February 8th, 2019 by sbobetapac

การต่อสู้แบบตำรวจ อดีตนายตำรวจอังกฤษ ถ่ายทอดทักษะการต่อสู้ยกระดับ รปภ

การต่อสู้แบบตำรวจ

การต่อสู้แบบตำรวจ Aaron Le Boutillier อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านยุทธวิธีการป้องกันตัวและทักษะด้านการสื่อสารทางยุทธวิธี โดยมีประสบการณ์กว่า 20 ปี และถ่ายทอดความรู้แก่เจ้าหน้าที่แล้วมากกว่า 3 หมื่นคน เจ้าของบริษัท LBG Security and Investigations ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการการฝึกอบรมและให้คำปรึกษาด้านการรักษาความปลอดภัยและสืบสวนชั้นนำระดับโลก เปิดสาขาในประเทศไทย สิงคโปร์ และอังกฤษ พร้อมด้วย Rodney King โค้ชศิลปะการต่อสู้ และ Adam Shahir Kayoom นักกีฬาศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน ผู้ชนะเลิศการแข่งขันศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน หรือ Mixed Martial Arts (MMA) หลายรายการการแข่งขันระดับโลก เดินทางเยือนมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเป็นวิทยากรการฝึกอบรมการต่อสู้ป้องกันตัวทางยุทธวิธีมาตรฐานสากล (Defensive Tactics) และการเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉินภายใต้หลักสูตร C.I.O. (Combat Intelligent Office Program) แก่ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ ทีมราชพิทักษ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่สนใจ เพื่อให้ความรู้และฝึกยุทธวิธีการต่อสู้ป้องกันตัวที่เป็นมาตรฐานสากล เพื่อเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน และเตรียมความพร้อมแก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน ณ อาคารพลศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Aaron Le Boutillier กล่าวถึงหลักสูตร C.I.O หรือ Combat Intelligent Office Program ว่า “หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับทุกคนซึ่งมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของอาชญากร เพื่อเสริมทักษะในการต่อสู้ป้องกันตัวเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์วิกฤต โดยฝึกทักษะพื้นฐานที่จำเป็น อาทิ การควบคุมตัวโดยวิธีการล็อคแขนแบบ Escort Position Goose Neck Thumb Lock Folding Arm Arm Bar Escort Position และ Goose Neck การควบคุมตัวคนร้ายกรณีคนร้ายแทงด้วยมีดที่ลำตัว หรือชกต่อยที่ใบหน้า โดยการแย่งอาวุธจากคนร้าย ในกรณีถูกจี้ด้วยอาวุธปืนหรือมีดทางด้านหน้า การใส่กุญแจมือสำหรับเจ้าหน้าที่ เทคนิคการเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน การควบคุมอารมณ์ในสถานการณ์กดดัน การต่อสู้จากภาคพื้น และทักษะการต่อสู้ต่างๆ”

นายบดินทร์ธร กุตัน เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป หัวหน้าทีมอารักขาบุคคลสำคัญ ประธานโครงการ กล่าวถึงความเป็นมาและความสำคัญว่า “ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันพบว่าปัญหาอาชญากรรมของกลุ่มคนร้ายมีแนวโน้มมากขึ้น คนร้ายอาจใช้อาวุธร้ายแรงหรือใช้กำลังในการข่มขู่บังคับผู้เสียหายเพื่อประสงค์ต่อทรัพย์ และการเข้าระงับเหตุของเจ้าหน้าที่บางครั้งเป็นการระงับเหตุในระยะประชิดตัว จึงจำเป็นที่จะต้องใช้การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหรือแม้แต่กระทั่งการต่อสู้ป้องกันตัวทางยุทธวิธีในการจับกุมหรือควบคุมตัวคนร้ายด้วยมือเปล่า สำนักงานรักษาความปลอดภัยและการจราจร เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบงานด้านอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมถึงบุคคลสำคัญทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติที่เข้ามาภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เจ้าหน้าที่สำนักงานรักษาความปลอดภัยและการจราจร จึงต้องมีการฝึกอบรมการต่อสู้ป้องกันตัวทางยุทธวิธีขั้นสูงมาตรฐานสากล (Defensive Tactics) เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญในการใช้ยุทธวิธีการต่อสู้ป้องกันตัว เพื่อให้มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ และการทำงานที่ถูกต้องเป็นรูปแบบตามหลักยุทธวิธีสากล เพื่อสามารถป้องกันหรือรักษาชีวิตของเจ้าหน้าที่ตลอดจนผู้บริสุทธิ์ มิให้เกิดความสูญเสีย โดยหลักสูตรการอบรมนี้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นพื้นที่ที่ไม่เน้นการต่อสู้หรือการควบคุมตัวผู้ก่อการร้ายโดยการใช้อาวุธ แต่เน้นการต่อสู้ป้องกันตัวหรือการควบคุมคนร้ายด้วยมือเปล่าและการใส่กุญแจมือเท่านั้น อีกทั้งผู้เข้าอบรมยังสามารถประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันต่างๆ อาทิ การถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนหรือมีดจี้เป็นตัวประกัน การเอาตัวรอดเมื่อคนร้ายจะลงมือข่มขืน”

นางสาว พนมพร เกตนันท์ ผู้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมกล่าวว่า “การเรียนรู้ทักษะการป้องกันตัวมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้หญิงที่มักตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม การได้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ทำให้ได้รับความรู้ด้านการป้องกันตัวเองมากยิ่งขึ้น แม้ว่าการนำไปใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์จริงจะต้องฝึกฝนจนชำนาญ แต่อย่างน้อยการอบรมก็ทำให้ตนรู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากสถานการณ์จำลอง จึงไม่ตื่นตระหนกหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง ทำให้มีโอกาสหาทางเอาตัวรอดมากขึ้น และแม้จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัย แต่การมีทักษะการเอาตัวรอดติดตัวไว้ก็ทำให้ตนอุ่นใจมากขึ้น และพร้อมหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด”

การต่อสู้แบบตำรวจ ตำรวจญี่ปุ่นเปิดสอนศิลปะการต่อสู้ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ

หนังสือพิมพ์ไมนิจิ ของญี่ปุ่นรายงานว่า ตำรวจในเมืองมัตสึเอะ จังหวัดชิมาเนะ จะเปิดสอนศิลปะการต่อสู้ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเสริมสร้างความไว้วางใจกับประชาชน และเพิ่มทักษะภาษาอังกฤษของเจ้าหน้าที่

หนังสือพิมพ์ไมนิจิ ระบุว่า ในเบื้องต้นตำรวจจะทดลองสอนศิลปะการต่อสู้ให้แก่นักเรียนนักศึกษาต่างชาติในญี่ปุ่น จากนั้นจะเริ่มเปิดสอนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือน มี.ค.นี้ ซึ่งหลักสูตรที่เปิดสอนได้แก่ ความรู้พื้นฐานการต่อสู้ ยูโด และเคนโด้ โดยครูจะเป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีความเชี่ยวชาญในระดับสายดำ
เว็บไซต์ของตำรวจจังหวัดชิมาเนะ ระบุด้วยว่า ตำรวจหวังว่านักท่องเที่ยวจะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้ตำรวจได้ฝึกฝนภาษาต่างประเทศไปในตัว อย่างไรก็ตาม ตำรวจหวังด้วยว่า โครงการนี้จะช่วยให้นักท่องเที่ยวมีความรู้สึกว่าชาวเมืองมัตสึเอะเป็นมิตร และรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น

ตำรวจแนะนำว่านักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมโครงการ จะต้องมีประกันอุบัติเหตุ ส่วนอุปกรณ์ เช่นดาบไม้ไผ่ สามารถหยิบยืมจากตำรวจได้

ครูฝึกตำรวจชิคาโกเชื้อสายไทยเปิดหลักสูตรติวเข้ม’ยุทธวิธีตำรวจ’ มุ่งยกระดับตำรวจไทยสู่สากล

‘ตระกูลรักษ์ ศิลปะดุริยางค์’ครูฝึกตำรวจชิคาโกเชื้อสายไทยประสานความร่วมมือกับสตช.เปิดหลักสูตรถ่ายทอดยุทธวิธีให้ตำรวจไทยเพื่อยกระดับการฝึกและปราบปรามอาชญากรรมให้เป็นสากลมากขึ้น

ครูฝึก ‘Trak’หรือ ‘ตระกูลรักษ์ ศิลปะดุริยางค์’ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษและอาจารย์โรงเรียนฝึกตำรวจชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ หรือ Chicago PD นอกจากจะทำหน้าที่ฝึกสอนยุทธวิธีและทักษะการต่อสู้ให้ตำรวจชิคาโกแล้ว ยังได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย เดินทางมาถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนความรู้ผ่านหลักการจัดสูตรยุทธวิธีตำรวจของตำรวจชิคาโก ที่เมืองไทยเป็นประจำทุกปี หลังมีโอกาสกลับไปเยี่ยมเมืองไทยเขามองเห็นโอกาสบางอย่างที่จะได้ใช้ความรู้ความสามารถที่มี ตอบแทนให้กับประเทศบ้านเกิดที่เมืองไทยเมื่อหลายปีก่อน

“ประเทศไทยก็คือเมืองเกิดของผม ผมไม่ได้เกิดที่นี่(ที่อเมริกา) ผมมาอเมริกาตั้งแต่อายุ 12 ขวบ ยังไงผมก็เป็นคนไทยครับ คุณพ่อ คุณแม่ หรือภรรยาก็เป็นคนไทยหมด ยังไงเมืองไทยก็เป็นบ้านเกิดเมืองนอน บ้านพ่อแม่ของผม ผมพยายามไปเมืองไทยทุกปีไปเยี่ยมญาติพี่น้อง..

