February 11th, 2019 by sbobetapac

ดาบพุทไธศวรรย์ เปิดตำนานดาบพุทไธสวรรย์ พุทธานุภาพดาบกู้ชาติแห่งอโยธยา

ดาบพุทไธศวรรย์

ดาบพุทไธศวรรย์ ตามประวัติความเป็นมาคร่าวๆ ระบุว่า สำนักดาบพุทไธสวรรย์ได้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยเริ่มจากการใช้พื้นที่บริเวณวัดพุทไธสวรรย์เป็นที่ฝึกซ้อมเพลงอาวุธให้แก่พระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ แม่ทัพ นายกอง นักรบผู้กล้าถ่ายทอดมาหลายชั่วคน โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาให้วัดพุทไธสวรรย์แห่งนี้ โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 พระเจ้าอู่ทองเป็นผู้สร้างขึ้น

ทั้งนี้วัดพุทไธสวรรย์เปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย สั่งสอนอบรมศิลปะทุกแขนง แม้กระทั่งยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีทางการเมือง การปกครอง และสถานที่ฝึกซ้อมอาวุธเพื่อเตรียมความพร้อมไว้ในยามศึก
ส่วนในปัจจุบันยังมีสำนักดาบพุทไธสวรรย์ที่ได้ก่อตั้งโดยพ่อครูสมัย เมษะมาน ซึ่งได้เสียชีวิตแล้ว พ่อครูสมัยมีความรู้เรื่องศิลปะการต่อสู้ที่เรียนมาจากสำนักดาบเก่าที่อยุธยาและต้องการจะถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ให้แก่คนรุ่นหลัง

ประวัติอาจารย์สมัย เมษะมาน ท่านเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาจนจบพลศึกษาเอก ด้วยสำนึกถึงคุณแผ่นดินและบรรพบุรุษ ตลอดจนพระบารมีของพระเจ้าอู่ทองที่ได้ทรงเสียสละ อุทิศพระวรกายด้วยความเหน็ดเหนื่อยเพื่อแลกผืนแผ่นดินศรีอยุธยา จึงนำเรื่องเข้าปรึกษาหารือกับท่านอาจารย์นาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้น และเป็นอาจารย์สอนวิชากระบี่-กระบองของวิทยาลัยพลศึกษา เพื่อขออนุญาตท่านฝึกศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ ท่านก็สนับสนุน จึงเริ่มทดลองฝึกสอนครั้งแรกขึ้นที่ข้างวัดระฆังโฆสิตาราม

ต่อมามีเยาวชนสนใจมากขึ้น ท่านอาจารย์สมัย เมษะมาน จึงขออนุญาตจดทะเบียนเป็นโรงเรียนใช้ชื่อว่า “โรงเรียนสำนักดาบพุทไธสวรรย์ แห่งกรุงศรีอยุธยา” ณ บริเวณสี่แยกบ้านแขก ถนนอิสรภาพ
ในขณะเดียวกัน ก็ได้ขยายขอบเขตเข้าไปฝึกอบรมผู้นำเยาวชน รพช.ประจำหมู่บ้านในเขตดินแดนสีชมพูทั่งประเทศ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันตนเอง ป้องกันหมู่บ้าน โดยท่านได้รับตำแหน่งเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ” สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ต่อมาได้ขยายผลไปสู่ลูกเสือชาวบ้าน อส.ทสปช. และพัฒนาชุมชนทั่วประเทศ เมื่อเห็นว่าวิชานี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเยาวชนไทย จึงกราบบังคมทูลขอพระราชทานธงชัยและตราประจำโรงเรียน สำนักดาบพุทไธสวรรย์ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2500

