวงการ
ตำรวจ หน่วยอารักขาของสหรัฐอเมริกา แคนาดา ประเทศแถบยุโรป และทั่วโลกกว่า 150 ประเทศกระบวนการสอนเน้นเรื่องการเคลื่อนไหวต่อเนื่องป็นวงกลม รู้จักการใช้แรงของคู่ต่อสู้ให้เป็นประโยชน์ สามารถดึงพลังภายในร่างกายออกมาใช้ได้ ทำให้สุขภาพร่างกายดีไปด้วย ในหลักปรัชญา ฮับคิโดเน้นเรื่องค้นหาความเป็นตัวตน จิต และสมาธิ เมื่อฝึกเป็นระยะเวลานานๆ ติดต่อกัน ทำให้ผู้ฝึกเกิดความมั่นใจในตัวเอง ตัดสินเหตุการณ์ได้อย่างถูกต้อง และเฉียบพลัน สามารถควบคุมจิตใจของตนเอง และควบคุมร่างกายของคู่ต่อสู้ นอกจากฮับคิโดจะเป็นศิลปะการต่อสู้แล้ว ผู้เรียนยังสามารถนำปรัชญาของฮับกิโดมาใช้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งแก้ไขปัญหาในการดำเนินชีวิตได้อีกด้วย

สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือ “สติ” เมื่อเกิดภัยร้ายขึ้น อย่าตกใจจนเกินไป ให้พยายามมีสติ หาวิธีเอาตัวรอด และทำให้ตัวเองเจ็บตัวน้อยที่สุด

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 8th, 2019 by sbobetapac

การต่อสู้แบบตำรวจ อดีตนายตำรวจอังกฤษ ถ่ายทอดทักษะการต่อสู้ยกระดับ รปภ

การต่อสู้แบบตำรวจ

การต่อสู้แบบตำรวจ Aaron Le Boutillier อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านยุทธวิธีการป้องกันตัวและทักษะด้านการสื่อสารทางยุทธวิธี โดยมีประสบการณ์กว่า 20 ปี และถ่ายทอดความรู้แก่เจ้าหน้าที่แล้วมากกว่า 3 หมื่นคน เจ้าของบริษัท LBG Security and Investigations ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการการฝึกอบรมและให้คำปรึกษาด้านการรักษาความปลอดภัยและสืบสวนชั้นนำระดับโลก เปิดสาขาในประเทศไทย สิงคโปร์ และอังกฤษ พร้อมด้วย Rodney King โค้ชศิลปะการต่อสู้ และ Adam Shahir Kayoom นักกีฬาศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน ผู้ชนะเลิศการแข่งขันศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน หรือ Mixed Martial Arts (MMA) หลายรายการการแข่งขันระดับโลก เดินทางเยือนมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเป็นวิทยากรการฝึกอบรมการต่อสู้ป้องกันตัวทางยุทธวิธีมาตรฐานสากล (Defensive Tactics) และการเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉินภายใต้หลักสูตร C.I.O. (Combat Intelligent Office Program) แก่ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ ทีมราชพิทักษ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่สนใจ เพื่อให้ความรู้และฝึกยุทธวิธีการต่อสู้ป้องกันตัวที่เป็นมาตรฐานสากล เพื่อเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน และเตรียมความพร้อมแก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน ณ อาคารพลศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Aaron Le Boutillier กล่าวถึงหลักสูตร C.I.O หรือ Combat Intelligent Office Program ว่า “หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับทุกคนซึ่งมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของอาชญากร เพื่อเสริมทักษะในการต่อสู้ป้องกันตัวเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์วิกฤต โดยฝึกทักษะพื้นฐานที่จำเป็น อาทิ การควบคุมตัวโดยวิธีการล็อคแขนแบบ Escort Position Goose Neck Thumb Lock Folding Arm Arm Bar Escort Position และ Goose Neck การควบคุมตัวคนร้ายกรณีคนร้ายแทงด้วยมีดที่ลำตัว หรือชกต่อยที่ใบหน้า โดยการแย่งอาวุธจากคนร้าย ในกรณีถูกจี้ด้วยอาวุธปืนหรือมีดทางด้านหน้า การใส่กุญแจมือสำหรับเจ้าหน้าที่ เทคนิคการเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน การควบคุมอารมณ์ในสถานการณ์กดดัน การต่อสู้จากภาคพื้น และทักษะการต่อสู้ต่างๆ”