“ตอนนั้นประมาณปี ค.ศ.2010 (พ.ศ.2553) ผมไปเมืองไทย ลาพักร้อนกลับเมืองไทย ซึ่งตอนนั้นเป็นอาจารย์ที่ศูนย์ฝึกแล้ว และได้ดูทีวี เห็นข่าวตำรวจไทยโดนยิงที่นนทบุรี ตำรวจตาย 2 คนและมีคนบาดเจ็บ ระหว่างล่อซื้อยา ซึ่งเป็นคดีใหญ่ในช่วงนั้น มีการจับตัวประกัน ซึ่งรู้สึกว่าตัวประกันจะถูกยิงด้วย.. ผมก็คิดว่าเรามีความรู้ทางด้านการฝึกแบบนี้นะ ผมอยากจะมาช่วยตำรวจไทยด้านการฝึก ถ้าเราฝึกมากขึ้นเรื่องสูญเสียแบบนี้ก็อาจจะน้อยลง ผมกลับมาชิคาโก ก็เลยติดต่อสถานทูตสหรัฐฯในประเทศไทย โดยหน่วยงาน International Narcotics and Law Enforcement ในสถานทูตสหรัฐฯเป็นผู้ช่วยประสานและสนับสนุน”

หลักสูตรตำรวจอเมริกัน สู่การฝึกวิชายุทธวิธีตำรวจไทย

จากจุดเริ่มต้นจากความบังเอิญ กลายเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ และเกิดโครงการที่ทำงานร่วมกัน ที่จะมีตัวแทนจากโรงเรียนฝึกตำรวจชิคาโก ซึ่งเป็นครูฝึกเชื้อสายไทย เดินทางมาเปิดหลักสูตรด้านยุทธวิธีให้กับตำรวจไทยโดยการประสานผ่าน กองบัญชาการศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ยังร่วมมือเขียนคู่มือการฝึกยุทธวิธีตำรวจประจำสถานีตำรวจเพื่อนำไปปรับใช้เหมือนกันทั่วประเทศ

“ผมได้ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผ่านทาง พล.ต.ท.พรหมธรภาคอัต ผู้ช่วย ผบ.ตร.และ และ พล.ต.ต.ศรกฤษณ์ แก้วผลึก รอง ผบช.ศ.) ที่นำอาจารย์จากทุกหน่วยจากทุกโรงเรียนมารวมกันให้ผมได้ถ่ายทอดความรู้ที่ผมมีให้ เพื่อที่จะปฏิบัติการได้ปลอดภัยขึ้น สิ่งอะไรที่เกินเหตุมันจะได้ไม่เกิดขึ้น”

“เราก็เริ่มในจุดนั้นมาก็คือเป็นวิชายุทธวิธี ตั้งแต่ ยุทธวิธีการเอาตัวรอด (Officer Survival and Tactics หรือ OST) และผมก็จะมีสอนเรื่องการหยุดรถ การตั้งด่าน (Vehicle stop and occupant control) หรือยุทธวิธีการบุกเข้าอาคาร (Building Entry) หลายๆอย่างซึ่งผมก็ไปมาทุกปีครบ และในที่สุดก็มีความคิดว่า เมืองไทยน่าจะมีการสอนในแบบเดียวกัน เพราะที่ผมไปเห็นมา ทุกโรงเรียนจะฝึกของตัวเอง สมมุติว่าถ้าเมืองไทยมี 10 โรงเรียนก็จะมียุทธวิธี 10 แบบที่แตกต่างกัน ก็เลยมีความคิดว่าทำไมไม่ทำให้ยุทธวิธีให้เหมือนกันทั้งหมด”

ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธวิธีตำรวจนั้น ครูฝึก “Trak” มองเห็นว่า หากเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการฝึกฝนอย่างถูกวิธี สม่ำเสมอ มีความมั่นใจในแนวทางปฏิบัติ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ และลดความผิดพลาดรวมทั้งการสูญเสียในระหว่างเผชิญเหตุมากขึ้น และน่าจะเป็นหนึ่งในแนวทางปฏิบัติที่ได้ผลที่สุดในโลกยุคสื่อสังคมออนไลน์

เชี่ยวชาญการฝึก แม่นความรู้-บังคับใช้กฎหมาย ไม่ต้องกลัวมนุษย์กล้อง!

“เราเป็นเจ้าหน้าทีตำรวจ เราต้องยอมรับในเรื่องสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่ทุกคนยอมรับว่ากระจายไปเร็วมาก ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติโดยไม่มีความมั่นใจในตัวเองก็จะทำอะไรผิดๆถูก จะเกินไปน้อยๆก็อาจจะเป็นได้ แต่ถ้าตำรวจฝึกมาดี ซึ่งมีสถิติจากการวิจัยออกมาแล้วว่าการฝึก และจำลองสถานการณ์ (Senario Base) การสร้างให้มองเห็นภาพ เป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับตำรวจ ก็เหมือนกับที่เรียกว่า ฝึกจนกล้ามเนื้อจำได้

ถ้าฝึกดีก็ปฏิบัติงานดี ถ้าเราปฏิบัติงานแล้วเรามีความรู้และสามารถบังคับใช้กฎหมาย (know the law to Enforce the law) ถ้าปฏิบัติงานถูกในขีดเส้นใต้ของกฎหมาย ไม่ว่าใครจะถ่ายวิดิโอเราหรือไม่ถ่ายวีดิโอ เรามีหลักฐานของเหตุการณ์ เราไม่จำเป็นต้องกลัว
ตระกูลรักษ์ ศิลปะดุริยางค์

การทำงานด้านการฝึกสอนและให้ความรู้มานานหลายปี ทำให้ ครูฝึก Trak แห่ง Chicago PD พบกับความท้าทายหลายด้านโดยเฉพาะการต้องเร่งปรับปรุงหลักสูตรยุทธวิธีของตำรวจให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ขณะเดียวกันยังพร้อมที่จะประสานและทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านการศึกษาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยต่อไป

ยกระดับคุณภาพตำรวจไทยสู่สากล

“เหมือนกับว่ายังไม่เสร็จสิ้นที่อคาเดมีในชิคาโก และผมก็อยากจะทำกิจกรรมกับตำรวจไทยต่อไป ผมคิดว่าเราเพิ่งเริ่มต้นเองครับกับตำรวจไทยและประชาชนไทย ผมอยากจะให้เน้นเรื่องการฝึกที่ประเทศไทยให้มาก ก็จะพยายามให้ถึงที่สุดเพราะผมคิดว่าถ้าตำรวจเรามีคุณภาพ มีการฝึกฝนดี ฝึกฝนให้มาก การออกไปปฏิบัติงานรับใช้ประชาชนไทยก็ปลอดภัยมากขึ้น ประชาชนจะได้มีความภูมิใจว่าตำรวจไทยเราก็เป็นมืออาชีพไม่แพ้กับตำรวจประเทศอื่น”

นั่นคือ เรื่องราวของ เจ้าหน้าที่ ‘ตระกูลรักษ์ ศิลปะดุริยางค์’ ครูฝึกและผู้เชี่ยวชาญพิเศษ จาก โรงเรียนฝึกตำรวจชิคาโก ที่แม้จะอาศัยในสหรัฐอเมริกาแต่ยังมองเห็นความสำคัญของการตอบแทนแผ่นดินเกิดด้วยความรู้ความสามารถอย่างเต็มความสามารถ

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 8th, 2019 by sbobetapac

การป้องกันตัวมีอะไร รู้จักศิลปะการต่อสู้ ในเอเชีย มีอะไรกันบ้าง

การป้องกันตัวมีอะไรการป้องกันตัวมีอะไร เดี๋ยวนี้เราได้ยินข่าวทำร้ายร่างกาย ปล้นชิงทรัพย์บ่อยมากเลย แถมเหยื่อก็มักเป็นสาวๆ ที่ชอบไปไหนมาไหนคนเดียวอีก สมัยนี้โจรไม่รอให้มืดก็ออกปล้นกันแล้วด้วย! ไม่ใช่แค่สาวๆ นะ หนุ่มๆ ก็อาจเป็นอันตรายได้เหมือนกัน วันนี้เราเลยนำศิลปะการต่อสู้มาแนะนำเพื่อนๆ จะได้เรียนไว้ใช้ป้องกันตัวเอง ว่าแต่ถ้าเรามีมวยไทย ประเทศอื่นในเอเชียเขามีอะไรกันบ้างนะ อยากรู้ตามไปดูกันเลย