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรกิจกรรม และการดำเนินงานต่างๆ ของโรงเรียน จึงดำรัสแก่อาจารย์สมัยว่า “จงทำตนให้เป็นที่น่าเชื่อถือ อย่าเลิกนะ ฉันเอาใจช่วย จงจัดให้เป็นกองทัพ” ด้วยถ้อยรับสั่งเพียงสั้นๆ เหมือนมีน้ำอมฤตมาชโลมใจ ทำให้อาจารย์สมัยเกิดพละพลังในการทำงานให้ยิ่งขึ้นไป โดยไม่ย่นย่อ ต่อมาได้ขยายงานเผยแพร่เข้าไปในหน่วยงานทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน และหน่วยราชการต่างๆ จนได้รับเกียรติเป็นบุคคลดีเด่นของชาติ สาขาเผยแพร่เกียรติภูมิของชาติไทย ประจำปี 2537

ส่วนผู้สืบทอดวิชาดาบพุทไธสวรรค์คือ แม่ครูขวัญยืน เมษะมาน ภรรยาของพ่อครูสมัย เป็นผู้สืบสานศิลปวัฒนธรรมและเป็นผู้อำนวยการของสำนักดาบพุทไธสวรรย์ สำนักดาบพุทไธสวรรย์อยู่ในความควบคุมดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ

เมื่อศึกษาจบจากสำนักดาบแล้ว ก็จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ ภายในสำนักดาบจะจัดสถานที่ไว้สำหรับให้นักเรียนได้ไหว้ครูและสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธ์ก่อนที่จะทำการเรียนการสอน
เครื่องสักการะบูชาครูก็จะมีชุดบายศรีชุดใหญ่ เครื่องเซ่นไหว้ได้สืบสานมาแต่โบราณ ซึ่งแม่ครูขวัญยืนเป็นผู้จัดทำขึ้นเอง สำนักดาบพุทไธสวรรย์มีดาบที่เก่าแก่ที่ตกทอดมาจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งมีความงดงามมาก ด้ามของดาบทำด้วยทองคำแท้ ตัวดาบมีความประณีตในการทำ ซึ่งเป็นสมบัติที่สำคัญที่สุดของสำนักดาบ และได้มีการเก็บรักษาอย่างดี ภายในสำนักดาบจะมีแต่ของเก่าแก่

สภาพภายในทั้งหมดเหมือนเดิมเมื่อครั้งที่พ่อครูยังมีชีวิตอยู่ ต่อเมื่อพ่อครูสมัยเสียชีวิตแล้วก็ไม่มีใครกล้าเคลื่อนย้ายสิ่งของ เพราะว่าพ่อครูได้สั่งไว้ว่า ต้องการที่จะให้ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ถ้าหากผู้ใดเคลื่อนย้ายสิ่งของก็จะมีอันเป็นไปตามคำสาปแช่งของพ่อครู แม้แต่พวกขโมยเองก็ยังไม่กล้าเข้ามาขโมยของ เพราะกลัวคำสาปแช่งของพ่อครู

สำนักดาบพุทไธสวรรย์สอนศิลปะการต่อสู้ให้กับทุกคนไม่จำกัดเพศและอายุ ทำให้สำนักดาบมีลูกศิษย์มากมาย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นอกจากรับสอนศิลปะการต่อสู้แล้ว ยังรับงานแสดงที่เกี่ยวกับการต่อสู้ มีทั้งการแสดงละครกลางแจ้งที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ออกทางโทรทัศน์และเดินทางไปต่างประเทศ เครื่องมือในการเรียนการสอน เช่น ดาบ หอก ดาบสั้น ดาบยาว โล่ และกลอง

 

ดาบพุทไธศวรรย์ วัดพุทไธศวรรย์ สถานที่ฝึกดาบและอาคมสมัยอยุธยา

พาไปทำความรู้จักกับวัดพุทไธศวรรย์ วัดโบราณอันสำคัญยิ่งในสมัยอยุธยา วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ใดในปัจจุบัน มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ไปเที่ยวชมได้วันไหนบ้าง เราค้นหาคำตอบมาไว้ให้แล้ว