นายบดินทร์ธร กุตัน เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป หัวหน้าทีมอารักขาบุคคลสำคัญ ประธานโครงการ กล่าวถึงความเป็นมาและความสำคัญว่า “ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันพบว่าปัญหาอาชญากรรมของกลุ่มคนร้ายมีแนวโน้มมากขึ้น คนร้ายอาจใช้อาวุธร้ายแรงหรือใช้กำลังในการข่มขู่บังคับผู้เสียหายเพื่อประสงค์ต่อทรัพย์ และการเข้าระงับเหตุของเจ้าหน้าที่บางครั้งเป็นการระงับเหตุในระยะประชิดตัว จึงจำเป็นที่จะต้องใช้การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหรือแม้แต่กระทั่งการต่อสู้ป้องกันตัวทางยุทธวิธีในการจับกุมหรือควบคุมตัวคนร้ายด้วยมือเปล่า สำนักงานรักษาความปลอดภัยและการจราจร เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบงานด้านอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมถึงบุคคลสำคัญทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติที่เข้ามาภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เจ้าหน้าที่สำนักงานรักษาความปลอดภัยและการจราจร จึงต้องมีการฝึกอบรมการต่อสู้ป้องกันตัวทางยุทธวิธีขั้นสูงมาตรฐานสากล (Defensive Tactics) เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญในการใช้ยุทธวิธีการต่อสู้ป้องกันตัว เพื่อให้มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ และการทำงานที่ถูกต้องเป็นรูปแบบตามหลักยุทธวิธีสากล เพื่อสามารถป้องกันหรือรักษาชีวิตของเจ้าหน้าที่ตลอดจนผู้บริสุทธิ์ มิให้เกิดความสูญเสีย โดยหลักสูตรการอบรมนี้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นพื้นที่ที่ไม่เน้นการต่อสู้หรือการควบคุมตัวผู้ก่อการร้ายโดยการใช้อาวุธ แต่เน้นการต่อสู้ป้องกันตัวหรือการควบคุมคนร้ายด้วยมือเปล่าและการใส่กุญแจมือเท่านั้น อีกทั้งผู้เข้าอบรมยังสามารถประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันต่างๆ อาทิ การถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนหรือมีดจี้เป็นตัวประกัน การเอาตัวรอดเมื่อคนร้ายจะลงมือข่มขืน”

นางสาว พนมพร เกตนันท์ ผู้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมกล่าวว่า “การเรียนรู้ทักษะการป้องกันตัวมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้หญิงที่มักตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม การได้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ทำให้ได้รับความรู้ด้านการป้องกันตัวเองมากยิ่งขึ้น แม้ว่าการนำไปใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์จริงจะต้องฝึกฝนจนชำนาญ แต่อย่างน้อยการอบรมก็ทำให้ตนรู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากสถานการณ์จำลอง จึงไม่ตื่นตระหนกหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง ทำให้มีโอกาสหาทางเอาตัวรอดมากขึ้น และแม้จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัย แต่การมีทักษะการเอาตัวรอดติดตัวไว้ก็ทำให้ตนอุ่นใจมากขึ้น และพร้อมหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด”

การต่อสู้แบบตำรวจ ตำรวจญี่ปุ่นเปิดสอนศิลปะการต่อสู้ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ

หนังสือพิมพ์ไมนิจิ ของญี่ปุ่นรายงานว่า ตำรวจในเมืองมัตสึเอะ จังหวัดชิมาเนะ จะเปิดสอนศิลปะการต่อสู้ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเสริมสร้างความไว้วางใจกับประชาชน และเพิ่มทักษะภาษาอังกฤษของเจ้าหน้าที่

หนังสือพิมพ์ไมนิจิ ระบุว่า ในเบื้องต้นตำรวจจะทดลองสอนศิลปะการต่อสู้ให้แก่นักเรียนนักศึกษาต่างชาติในญี่ปุ่น จากนั้นจะเริ่มเปิดสอนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือน มี.ค.นี้ ซึ่งหลักสูตรที่เปิดสอนได้แก่ ความรู้พื้นฐานการต่อสู้ ยูโด และเคนโด้ โดยครูจะเป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีความเชี่ยวชาญในระดับสายดำ
เว็บไซต์ของตำรวจจังหวัดชิมาเนะ ระบุด้วยว่า ตำรวจหวังว่านักท่องเที่ยวจะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้ตำรวจได้ฝึกฝนภาษาต่างประเทศไปในตัว อย่างไรก็ตาม ตำรวจหวังด้วยว่า โครงการนี้จะช่วยให้นักท่องเที่ยวมีความรู้สึกว่าชาวเมืองมัตสึเอะเป็นมิตร และรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น

ตำรวจแนะนำว่านักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมโครงการ จะต้องมีประกันอุบัติเหตุ ส่วนอุปกรณ์ เช่นดาบไม้ไผ่ สามารถหยิบยืมจากตำรวจได้