  • เทควันโด (Taekwondo) จาก ประเทศเกาหลี

มีใครรู้จัก ลี แดฮุน นักกีฬาเทควันโดจากเกาหลีบ้างไหมเอ่ย ต้องไม่มีใครไม่รู้จักศิลปะการต่อสู้ชนิดนี้แน่ๆ เพราะเป็นกีฬาที่มีชื่อเสียงมากกก “เทควันโด” เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวโดยไม่ใช้อาวุธ คำว่า “แท” (태) แปลว่า เท้า การโจมตีด้วยเท้า “คว็อน” (권) แปลว่า มือ การโจมตีด้วยมือ ส่วน “โท” (도) แปลว่า วิถีทาง รวมกันแล้ว เทควันโด จึงหมายถึง “วิถีการต่อสู้ป้องกันตัวโดยการใช้มือและเท้า” จากประวัติศาสตร์พบว่าเทควันโดมีรากฐานมาจาก คาราเต้ และศิลปะการต่อสู้จากจีน ผสมเข้ากับศิลปะการต่อสู้ของเกาหลี สมาคมเทควันโดที่เก่าแก่ที่สุด คือ Korea Taekwondo Association (KTA) ก่อตั้งขึ้นในปี 1959 เพื่อเป็นตัวแทนการร่วมมือกันของสถาบันสอนศิลปะการต่อสู้ดั้งเดิมทั้ง 9 แห่งในเกาหลี

  • หวิงชุน (Wing Chun) จาก ประเทศจีน

เพื่อนๆ หลายคนแน่เลยที่ไม่เคยได้ยินชื่อศิลปะการต่อสู้ชนิดนี้ สารภาพเลยว่ามินิมอร์เองก็เช่นกัน แต่ “หวิงชุน” เป็นศิลปะป้องกันตัวจากจีนที่มีประวัติน่าสนใจมากๆ เพราะ หวิงชุนเป็นศิลปะป้องกันตัวชนิดแรกที่ผู้หญิงเป็นผู้คิดขึ้น! นอกจากนั้นยังเป็นวิชาที่ดาราผู้โด่งดังทั่วโลกอย่าง “บรูซ ลี” ร่ำเรียนอีกด้วย ประวัติของวิชานี้ถูกเล่ากันแบบปากต่อปาก ทำให้ไม่ค่อยมีความชัดเจนเท่าไหร่ว่าเกิดขึ้นอย่างไร จากตำนานเล่ากันว่า ผู้หญิงคนหนึ่งได้เห็นการต่อสู้ระหว่างงูและนกกระเรียน จึงนำลักษณะการต่อสู้นั้นมาพัฒนา และผสมเข้ากับกังฟูจากวัดเส้าหลิน จนเกิดเป็น “วิชาหวิงชุน” วิชานี้เริ่มเป็นที่รู้จักเนื่องจาก “ปรมาจารย์ยิปมัน” อาจารย์ผู้สอนมวยหวิงชุนให้บรูซ ลี และบรูซ ลี ดาราผู้โด่งดังที่ทำให้มวยหวิงชุนเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น

  • ฮับกีโด (Hapkido) จาก ประเทศเกาหลี

ศิลปะการต่อสู้อีกหนึ่งชนิดจากประเทศเกาหลีที่น่าสนใจมากๆ แอบกระซิบนิดนึงว่า ไอดอลอย่าง “แบคฮยอน วง EXO” และ “โชรง วง Apink” ก็เรียนวิชานี้นะจ๊ะ “ฮับกีโด” เป็นการต่อสู้แบบผสมผสาน ทั้งแบบมีอาวุธและมือเปล่า มีทั้งการล็อก การจับ การทุ่ม รวมทั้งเตะ ต่อยด้วย แถมใช้ได้ทั้งการต่อสู้ระยะไกล ระยะประชิด หรือบนพื้น วิชาฮับกีโด เป็นการดึงพลังจากข้างในมาใช้ และใช้การเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ให้เป็นประโยชน์ คำว่า “ฮับ” (합) แปลว่า การประสาน “คิ” (기) แปลว่า พลัง ความแข็งแรง จิตวิญญาณ “โท” (도) แปลว่า วิถีทาง ฮับกีโด จึงมีความหมายว่า “วิธีการต่อสู้และการเคลื่อนไหวที่สอดประสานกัน”

  • ยูโด (Judo) จาก ประเทศญี่ปุ่น

“ยูโด” มีความหมายว่า “วิถีที่นุ่มนวล” ผู้ฝึกฝนยูโดจะถูกเรียกว่า ยูโดกะ (Judoka) ยูโดสร้างขึ้นโดย “จิโกโร่ คาโนะ” ชาวญี่ปุ่น ใช้ฝึกสอนด้านร่างกาย จิตใจ และคุณธรรม ซึ่งเดิม ยูโด ก็คือ ยูยิสสูของญี่ปุ่นนั่นเอง แต่เพราะยูยิสสูมีความอันตรายมาก ทำให้ฝึกฝนได้ไม่เต็มที่ เพราะอาจทำให้คู่ซ้อมบาดเจ็บ ถึงแม้ไม่ได้หมายถึงชีวิต แต่ก็อาจทำให้พิการ หรือบาดเจ็บหนัก เมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนไป ยูยิสสูก็ถูกปรับให้เข้ากับสภาพสังคม ทำให้เป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีศีลธรรมมากขึ้น โดยการตัดทอนท่าที่อันตรายออก สอดแทรกสิ่งใหม่ และมีการสร้างมาตรฐานให้ยูยิสสู ก่อนจิโกโร่ คาโนะจะเปลี่ยนชื่อศิลปะการต่อสู้นี้เป็น “ยูโด” การปรับเปลี่ยนวิชาทำให้ผู้ฝึกซ้อมสามารถฝึกฝนต่อสู้กันได้อย่างเต็มที่ และได้ผลมากกว่าด้วย

  • มวยไทย (Muay Thai) จาก ประเทศไทย

ดูของประเทศอื่นกันไปแล้ว มาดูของบ้านเรากันบ้างดีกว่า เพราะ “มวยไทย” ก็มีชื่อเสียงไม่เบา ชาวต่างชาติมากมายอยากมาเรียนมวยไทยถึงถิ่นกำเนิด มวยไทยขึ้นชื่อเรื่อง “นวอาวุธ” คือ “ศาสตร์การโจมตีทั้งแปด” ได้แก่ สองมือ สองเท้า สองศอก และสองเข่า มวยไทย มีรากฐานมาจาก “มวยโบราณ” คำว่า “สำนักมวย” จะแตกต่างจาก ค่ายมวย ซึ่งเป็นสถานที่รวมผู้ที่ชื่นชอบการชกมวย เน้นการแลกเปลี่ยนเพื่อการประลองแข่งขัน สำนักมวยจะมีครูมวยที่มีชื่อเสียงและมีฝีมือโด่งดัง ครูมวยจะถ่ายทอดวิชามวยให้แก่ผู้ที่เหมาะสมเท่านั้น

มวยไทย เริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อ นายขนมต้ม ครูมวยอยุธยา ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยศึกที่พม่า และได้ประลองมวยกับชาวพม่าจนได้รับชัยชนะหลายครั้ง ทำให้ชาวพม่ารู้ว่ามวยไทยนั้นน่ากลัวไม่เบา จนสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มวยไทยอยู่ในยุคเฟื่องฟู แต่สมัยนั้นยังใช้เชือกพันมือชกอยู่ จนมีการประลองหนึ่งที่คู่ต่อสู้โดนนักมวยไทยชกจนเสียชีวิต ทำให้มีการเปลี่ยนมาใส่นวมชกแทน ปัจจุบัน มวยไทยกลายเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมและโด่งดังมาก แถมยังหาที่ฝึกฝนได้ง่ายด้วย นอกจากเป็นการออกกำลังกายที่ดีมากแล้ว มวยไทยก็เป็นอีกหนึ่งวิชาป้องกันตัวที่น่ากลัวไม่เบาเลยล่ะ

การป้องกันตัวมีอะไร 10 อันดับ ศิลปะการต่อสู้ที่ดีที่สุด

10. MMA (Mixed Martial Arts)

ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบผสม คือ การต่อสู้ที่รวมเอาศิลปะการต่อสู้หลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน อย่างเช่น มวยไทย มวยสากล ยูโด มวยปล้ำ คาราเต้ แชมโบ บราซิลเลี่ยน ยูยิสสู มีทั้งการเตะต่อย และการทำให้คู่ต่อสู้ยอมแพ้ โดยมี รายการ อัลติเมท ไฟต์ติง แชมเปียนชิพ (Ultimate Fighting Championship) หรือ UFC ที่ค่อนข้างเป็นที่นิยม

9. Judo

เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งที่ถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น โดยคะโน จิโงะโร ยูโดมีชื่อเต็มว่า โคโดกัง ยูโด เดิมเรียกว่า ยูยิสสู ซึ่งเป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่า