ว่ากันว่า “วัดพุทไธศวรรย์” เป็นวัดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในสมัยอยุธยา สร้างมายาวนานกว่า 600 ปี และปัจจุบันยังคงมีความสมบูรณ์สวยงามน่าไปเที่ยวชม ในเรื่องบุพเพสันนิวาสวัดนี้่ก็มีความสำคัญ ด้วยเป็นสถานที่ฝึกดาบฝึกอาคมของลูกศิษย์อาจารย์ชีปะขาว มีการพูดถึงในหลาย ๆ ตอนของละครเรื่องนี้ วันนี้เราจึงจะพาไปทำความรู้จักกับวัดแห่งนี้ให้มากขึ้นค่ะ 🙂

1. ที่ตั้งวัดพุทไธศวรรย์

วัดพุทไธศวรรย์ ปัจจุบันตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านทิศตะวันตก ที่ตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พิกัด : 14.339782, 100.557519 ทิศเหนือ ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ทิศใต้ ติดกับที่ของวัดตำหนัก (ร้าง) ทิศตะวันออก ติดกับโรงเรียนพุทไธศวรรย์ และทิศตะวันตก ติดกับบ้านเรือนราษฎร

2. พระราชอนุสรณ์แห่งการสถาปนากรุงศรีอยุธยา

ตามประวัติศาสตร์กล่าวกันว่าวัดพุทไธศวรรย์เป็นวัดที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในบริเวณที่เคยเป็นสถานที่ตั้งพลับพลาที่ประทับเมื่อครั้งที่ทรงอพยพมาอยู่กรุงศรีอยุธยาในช่วงก่อนที่จะมีการสถาปนา พอหลังจากที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ 3 ปี แล้ว ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 1896 ก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดนี้เพื่อเป็นพระราชอนุสรณ์ รวมอายุแล้วจนถึงปัจจุบัน (ปี พ.ศ. 2561) ก็ 665 ปี

3. วัดสำคัญยิ่งตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยาและรัตนโกสินทร์

มีบันทึกเกี่ยวกับวัดพุทไธศวรรย์ในหลายช่วงตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้บอกเล่าว่าที่แห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ หรือแม้แต่เป็นสถานที่ตั้งค่าย อย่างในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ วัดพุทไธศวรรย์ ได้ถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งทัพของพม่าในคราวที่ยกทัพมาล้อมกรุง เพื่อทำการรบกับกรุงศรีอยุธยา ส่วนในสมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 ราว พ.ศ. 2243 สมเด็จกรมหลวงโยธาเทพ และสมเด็จกรมหลวงโยธาทิพ สมเด็จพระอัครมเหสีฝ่ายซ้าย และฝ่ายขวาของพระองค์ ได้ทูลลาสมเด็จพระเจ้าเสือออกจากพระราชวัง พร้อมด้วยเจ้าตรัสน้อยราชบุตร ไปตั้งนิวาสสถานอยู่ใกล้วัดพุทไธศวรรย์

ในช่วงตอนปลายสมัยอยุธยา วัดพุทไธศวรรย์ก็ยังได้เป็นสถานที่ประกอบการเมรุสำคัญถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ปี พ.ศ. 2258 กรมหลวงโยธาทิพทิวงคต ณ ตำหนักริม วัดพุทไธศวรรย์ ก็ได้มีการสร้างพระเมรุทองขึ้นตามราชประเพณีที่วัดแห่งนี้ ครั้งที่ 2 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมเด็จกรมหลวงโยธาเทพทิวงคต ณ ตำหนักริม วัดพุทไธศวรรย์ เช่นกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศโปรดให้สร้างพระเมรุมาศขึ้นที่วัดแห่งนี้ตามโบราณราชพิธี

ส่วนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีการบันทึกอ้างถึงวัดพุทไธศวรรย์หลายครั้ง โดยในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ก็ได้สถาปนาให้วัดนี้เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ

4. พระมหาธาตุและสถานที่สำคัญภายในวัด

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดภายในวัดพุทไธศวรรย์ก็คือ “พระมหาธาตุ” หรือปรางค์ประธานสีขาวสะอาดตา มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบปราสาทขอม หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตั้งอยู่บนฐานไพทีที่รองรับไปถึงมณฑปที่อยู่ทางด้านทิศเหนือและทิศใต้อีก 2 หลัง มีบันไดขึ้น 2 ทาง คือทางทิศตะวันออกและทางทิศตะวันตก