ครูฝึกตำรวจชิคาโกเชื้อสายไทยเปิดหลักสูตรติวเข้ม’ยุทธวิธีตำรวจ’ มุ่งยกระดับตำรวจไทยสู่สากล

‘ตระกูลรักษ์ ศิลปะดุริยางค์’ครูฝึกตำรวจชิคาโกเชื้อสายไทยประสานความร่วมมือกับสตช.เปิดหลักสูตรถ่ายทอดยุทธวิธีให้ตำรวจไทยเพื่อยกระดับการฝึกและปราบปรามอาชญากรรมให้เป็นสากลมากขึ้น

ครูฝึก ‘Trak’หรือ ‘ตระกูลรักษ์ ศิลปะดุริยางค์’ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษและอาจารย์โรงเรียนฝึกตำรวจชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ หรือ Chicago PD นอกจากจะทำหน้าที่ฝึกสอนยุทธวิธีและทักษะการต่อสู้ให้ตำรวจชิคาโกแล้ว ยังได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย เดินทางมาถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนความรู้ผ่านหลักการจัดสูตรยุทธวิธีตำรวจของตำรวจชิคาโก ที่เมืองไทยเป็นประจำทุกปี หลังมีโอกาสกลับไปเยี่ยมเมืองไทยเขามองเห็นโอกาสบางอย่างที่จะได้ใช้ความรู้ความสามารถที่มี ตอบแทนให้กับประเทศบ้านเกิดที่เมืองไทยเมื่อหลายปีก่อน

“ประเทศไทยก็คือเมืองเกิดของผม ผมไม่ได้เกิดที่นี่(ที่อเมริกา) ผมมาอเมริกาตั้งแต่อายุ 12 ขวบ ยังไงผมก็เป็นคนไทยครับ คุณพ่อ คุณแม่ หรือภรรยาก็เป็นคนไทยหมด ยังไงเมืองไทยก็เป็นบ้านเกิดเมืองนอน บ้านพ่อแม่ของผม ผมพยายามไปเมืองไทยทุกปีไปเยี่ยมญาติพี่น้อง..

“ตอนนั้นประมาณปี ค.ศ.2010 (พ.ศ.2553) ผมไปเมืองไทย ลาพักร้อนกลับเมืองไทย ซึ่งตอนนั้นเป็นอาจารย์ที่ศูนย์ฝึกแล้ว และได้ดูทีวี เห็นข่าวตำรวจไทยโดนยิงที่นนทบุรี ตำรวจตาย 2 คนและมีคนบาดเจ็บ ระหว่างล่อซื้อยา ซึ่งเป็นคดีใหญ่ในช่วงนั้น มีการจับตัวประกัน ซึ่งรู้สึกว่าตัวประกันจะถูกยิงด้วย.. ผมก็คิดว่าเรามีความรู้ทางด้านการฝึกแบบนี้นะ ผมอยากจะมาช่วยตำรวจไทยด้านการฝึก ถ้าเราฝึกมากขึ้นเรื่องสูญเสียแบบนี้ก็อาจจะน้อยลง ผมกลับมาชิคาโก ก็เลยติดต่อสถานทูตสหรัฐฯในประเทศไทย โดยหน่วยงาน International Narcotics and Law Enforcement ในสถานทูตสหรัฐฯเป็นผู้ช่วยประสานและสนับสนุน”

หลักสูตรตำรวจอเมริกัน สู่การฝึกวิชายุทธวิธีตำรวจไทย

จากจุดเริ่มต้นจากความบังเอิญ กลายเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ และเกิดโครงการที่ทำงานร่วมกัน ที่จะมีตัวแทนจากโรงเรียนฝึกตำรวจชิคาโก ซึ่งเป็นครูฝึกเชื้อสายไทย เดินทางมาเปิดหลักสูตรด้านยุทธวิธีให้กับตำรวจไทยโดยการประสานผ่าน กองบัญชาการศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ยังร่วมมือเขียนคู่มือการฝึกยุทธวิธีตำรวจประจำสถานีตำรวจเพื่อนำไปปรับใช้เหมือนกันทั่วประเทศ

“ผมได้ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผ่านทาง พล.ต.ท.พรหมธรภาคอัต ผู้ช่วย ผบ.ตร.และ และ พล.ต.ต.ศรกฤษณ์ แก้วผลึก รอง ผบช.ศ.) ที่นำอาจารย์จากทุกหน่วยจากทุกโรงเรียนมารวมกันให้ผมได้ถ่ายทอดความรู้ที่ผมมีให้ เพื่อที่จะปฏิบัติการได้ปลอดภัยขึ้น สิ่งอะไรที่เกินเหตุมันจะได้ไม่เกิดขึ้น”