8. Wing Chun

เป็นศิลปะการต่อสู้จีนแขนงหนึ่งในแบบของกังฟู หวิงชุน แตกต่างจากกังฟูแบบอื่นอย่างชัดเจน เป็นมวยที่ไม่ต้องใช้พละศึกษาหรือสุขศึกษามากนัก เหมาะสมกับสรีระของผู้หญิง ที่แรงกายอ่อนกว่าผู้ชาย แต่เน้นในการป้องกันตัวและจู่โจมในระยะสั้นแบบเชื่องช้า

7. Taekwondo

เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวโดยไม่ใช้อาวุธของชาวเกาหลี คำว่า “แท” เท้าหรือการโจมตีด้วยเท้า; “คว็อน” มือหรือการโจมตีด้วยมือ; “โท”วิถีหรือสติปัญญา ดังนั้นเทควันโดโดยทั่วไป หมายถึง วิถีแห่งการใช้มือและเท้าในการต่อสู้และป้องกันตัว หรือการใช้มือและเท้าในการต่อสู้และป้องกันตัวอย่างมีสติ

6. Boxing

มวยสากลเป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีมาแต่โบราณ โดยเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่าของทหารในสนามรบ และกลายเป้นเกมกีฬาในการแข่งขันโอลิมปิคยุคโบราณ โดยที่นักมวยในยุคนั้นไม่มีการจำกัดน้ำหนัก ไม่สวมเครื่องป้องกันตัว และไม่จำกัดว่าต้องใช้ได้เพียงหมัด สามารถกัดหรือถองคู่ต่อสู้ได้ โดยไม่มีกติกามากนัก เพียงแต่นักมวยทั้งคู่ต้องถอดเสื้อผ้าให้หมดทั้งตัว เพื่อไม่ให้ซ่อนอาวุธเอาไว้

5. Kung Fu

เป็นศิลปะการต่อสู้ของจีน ในภาษาจีนกลางใช้คำว่า “วูซู” และเมื่อมีการแพร่ขยายออกไปกลายเป็น “กังฟู” ซึ่งเป็นตัวเลข การต่อสู้รูปแบบที่ได้มีการพัฒนากว่าหนึ่งศตวรรษในจีน

4. Karate

เป็นศิลปะการต่อสู้ถือกำเนิดที่โอะกินะวะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นการผสมผสานระหว่างการต่อสู้ของชาวโอะกินะวะและชาวจีน คาราเต้ได้เผยแพร่เข้าสู่ญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2464 (ค.ศ. 1921) เมื่อชาวโอะกินะวะอพยพเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น คาราเต้มักถูกเข้าใจผิดว่า เป็นการต่อสู้ด้วยการฟันอิฐ แต่ที่จริงแล้ว คือการต่อสู้ด้วยการใช้อวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น กำปั้น เท้า สันมือ นิ้ว ศอก เป็นต้น แต่เมื่อถูกดัดแปลงเป็นกีฬาแล้วเหลือเพียงมือและเท้า

3. Krav Maga

คราฟมาก้า เป็นระบบการป้องกันตัว ของอิสราเอล ที่ได้รับการพิสูจน์ว่าใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันและในสงคราม ใช้อบรมในหน่วยราชการตำรวจทหาร ทั้งอเมริกาและยุโรป ใช้ในหลักสูตรการต่อสู้มือเปล่าของทหารในกองทัพอิสราเอล และไม่ใช่ศิลปะการต่อสู้จึงไม่มีความสวยงาม เน้นการฝึกซ้ำในช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้เกิดการตอบรับอัตโนมัติของร่างกายต่อ สภาวะคับขันต่างๆ

2. Muay Thai

มวยไทย เป็น ศิลปะการต่อสู้จากประเทศไทย ที่ใช้หมัด ศอก แขนท่อนล่าง เท้า แข้ง เข่า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ศีรษะ และลำตัวในการต่อสู้ ศิลปะการต่อสู้ลักษณะนี้ สามารถพบเห็นได้หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกตัวอย่างเช่นประเทศกัมพูชาเรียกว่า ประดั่ญเซเรีย (Pradal Serey) หรือขอมมวย ส่วนประเทศลาวเรียก มวยลายลาว (มวยเสือลากหาง)

1. Brazilian Jiu-Jitsu

วิชาบราซิลเลี่ยน ยูยิสสูถูกพัฒนาต่อกันมาโดยบ่อยครั้งที่ถูกนำไปใช้ในการแข่งขัน Valetudo และในภายหลังได้ถูกนำมาสอนในต่างประเทศ และมีชื่อเสียงอย่างมากจากการแข่งขัน Ultimate Fighting Championship ในครั้งที่หนึ่ง ปัจจุบันวิชา บราซิลเลี่ยน ยูยิสสู ถูกแบ่งได้เป็นสองรูปแบบ คือ แบบต้นตำรับของตระกูลเกรซี่ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันตัว และ ในแบบบราซิลเลี่ยน ยูยิสสู สมัยใหม่เพื่อการแข่งขัน

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , , ,

February 8th, 2019 by sbobetapac

การป้องกันตัวมวยไทย ศิลปะการต่อสู้ของคนไทย เตรียมตัวพื้นฐานการฝึก

การป้องกันตัวมวยไทย

การป้องกันตัวมวยไทย มวยไทย คือศิลปะการต่อสู้ของคนไทย ที่ใช้หมัด ศอก แขนท่อนล่าง เท้า แข้ง เข่า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ศีรษะ และลำตัวในการต่อสู้ ศิลปะการต่อสู้ลักษณะนี้ สามารพบเห็นได้หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกตัวอย่างเช่นประเทศกัมพูชาเรียกว่า ประดั่ญเซเรีย หรือขอมมวย (Pradal Serey) ส่วนประเทศลาวเรียก มวยลายลาว (มวยเสือลากหาง)

ความหมายของคำว่า”มวย”

อาจมีที่มาจากลักษณะการ ม้วนเชือกหรือผ้า เพื่อใช้หุ้มฝ่ามือและท่อนแขน เพื่อใช้ป้องกันอันตรายขณะต่อสู้ หรืออาจเพิ่มอันตรายในการ ชก กระแทกฟาดโดยการผสม กับ กาวแป้ง และ ผงทราย คล้ายลักษณะของ มวยผม ของ ผู้หญิงที่นิยมไว้ผมยาว (เกล้ามวย) ได้แก่ หญิงไทย/ลาวโซ่ง/หญิงล้านนาในสมัยโบราณ หรือนักมวยจีน (มุ่นผม) ซึ่งนิยมถักเป็นเปีย แล้วม้วนพันรอบคอของตนซึ่งสามารถใช้ในการต่อสู้ในบางครั้ง
หรือ มาจากคำภาษาบาลี ว่า “มัลละ” หมายถึง การปล้ำรัด มวยปล้ำของชาวอินเดีย

มีการต่อสู้ในลักษณะเดียวกับ มวย ของ ชาวไทย มุสลิมในท้องถิ่นทาง ภาคใต้ ตลอดจนแหลม มลายู เรียกว่า ซีละ หรือ ปัญจสีลัต มีผู้บัญญัติศัพท์ว่า “มวยไทยพาหุยุทธ์” โดยเปรียบว่า เป็นการต่อสู้แบบรวมเอา ศิลปะการต่อสู้ (Martial Art) ทุกแขนง โดยใช้อวัยวะทุกส่วนร่วมด้วยได้แก่ การใช้ ศีรษะ คาง เพื่อชน กระแทก โขก ยี ใช้ท่อนแขน ฝ่ามือ และกำปั้น จับ ล็อก บล็อก บัง เหวี่ยง ฟัด ฟาด ปิด ปัด ป้อง ฟาด ผลัก ยัน ดัน ทุบ ชก ไล่แขน ศอก เฉือน ถอง กระทุ้ง พุ่ง เสย งัด ทั้งทำลายจังหวะเมื่อเสียเปรียบและหาโอกาศเข้ากระทำเมื่อได้เปรียบ

ส่วนขา แข้ง เข่า ฝ่าเท้า ส้นเท้า ปลายเท้า ใช้ในการบัง ถีบ เตะ แตะ เกี่ยว ตวัด ฉัด ช้อน ปัด กวาด ฟาด กระแทก ทำให้บอบช้ำและเสียหลักและใช้ลำตัวในการการทุ่มทับจับหัก (มีคณะนักมวยในอดีตคือ ค่าย ส.ยกฟัด ที่นิยมใช้กันมาก) การประกอบรวมแม่แบบชุดต่อสู้รวมเรียกว่า แม่ไม้ และลูกไม้ ตามเชิงมวย หรือกลมวย

 