บริเวณรอบพระปรางค์จะมีพระระเบียง ด้านนอกทึบ ด้านในมีเสารับเครื่องบนหลังคาและชายคาเป็นระยะ ๆ มีพระพุทธรูปสีทองอร่ามศิลปะแบบสุโขทัยเรียงรายอยู่อย่างสวยงาม

วิหารพระพุทไธศวรรย์ (วิหารพระนอน) ก็เป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรพลาดของวัดพุทไธศวรรย์ ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ในเขตพุทธาวาส ตัวอาคารนั้นปัจจุบันเหลือแต่เพียงกำแพง และองค์พระพุทธไสยาสน์ นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอื่น ๆ อาทิ พระอุโบสถ, ตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์, พระอนุสาวรีย์กษัตริย์ 3 พระองค์, จิตรกรรมฝาผนัง เป็นต้น

5. ตำนานเหล็กไหล จตุคามรามเทพ และสำนักดาบวัดพุทไธศวรรย์

นอกจากจะเป็นวัดที่มีชื่อเสียงด้านประวัติศาสตร์อันยาวนานและสำคัญแล้ว วัดพุทไธศวรรย์ยังถูกพูดถึงในแง่ที่ว่าเป็นวัดที่มีพระพุทธรูปและเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ ด้านในอุโบสถเป็นสถานที่ประดิษฐานของ “หลวงพ่อดำ” พระพุทธรูปปูนปั้นสีดำปางมารวิชัย ลักษณะศิลปะแบบอยุธยาตอนต้น สมัยก่อนใครเจ็บป่วยก็มาขอหลวงพ่อดำให้หายเจ็บป่วย ขอบุตรก็จะได้บุตร และยังมีการเล่าขานกันว่าอดีตวัดแห่งนี้เป็นสถานที่ฝึกอาวุธยุทโธปกรณ์ของทหารก่อนที่จะออกศึกสงคราม จึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ด้านอยู่ยงคงกระพัน

โดยเฉพาะในช่วงสมัยที่พระพุทไธศวรรย์วรคุณ หรือหลวงพ่อหวล ภูริภัทโท เป็นเจ้าอาวาส ก็ได้ทำพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลเหล็กไหล ใครรับไปบูชาก็รอดพ้นจากอันตราย ไม่มีใครทำร้ายได้

ส่วนองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพที่ประดิษฐานอยู่ภายในวัดนั้น มีลักษณะเป็นรูปหล่อขนาดหน้าตัก 29 นิ้ว ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวนิยมมากราบไหว้ขอพรกันในช่วงวันหยุด

6. การเข้าเที่ยวชมวัดพุทไธศวรรย์

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าเที่ยวชมวัดพุทไธศวรรย์ สามารถเข้าเที่ยวชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

7. เส้นทางการไปวัดพุทไธศวรรย์

จากกรุงเทพฯ ขึ้นทางด่วนปากเกร็ด-บางปะอิน ไปลงที่เชียงรากน้อยบรรจบกับถนนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 หรือถนนกาญจนาภิเษก ขับตรงไปอีกนิดเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 347 ตรงไปจนถึงสี่แยกวรเชษฐ์ เลี้ยวขวามาทางอยุธยาพาวิเลียน ตรงไปจนเจอไฟแดงแรก เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3469 ตรงไปอย่างเดียวจะมีป้ายบอกตลลอดทาง

ส่วนใครไม่มีรถยนต์ส่วนตัว สามารถนั่งรถตู้โดยสารประจำทางไปลงได้ที่ตัวเมืองอยุธยา แล้วเช่าเหมารถตุ๊กตุ๊ก หรือสองแถวไปยังวัดพุทไธศวรรย์ หรือถ้าขี่รถมอเตอร์ไซค์ได้ ก็เช่ารถมอเตอร์ไซค์ขี่เที่ยวรอบ ๆ กรุงเก่าอยุธยาก็ได้

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,