“เราก็เริ่มในจุดนั้นมาก็คือเป็นวิชายุทธวิธี ตั้งแต่ ยุทธวิธีการเอาตัวรอด (Officer Survival and Tactics หรือ OST) และผมก็จะมีสอนเรื่องการหยุดรถ การตั้งด่าน (Vehicle stop and occupant control) หรือยุทธวิธีการบุกเข้าอาคาร (Building Entry) หลายๆอย่างซึ่งผมก็ไปมาทุกปีครบ และในที่สุดก็มีความคิดว่า เมืองไทยน่าจะมีการสอนในแบบเดียวกัน เพราะที่ผมไปเห็นมา ทุกโรงเรียนจะฝึกของตัวเอง สมมุติว่าถ้าเมืองไทยมี 10 โรงเรียนก็จะมียุทธวิธี 10 แบบที่แตกต่างกัน ก็เลยมีความคิดว่าทำไมไม่ทำให้ยุทธวิธีให้เหมือนกันทั้งหมด”

ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธวิธีตำรวจนั้น ครูฝึก “Trak” มองเห็นว่า หากเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการฝึกฝนอย่างถูกวิธี สม่ำเสมอ มีความมั่นใจในแนวทางปฏิบัติ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ และลดความผิดพลาดรวมทั้งการสูญเสียในระหว่างเผชิญเหตุมากขึ้น และน่าจะเป็นหนึ่งในแนวทางปฏิบัติที่ได้ผลที่สุดในโลกยุคสื่อสังคมออนไลน์

เชี่ยวชาญการฝึก แม่นความรู้-บังคับใช้กฎหมาย ไม่ต้องกลัวมนุษย์กล้อง!

“เราเป็นเจ้าหน้าทีตำรวจ เราต้องยอมรับในเรื่องสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่ทุกคนยอมรับว่ากระจายไปเร็วมาก ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติโดยไม่มีความมั่นใจในตัวเองก็จะทำอะไรผิดๆถูก จะเกินไปน้อยๆก็อาจจะเป็นได้ แต่ถ้าตำรวจฝึกมาดี ซึ่งมีสถิติจากการวิจัยออกมาแล้วว่าการฝึก และจำลองสถานการณ์ (Senario Base) การสร้างให้มองเห็นภาพ เป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับตำรวจ ก็เหมือนกับที่เรียกว่า ฝึกจนกล้ามเนื้อจำได้

ถ้าฝึกดีก็ปฏิบัติงานดี ถ้าเราปฏิบัติงานแล้วเรามีความรู้และสามารถบังคับใช้กฎหมาย (know the law to Enforce the law) ถ้าปฏิบัติงานถูกในขีดเส้นใต้ของกฎหมาย ไม่ว่าใครจะถ่ายวิดิโอเราหรือไม่ถ่ายวีดิโอ เรามีหลักฐานของเหตุการณ์ เราไม่จำเป็นต้องกลัว
ตระกูลรักษ์ ศิลปะดุริยางค์

การทำงานด้านการฝึกสอนและให้ความรู้มานานหลายปี ทำให้ ครูฝึก Trak แห่ง Chicago PD พบกับความท้าทายหลายด้านโดยเฉพาะการต้องเร่งปรับปรุงหลักสูตรยุทธวิธีของตำรวจให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ขณะเดียวกันยังพร้อมที่จะประสานและทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านการศึกษาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยต่อไป

ยกระดับคุณภาพตำรวจไทยสู่สากล

“เหมือนกับว่ายังไม่เสร็จสิ้นที่อคาเดมีในชิคาโก และผมก็อยากจะทำกิจกรรมกับตำรวจไทยต่อไป ผมคิดว่าเราเพิ่งเริ่มต้นเองครับกับตำรวจไทยและประชาชนไทย ผมอยากจะให้เน้นเรื่องการฝึกที่ประเทศไทยให้มาก ก็จะพยายามให้ถึงที่สุดเพราะผมคิดว่าถ้าตำรวจเรามีคุณภาพ มีการฝึกฝนดี ฝึกฝนให้มาก การออกไปปฏิบัติงานรับใช้ประชาชนไทยก็ปลอดภัยมากขึ้น ประชาชนจะได้มีความภูมิใจว่าตำรวจไทยเราก็เป็นมืออาชีพไม่แพ้กับตำรวจประเทศอื่น”

นั่นคือ เรื่องราวของ เจ้าหน้าที่ ‘ตระกูลรักษ์ ศิลปะดุริยางค์’ ครูฝึกและผู้เชี่ยวชาญพิเศษ จาก โรงเรียนฝึกตำรวจชิคาโก ที่แม้จะอาศัยในสหรัฐอเมริกาแต่ยังมองเห็นความสำคัญของการตอบแทนแผ่นดินเกิดด้วยความรู้ความสามารถอย่างเต็มความสามารถ

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,