การป้องกันตัวมวยไทย พื้นฐานในการฝึกมวยไทยเบื้องต้น

มวยไทยถือเป็นศิลปะการต่อสู้ของไทยซึ่งมีมาอย่างช้านาน นอกจากนี้ยังถือเป็นศิลปะการป้องกันตัวที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่ามีความอันตรายมากที่สุดติดอันดับต้นๆ อีกด้วย นั่นทำให้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยให้ความสนใจสำหรับต้องการฝึกพื้นฐานการเล่นมวยไทย ซึ่งต้องบอกก่อนเลยว่าแม้ดูภายนอกแล้วคล้ายกับการฝึกกีฬาอื่นทั่วไปแต่การฝึกพื้นฐานมวยไทยจะต้องมีอะไรที่โดดเด่นมากกว่านั้น ที่สำคัญความตั้งใจต้องมาเป็นอันดับแรกด้วย

ฝึกความแข็งแรง อดทน ว่องไวของร่างกาย

  • ทานอาหารซึ่งก่อให้เกิดความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย ละเว้นอาหารให้โทษทุกชนิดรวมถึงสุรา ยาเสพติด อบายมุขทั้งปวง
  • บริหารร่างกายพื้นฐานตามหลักสุขวิทยา เช่น การต่อยลูกบอล การต่อยลมด้วยดัมเบล การผลักกับชกถุงทราย รวมไปถึงพื้นฐานด้านการออกกำลังกายอื่นๆ เช่น กระโดดเชือก วิ่งระยะไกล ว่ายน้ำ เป็นต้น ซึ่งพื้นฐานดังกล่าวจะได้ข้อดีคือ
  • การต่อยลูกบอลหรือการผลักกับการชกถุงทราย จะช่วยให้หมัดพุ่งไปข้างหน้าได้อย่างถูกต้อง รวมเร็ว มีกำลัง
  • การต่อยลมด้วยดัมเบล ช่วยในเรื่องความรุนแรงของน้ำหนักหมัดโดยเฉพาะ คือยิ่งสามารถใช้ดัมเบลหนักเท่าไหร่น้ำหนักหมัดก็หนักมากขึ้น
  • การกระโดดเชือก การวิ่ง การว่ายน้ำ ช่วยในเรื่องความอดทน ความรวดเร็ว พร้อมเจอกับความเหน็ดเหนื่อยทุกรูปแบบ

นอกจากนี้การเพิ่มกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ให้ร่างกาย เช่น การเล่นบาร์ ยกเวท ฯลฯ จะช่วยเสริมเรื่องความแข็งแกร่งกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เน้นฝึกให้ได้กำลัง

ฝึกจิตใจให้อยู่ในจุดต้องบังคับ

พื้นฐานด้านจิตใจคือเรื่องสำคัญ คนเราจะเลือกตัดสินใจทำสิ่งใดก็ตามหากใจรักมันก็ทำออกมาได้ดี ดังนั้นการฝึกพื้นฐานของมวยไทยจิตใจคือสิ่งจำเป็น ต่อให้เจอความยากลำบากแค่ไหนห้ามท้อ คิดเอาไว้เสมอว่าไม่มีใครสามารถสำเร็จวิชาได้ด้วยเวลาเพียงน้อยนิด ต้องมุ่งมั่นในการเอาชนะคู่ต่อสู้ให้ได้แต่การฝึกมวยไทยไม่ใช่การฝึกเพื่อทำร้ายร่างกายคู่ต่อสู้ นี่คือเกมกีฬาที่เกมจบทุกอย่างก็จบ การฝึกจิตใจจะช่วยให้เรามีสมาธิยามต้องขึ้นเวทีจริงๆ จะไม่เกิดอาการรน ตื่นต้น ไม่กล้าออกหมัด หรือเกิดความเครียดขณะชก

ฝึกไหวพริบทางเชิงมวย

เมื่อร่างกายกับจิตใจสมบูรณ์แข็งแรงพร้อมท้าชนกับคู่ต่อสู้ทุกราย อีกส่วนหนึ่งที่ห้ามขาดเลยนั่นคือความว่องไวด้านการต่อสู้ เช่น การตั้งท่าก่อนออกชก วิธีการสืบเท้าเข้าหา การกำหมัด การกะระยะถอย วางระเบียบร่างกายให้ตนเอง ต้องรู้จุดแข็งจุดอ่อนสำคัญของร่างกายเพื่อหลบเลี่ยงพร้อมป้องกันให้ออกมาดีที่สุดด้วย รับรองว่าโอกาสก้าวไปข้างหน้าย่อมมีสูงกว่าเดิม

แม้ไม้มวยไทย

1.สลับฟันปลา

รับวงนอก

แม่ไม้นี้เป็นไม้หลักหรือไม้ครูเบื้องต้น ใช้รับและหลบหมัด ตรงของคู่ต่อสู้ที่ ชกนำ โดยหลบออกวงนอก นอกลำแขนของ คู่ต่อสู้ทำให้หมัดเลยหน้าไป
ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง ที่หมายใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้า ซ้ายสืบไปข้างหน้า
ฝ่ายรับ ก้าวเท้าขวาหลบไป ทางกึ่งขวา ๑ ก้าว พร้อมทั้งโน้มตัวเอนไป ทางขวาประมาณ ๖. องศา น้ำหนักตัวอยู่ บนเท้าขวา ขาขวางอเล็กน้อยศีรษะและตัว หลบออกวงนอกของหมัดฝ่ายรุก ใช้มือขวา จับคว่ำมือที่แขนท่อนบนของฝ่ายรุก มือซ้าย จับกำหงายที่ข้อมือของฝ่ายรุก (ท่าคล้ายจับ หักแขน)

2.ปักษาแหวกรัง

รับวงใน

แม่ไม้นี้เป็นไม้ครูของการเข้าสู่ วงในเพื่อใช้ลูกไม้ อื่นต่อไป
ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงที่ หน้าฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า
ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าสืบไป ข้างหน้าเฉียงไปทางกึ่งซ้ายเลกน้อยภายใน แขนซ้าย ของฝ่ายรุก ตัวเอนประมาณ ๖๐ องศา น้ำหนัก ตัวอยู่บนเท้าซ้ายพร้อมกับ งอแขนทั้ง ๒ ขึ้นปะทะแขนท่อนบนและ ท่อนล่างของฝ่ายรุกไว้โดยเร็ว. หมัดของ ฝ่ายรับทั้งคู่ชิดกัน(คล้ายท่าพนมมือ)ศอก กางประมาณ ๑ คืบ ศีรษะและใบหน้ากำบังอยู่ระหว่างแขนทั้งสอง ตาคอยชำเลืองดูหมัด ขวาของฝ่ายรุก

3.ชวาซัดหอก

ศอกวงนอก

แม่ไม้นี้ใช้เป็นหลัก สำหรับ หลบหมัดตรงออกทางวงนอก แล้วโต้ตอบ ด้วยศอก
ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง บริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้า ซ้าย สืบไปข้างหน้า
ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าเอนตัวไป ทางกึ่งขา ตัวเอน ประมาณ ๓. องศา น้ำหนัก ตัวอยู่บนเท้าขวา พร้อมงอแขน ซ้ายใช้ศอก กระแทกชายโครงใต้แขนของฝ่ายรุก

4.อิเหนาแทงกริช

ศอกวงใน

แม่ไม้นี้เป็นหลักในการรับหมัด และใช้ศอกเข้าคลุกวงใน
ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงบริเวณหน้า ฝ่ายรับ พร้อมกับสืบเท้าไปข้างหน้า
ฝ่ายรับ รีบก้าว เท้าซ้ายไปข้างหน้าตัวเอียงไปทางซ้ายเล็กน้อย ตัวเอน ประมาณ ๖๐ องศา น้ำหนัก ตัวอยู่บนเท้าซ้าย งอศอกขวาขนานกับพื้น ตีระดับชายโครงฝ่ายรุก

5.ยอเขาพระสุเมรุ

ชกคางหมัดต่ำก้มตัว ๔๕ องศา

แม่ไม้นี้ ใช้รับหมัดตรงในลักษณะก้มตัว เขาวงในให้หมัด ผ่านศรีษะไปแล้วชกเสยคาง
ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดชายตรง ที่หมายใบหน้าฝ่ายรับ พร้อมก้าวเท้าซ้ายไป ข้างหน้า
ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าขวาพร้อมกับย่อตัวต่ำ เข้าหาฝ่ายรุก งอเข่าขวาขาซ้าย ตึงย่อตัวต่ำเอน ไปข้างหน้าประมาณ ๔๕ องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าขวาแล้วให้ยืด เท้าขวายกตัวขึ้น พร้อมกับพุ่งชกหมัดขวา เสยใต้คางของฝ่ายรุก หน้าเงยดูคางของ ฝ่ายรุก แขนซ้ายกำบังอยู่ตรงหน้าเสมอคาง

6.ตาเถรค้ำฝัก

ชกคางหมัดสูงก้มตัว ๖๐ องศา

แม่ไม้นี้เป็นหลักเบื้อง ด้านใน การป้องกันหมัด โดยใช้แขนปัด หมัดที่ชกมาขึ้นข้างบน
ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง ที่บริเวณใบหน้าฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปขางหน้า
ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าซ้ายสืบไป ข้างหน้าทางกึงขวาเขาวงในของฝ่ายรุก แล้วใช้แขนขวาง ป้องกันหมัด ซ้ายที่ชกมาปัดขึ้นให้ พันตัว งอเข่าซ้ายเล็กน้อย ใช้หมัด ซ้ายชกใต้คางของฝ่ายรุก

7.มอญยันหลัก

รับหมัดด้วยถีบ

แม่ไม้นี้เป็นหลักสำคัญในการรับหมัด ด้วยการใช้เท้า ถีบยอดอก หรือท้อง
ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงพร้อมกับก้าวเท้าซ้าย ไปข้างหน้า
ฝ่ายรับ โยกตัวเอนไปทางขวาเอนตัวหนีฝ่ายรุก ประมาณ ๔๕ องศา ยืนบนเท้าขวาแขนทั้งสอง ยกงอป้องตรงหน้าพร้อมกับยกเท้าซ้ายถีบที่ ยอดอกหรือท้องของฝ่ายรุกให้กระเด็น ห่างออกไป

8.ปักลูกทอย

รับเตะด้วยศอก

แม่ไม้นี้ใช้เป็นหลักในการรับการเตะกราด โดยใช้ศอกกระแทกที่หน้าแข้ง
ฝ่ายรุก ยืนตรงหน้าพอได้ระยะเตะ ยกเท้าขวา เตะกราดไปยังบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ จากขวาไปทางซ้าย โน้มตัวเล็กน้อย งอแขน ทั้งสองป้องกันหน้า
ฝ่ายรับ รีบยกตัวไปทางซ้ายพร้อมกับก้าวเท้าซ้าย ฉากไปข้างหลังใช้แขนขวางอศอกขึ้น รับเท้าของฝ่ายรุกที่เตะมา แขนซ้ายงอป้องกัน อยู่ตรงหน้าสูงกว่าแขนขวาเพื่อป้องกัน พลาดถูกหน้า

 

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 8th, 2019 by sbobetapac

ป้องกันตัวผู้หญิง เทคนิคการป้องกันตัวที่ผู้หญิงทุกคนควรรู้

ป้องกันตัวผู้หญิง

ป้องกันตัวผู้หญิง ไม่มีใครเคยคิดว่าตัวเองจะตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมหรอกโดยเฉพาะอาชญากรรมที่รุนแรง แต่การเพิกเฉยหรือแสดงอาการหวาดระแวงต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้นก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา วิธีแก้ปัญหาคือการศึกษา การตระหนักรู้ และการป้องกัน แต่ประเด็นคือคุณไม่รู้หรอกว่าตัวเองจะกลายเป็นเหยื่ออาชญากรรมเมื่อไหร่ ดังนั้นควรเตรียมตัวให้พร้อมไว้ไม่ดีกว่าเหรอ? คุณไม่จำเป็นต้องฝึกจนถึงขั้นเป็นนักรบนินจาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านคาราเต้ แค่ฝึกท่าการป้องกันตัวง่ายๆเพียงไม่กี่ท่าก็สามารถสลัดหลุดจากคนร้ายและคุณก็จะมีโอกาสหนีและรักษาชีวิตของตัวเองไว้ได้ ท่ายืนเตรียมพร้อมจะทำให้พลังการโจมตีของคุณทรงอานุภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสมดุลและเป็นท่าที่ดีที่สุดในการวิ่งหนีไปเพื่อขอความช่วยเหลือทันทีที่โอกาสมาถึง

-ท่ายืนเตรียมพร้อม

ยืนแยกขาออกจากกันกว้างประมาณช่วงไหล่ ก้าวขาข้างที่ไม่ถนัดไปข้างหน้า (หากคุณถนัดมือขวาก็ให้ก้าวเท้าซ้ายออกไป) ให้นิ้วเท้าชี้ไปข้างหน้า กะระยะห่างระหว่างเท้าให้เท่ากันจากขวาไปซ้ายและจากหน้าไปหลัง งอเข่าและยกส้นเท้าขึ้นเล็กน้อย เก็บคาง ยกไหล่ขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับยกมือขึ้นไว้ตรงหน้าโดยหันฝ่ามือออกในท่า “หยุด”

-ท่าฝ่ามือพิฆาต

ท่าฝ่ามือพิฆาตเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการปล่อยหมัดออกไปแต่ก็ถือว่ายังมีประสิทธิภาพอยู่ ท่านี้จะเน้นการโจมตีที่จมูกหรือคอของคนร้ายเพื่อสร้างโอกาสในการหนี จากท่ายืนเตรียมพร้อมให้ดันฝ่ามือออกไปข้างหน้าตรงๆ บิดสะโพกและไหล่เพื่อเพิ่มพลังการโจมตี แอ่นนิ้วไปข้างหลังและเปิดฝ่ามือไว้เพื่อใช้ส้นมือในการกระแทก หลังจากกระแทกแล้วให้รีบดึงมือกลับมาทันที

– ท่าเข่าพิฆาต

ท่าป้องกันตัวสำหรับผู้หญิง

เมื่อคุณประชิดตัวกับคนร้าย การโจมตีด้วยเข่าคือทางเลือกที่ดีที่สุด ท่านี้จะเน้นการโจมตีบริเวณหน้าขาหรือแม้แต่ใบหน้าหากคนร้ายโน้มตัวลงมา จากท่าเตรียมพร้อมให้โจมตีด้วยท่าเข่าพิฆาตด้วยขาที่ก้าวไปข้างหลัง
พับขาให้ส้นเท้าอยู่ใกล้กับก้นของคุณ จากนั้นก็แทงเข่าขึ้นข้างบนตรงไปที่หน้าขาของคนร้าย ดันสะโพกทั้งสองข้างไปข้างหน้าเพื่อเพิ่มพลังการโจมตี

-ท่าศอกพิฆาต

ท่านี้เหมาะมากเมื่อคุณประชิดตัวกับคนร้ายโดยจะเน้นการโจมตีที่ใบหน้าหรือลำคอซึ่งสามารถทำได้ทุกทิศทางไม่ว่าจะเป็นข้างหน้า ข้างหลัง ด้านข้าง หรือผสมกัน พับแขนให้แน่นที่สุดเพื่อให้ข้อศอกของคุณเป็นมุมแหลม พยายามโจมตีโดยให้โดนบริเวณเหนือหรือใต้ข้อศอกประมาณ 1-2 นิ้ว (ขึ้นอยู่กับว่าคุณโจมตีในทิศทางไหน)บิดสะโพกและไหล่เพื่อเพิ่มพลังการโจมตี

-ท่าเตะหว่างขา

คุณอาจรู้สึกคุ้นเคยกับการเตะบริเวณหน้าขาเพื่อป้องกันตัวแล้ว นี่คือท่าที่เหมาะหากมีพื้นที่มากพอระหว่างตัวคุณกับคนร้าย เริ่มจากใช้กระดูกหน้าแข้งตั้งแต่หลังเท้า (บริเวณที่คุณผูกเชือกรองเท้า) ไปจนถึงหัวเข่า ให้เท้าของคุณอยู่ตรงกลางระหว่างขาของคนร้ายและดีดลูกเตะขึ้นไปโดยบริเวณหน้าแข้งของคุณจะกระแทกเข้ากับหว่างขาของอีกฝ่าย เตะโดยใช้ขาที่อยู่ข้างหลังพร้อมกับยกสะโพกขึ้นเพื่อเพิ่มแรงส่งมากขึ้นไปอีก ยกเข่าขึ้นจากนั้นก็ตวัดขาไปข้างหน้าเร็วๆ

-ท่าหมัดพิฆาต

ท่าหมัดพิฆาตเป็นอีกท่าที่ปลอดภัยกว่าการปล่อยหมัดออกไป คุณต้องกำหมัดและโจมตีบริเวณจมูก คาง โหนกแก้ม ไหปลาร้า หรือแม้แต่ลำคอ กำหมัดให้แน่น (โดยให้นิ้วหัวแม่มืออยู่ด้านนอก ไม่ใช่ผลุบเข้าไปในกำปั้น) ชูกำปั้นขึ้นและยกศอกขึ้นเล็กน้อย เหวี่ยงกำปั้นไปมาหน้าหลังโดยให้ศอกอยู่ข้างหลัง บิดสะโพกและไหล่เพื่อเพิ่มพลังการโจมตี การเคลื่อนไหวนี้จะคล้ายกับการโยนบอลหรือการตอกตะปู

 

ป้องกันตัวผู้หญิง 13 วิธี

อันตรายรอบตัวผู้หญิงมีมากมาย วันนี้เราขอนำเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการป้องกันตัวมาบอก…

1. เมื่อคนร้ายเข้าประชิดตัวเกิน 2 ก้าวให้ถีบเท้าซ้ายหรือขวาไปที่กระดูกขาท่อนบน หัวเข่าหรือหน้าแข้ง หากคนร้ายผลีผลามเข้าถึงตัว ใช้สันมือฟันไม่ยั้งไปที่ซอกคอหรือฟันไปที่ริมฝีปาก ดั้งจมูก คอ ไหปลาร้า กกหูหรือใช้สันมือกระแทกยันคางให้คนร้ายหงายหลัง

2. เมื่อคนร้ายจับมือไว้ข้างหนึ่งขณะนั่ง ยืนหรือเดิน ใช้มือที่เหลือจับนิ้วก้อยมือคนร้ายข้างที่จับเราอยู่กระชากหันกลับขึ้นอย่างเร็วและแรง

3. เมื่อคนร้ายจับมือทั้ง 2 ข้างทางด้านหน้า ให้ดึงมือกลับ โดยบิดข้อมือขึ้น ให้หันฝ่ามือเข้ากันแล้วดึงมือเข้าหาตัว จากนั้นตวัดมือข้างถนัดขึ้นสูง แล้วใช้สันมือฟาดลงบนดั้งจมูกคนร้ายอย่างแรง จากนั้นเตะที่หัวเข่าหรือหน้าแข้งคนร้ายอีกครั้ง

4. เมื่อคนร้ายจับมือทั้ง 2 ข้างไว้ด้านหลัง ให้เกร็งข้อมือไปด้านหน้า แล้วเหลียวดูเข่าคนร้ายเพื่อถีบไปที่หัวเข่าอย่างแรง

5. เมื่อคนร้ายเข้ามากอดด้านหน้า ให้สอดแขนข้างถนัดขึ้น แล้วใช้สันมือกระแทกใต้คางคนร้ายพร้อมใช้เข่ากระแทกท้องน้อย หรือเป้ากางเกงซ้ำ

6. เมื่อคนร้ายเข้ามากอดด้านหลัง ให้กระทุ้งศอกไปบริเวณลิ้นปี่หรือท้อง แล้วเบี่ยงตัวออกด้านข้างเล็กน้อย ยกศอกกระแทกไปที่คางหรือคอ ถ้าถูกกอดเหนือไหล่ ให้ใช้ศอกกระแทกที่ท้องแล้วกระทืบส้นเท้าไปมาบนหลังเท้าคนร้าย

7. เมื่อคนร้ายใช้ปืนหรือมีดจี้ทางด้านหลัง ให้หมุนตัวกลับเผชิญหน้ากับคนร้าย โดยเหวี่ยงเท้าขวาพร้อมใช้มือซ้ายปัดแขนคนร้ายออกด้านข้าง จากนั้นใช้สันมือขวาฟันไปที่ซอกคอคนร้าย อย่างแรง

8. เมื่อคนร้ายเข้ามาจะตบหน้า ให้ถอยหลังไป 1 ก้าว แล้วใช้เท้าอีกข้างถีบหน้าอก ท้องน้อยหรือเป้ากางเกงคนร้าย

9. เมื่อคนร้ายขึ้นนั่งคร่อมขณะนอนหงาย ให้ใช้สันมือยันคางและใช้อีกมือต่อยบริเวณลูกกระเดือก จิ้มลูกตาหรือทำร้ายจุดอ่อนอื่นบริเวณใบหน้า จากนั้นพลิกตัวหนี

10. เมื่อคนร้ายเข้ามาจับคอเสื้อหรืออกเสื้อ ให้ใช้มือขวาของเราจับหลังมือคนร้าย โดยให้นิ้วหัวแม่มืออยู่ระหว่างง่ามนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ของคนร้าย แล้วพลิกมือหงายออกพร้อมใช้มือดันศอกคนร้าย พลิกกลับขึ้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นดึงแขนคนร้ายเหวี่ยงไปทางขวาและกดลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว

11. เมื่อคนร้ายบีบคอด้านหน้า ให้เกร็งลำคอไว้แล้วประสานมือยกขึ้นกระแทกมือคนร้ายให้ออกจากกัน พร้อมกระแทกส้นเท้าที่หน้าแข้งคนร้ายอย่างแรง เมื่อคนร้ายปล่อยมือให้กระแทกส้นเท้าลงที่เข่าคนร้ายอีกครั้ง

12. เมื่อคนร้ายบีบคอด้านหลัง ให้ใช้มือทั้ง 2 ข้าง จับนิ้วมือคนร้ายแล้วดึงออก เบี่ยงลำตัวออกไปด้านข้าง พร้อมกับยกส้นเท้ากระแทกไปที่เข่าหรือหน้าแข้ง แล้วใช้กำปั้นทุบที่เป้ากางเกงคนร้าย

13. เมื่อคนร้ายจิกหรืกระชากผม ให้ประสานมือทั้งสองยกขึ้นวางทับมือคนร้ายที่จิกผม แล้วกดมือคนร้ายลงพร้อมหมุนตัวทางขวา เพื่อบิดข้อมือคนร้าย จากนั้นใช้เท้ากระแทกที่หน้าแข้งหรือหลังเท้าคนร้าย

อย่างไรก็ตาม การระมัดระวังตัว เป็นสิ่งแรกที่ควรจะทำ เพื่อความปลอดภัยของผู้หญิง

 

วิธีการป้องกันตัวหากคนร้ายเป็นผู้หญิง

ผู้หญิงน่ะมีจุดอ่อนเยอะกว่าผู้ชายถึง3เท่า แต่กระนั้นถ้าเป็นคนนร้าย เราต้องรู้จุดอ่อนคร่าวๆ เข้าใจง่าย แต่ใช้ได้ผลจริงๆ เรานำมาฝากกัน

1.ผม ผู้หญิงร้อยละ99%ผมจะยาว ให้ใช้วิธีการดึงกระัชาก จับหมุนเหวี่ยงสะบัดไปมาอย่างสุดแรงเกิดเอาให้ผมหลุดออกจากหัว

2.หน้า นี่ก็เป็นจุดที่สำคัญที่จุดนึง วิธีการง่ายๆคือการใช้มือตบ หรือต่อย แรงเยอะๆ ถ้าโดนเต็มๆอาจสลบถึงตายได้

3.เต้านม เป็น จุดอ่อนสำคัญมากๆ โจมตีด้วยหมัดตรง ตบ เตะ ขยี้ เอาให้เลือดและของเหลวข้างในเละ จากนั้นถ้ามีเวลาให้กระแทกเต้านมอย่างแรงสุด เพื่อให้ของเหลวที่เป็นเลือดหรือน้ำหนองย้อนเข้าไปในหัวใจ(เต้านมซ้าย) หรือ ปอด(เต้านมขวา) ได้ผลดีเยี่ยมทั้ง2ข้าง

4.แขน แขนของผู้หญิงไปได้ด้วจะ เล็กบอบบาง ใช้วิธีการจับบิด หรือหักได้ แม้ไม่ต้องไปเรียนหลักสูตรอะไรทั้งนั้น คุณก็หักหรือจับแขนมันดึงเข้าหาตัวพร้อมทั้งบีบคอหรือตบต่อยหน้า

5.ลิ้นปี่ จุดนี้สำคัญมาก ลิ้นปี่จะอยู่ระหว่างกึ่งกลางเต้านม วิธีการคือชกหรือทุบ ถ้าโดนอย่างจังก็จะเกิดอาการจุก หายในไม่ออก หรืออาจสลบไปเลย

6.ท้อง จุดนี้สำคัญที่สุดและเป็นที่นิยมมาก เพราะเป็นเป้าใหญ่และเป็นจุดอ่อนที่อันตรายที่ สุดของผู้หญิง เพราะเป็นตั้งของมดลูก ชกได้ง่าย และได้ผลทันที โดยถ้าถูกชกท้องหรือเตะแรงๆ ก็จะเกิดอาการจุก เจ็บ หมดแรง หายใจไม่ออก ตัวงอ อาจจะทรุดหรือสลบถ้าโดนหนักๆหรือหลายๆครั้ง ส่วนมากโดนแค่ทีเดียวก็เห็นผลแล้ว

7.ต้นขา จุด นี้บางคนอาจไม่รู้ แต่เป็นจุดสำคัญอีกจุดนึง เพราถ้าโดนทุบหรือเตะ ก็จะทำให้หมดแรงได้ เหมือนการเตะเจาะยางของนักมวย เพราะขาของผู้หญิงบอบเบากว่าขาของผู้ชายถึง10-20เท่า

7 จุดเจ็บ รู้ไว้ รอดตายสูง

ตั้งแต่ช่วงกลางปีเป็นต้นมาดูเหมือนว่าจะมีข่าวการล่วงละเมิดทางเพศผุดขึ้นมามากมายราวกับดอกเห็ด หลายคนที่อ่านข่าวอาจคิดว่าเหตุการณ์เหล่านี้ไม่มีวันเกิดขึ้นกับตน… แต่ใครจะรู้วันหนึ่งมันอาจเกิดขึ้นกับคุณหรือคนใกล้ตัวก็เป็นได้ ดังนั้นผู้หญิงทุกคน (และผู้ชายบางคน) จึงควรตระหนักและเรียนรู้วิธีป้องกันตัวเอง ให้ปลอดภัยจากสภาพการณ์เหล่านี้

แก๊งนรก

พล.ต.ต. ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้วร่วมกับตำรวจ สภ.คลองลึก สภ.อรัญประเทศ แถลงข่าวจับกุม 3 ผู้ต้องหาแก๊งค้าแรงงานเถื่อนก่อเหตุใช้อาวุธเป็นบุกแคมป์คนงานชาวเขมร บังคับ 6 แรงงานสาวออกไปข่มขืนและกักขัง

ข่มขืนยาย 70 อ้างหื่นชั่ววูบ

พนักงานเอกซเรย์ที่ข่มขืนคนไข้วัย 70 ปี ในโรงพยาบาลจนมุม อ้างเกิดอารมณ์ชั่ววูบ เผยรอเรียกบรรจุเป็นนายทหาร นครศรีธรรมราช

รวบ 3 เดนทรชน แก๊ง “ดูเร็กซ์” ตระเวนฉุดสาวหมายข่มขืน

เดนทรชนแก๊ง “ดูเร็กซ์” สัญลักษณ์รูปถุงยางอนามัยเหิมไม่เกรงกลัวกฎหมาย ซิ่งกระบะออกตระเวนยามราตรีในเมืองพิษณุโลก เห็นเด็กสาวหน้าตาดีนั่งซ้อนรถจักรยานยนต์แสดงสันดานดิบ ขับรถพุ่งชนจนเหยื่อล้มคว่ำ ก่อนฉุดขึ้นรถพาไปข่มขืน วันเดียวก่อเหตุ 3 รายซ้อน

วิธีป้องกันตัว

วันนี้เราจึงขอนำวิธีการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยการ “เจาะจุดอ่อน” บนร่างกายมาฝาก เผื่อว่าวันหนึ่งข้อมูลเหล่านี้ อาจจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านได้บ้าง

1. ดวงตา

ดวงตานับเป็นส่วนที่อ่อนไหวและบอบบางมากที่สุดในร่างกาย การทำให้คนร้ายบาดเจ็บที่ดวงตาจะทำให้คนร้ายสูญเสียการมองเห็นไปชั่วคราว และช่วงเวลาเล็กน้อยนี้จะช่วยให้เหยื่อสามารถหลบหนีไปจากสถานการณ์เสี่ยงได้ วิธีการคือ

• พยายามจับหน้าของคนร้ายไว้ ก่อนใช้นิ้วโป้งจิ้มเข้าไปในดวงตาให้แรงที่สุด

• งอแขน ทำมือคล้ายนางกวักหรือคล้ายงูเตรียมฉก ก่อนพุ่งนิ้วทึ่มเข้าไปในดวงตาของคนร้าย

2. จมูก

จมูกเป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากใบหน้าเหมือนกับหู ทำให้เป็นเป้าหมายของการกัด ตบ หรือกระแทกได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เมื่อใช้จุดนี้เป็นเป้าหมาย ควรทำให้แรงที่สุด พอที่คนร้ายจะเจ็บปวดจนเสียการควบคุมตัวเอง วิธีการคือ

• หากถูกจับจากข้างหลัง สามารถใช้ศอกพับขึ้นไป หรือก้มศีรษะลงก่อนยกศีรษะให้กระแทกจมูกคนร้ายอย่างแรง

• ตั้งมือขึ้นคล้ายปางห้ามญาติ ก่อนกระแทกสันมือเข้าไปที่จมูกคนร้ายอย่างแรง

3. ลูกอัณฑะ

จุดเปราะบางที่สุดของผู้ชายคือลูกอัณฑะ หากถูกกระแทกเข้าที่บริเวณนี้จะทำให้ผู้ชายเจ็บปวดมากเป็นพิเศษ ดังนั้นแม้ส่วนนี้จะไม่น่าจับเลยสักนิด แต่การบีบ บิด เตะ หรือชกไปที่ลูกอัณฑะของคนร้าย ก็จะช่วยให้คุณหนีรอดจากเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานได้

4. หู

หูเป็นอีกหนึ่งอวัยวะของร่างกายที่เหยื่อสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการหลบหนีได้ เพราะช่องหูของคนเรามีเส้นประสาทที่ส่งต่อไปยังสมองมากมาย วิธีการคือ

• ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างตบลงไปที่กกหูของคนร้ายอย่างแรง ซึ่งจะทำให้เกิดการอัดแรงดันอากาศเข้าไปภายในช่องหูอย่างรวดเร็วและรุนแรง สามารถทำให้แก้วหูของคนร้ายทะลุได้ทันที

• หากไว้เล็บยาว ให้พยายามใช้เล็บแหลม ๆ ทิ่มเข้าไปในรูหูของคนร้ายอย่างแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้

5. คอและคอหอย

คอและคอหอยเป็นจุดที่เปราะบางมาก เพราะเต็มไปด้วยท่อและหลอดต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะเส้นเลือดใหญ่ 2 เส้น ที่ส่งเลือดไปเลี้ยงสมองนั้น ถ้าเส้นเลือดเส้นใดเส้นหนึ่งถูกทำลายก็ถึงตายได้ ดังนั้นเพียงชกอย่างแรงครั้งเดียวที่ลำคอก็สามารถทำได้คนร้ายหมดสติได้ทันที

• งอแขนทำมือคล้ายนางกวัก หรือคล้ายงูเตรียมฉก ก่อนทิ่มเข้าไปที่คอหอยให้สุดแรง

6. นิ้วมือ

การสู้แรงผู้ชายอาจเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเรากำนิ้วคนร้ายได้ถนัด ๆ สักหนึ่งนิ้ว (ถ้าเป็นนิ้วก้อยจะดีมาก) แล้วหักหงายไปด้านหลังอย่างสุดแรง ก็สามารถทำให้กระดูกนิ้วของผู้ชายหักได้

7. เท้า

• ในกรณีที่คุณถูกรัดตัวจากทางด้านหลัง ให้กระทึบเท้าลงไปบนนิ้วเท้าของผู้ร้ายให้แรงที่สุด ก็จะช่วยให้หลุดจากการจู่โจมของคนร้ายได้

วิธีป้องกันตัวทั้งหมดที่กล่าวมานี้ยังสามารถพลิกแพลงมาใช้ด้วยกันได้ เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันตัวที่ดียิ่งขึ้น อาทิ

• ในเวลาจวนตัวให้ดึงหูของคนร้ายเข้ามาหาตัว ก่อนใช้เข่ากระแทกที่จุดยุทธศาสตร์

• หากคนร้ายโอบรัดตัวจากทางด้านหลัง ให้กางขาข้างใดข้างหนึ่งให้กว้างขึ้น ก้มตัวลงแล้วยกขาข้างหนึ่งของคนร้ายที่อยู่ทางด้านหลังขึ้นมาข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จะทำให้คนร้ายเสียการทรงตัว จากนั้นค่อยใช้เท้ากระทึบตรงจุดที่เปราะบางของคนร้าย

ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อความไม่ประมาท คุณควรเข้าอบรมและฝึกฝนวิธีป้องกันตัวกับผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด และทุกครั้งก่อนออกจากบ้านก็อย่าลืมพก “สติ” ติดตัวไว้เสมอ

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 8th, 2019 by sbobetapac

ป้องกันตัวระยะประชิด เมื่อโดนทำร้าย ป้องกันไม่ให้ถูกต่อย “ม้ามแตก”!!

ป้องกันตัวระยะประชิด

ป้องกันตัวระยะประชิด จากที่เราเคยได้ยินข่าวกันบ่อยครั้งเกี่ยวกับเรื่องของการล่วงละเมิดทางเพศหรือการทำร้ายผู้ที่อ่อนแอกว่า ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และปัญหาเหล่านี้ยังไม่มีทางแก้ ทำได้เพียงแค่หาวิธีป้องกันตัวเมื่ออันตรายมาถึง

สาวๆ ทั้งหลายก็คงจะรู้ดีกว่า ผู้หญิงมักจะตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิด ในวันนี้เราจึงมีวิธีการป้องกันตัวแบบง่ายๆ จาก Victor Lyalko ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้นำมาถ่ายทอดเป็นภาพแบบเข้าใจง่ายๆ

1. จำไว้ว่าจุดอ่อนอยู่ตรงไหน

จุดอ่อนบนร่างกายที่ง่ายต่อการโจมตีที่ถึงแม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็ต้องพ่ายแพ้กับจุดนี้นั่นก็คือ ดวงตา จมูก ลำคอ หน้าอก เข่า และหว่างขา

2. การจู่โจมที่ง่ายที่สุดคือการใช้มือ

จับนิ้วมือของฝ่ายตรงข้ามแยกออกจากกันให้แรงที่สุด วิธีนี้จะทำให้เขาร้องออกออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่ถ้าไม่สามารถจับมือได้ให้ใช้นิ้วหรือกำปั้นระแทกเข้าไปตรงกลางของกระดูกไหปลาร้าหรือลูกกระเดือกของอีกฝ่ายหรือถ้าอยากจู่โจมขั้นรุนแรงขึ้นให้จับบริเวณหว่างขาแล้วจับอย่างเต็มแรง

3. วิธีป้องกันตัวหากโดนจู่โจมจากด้านหน้า

ถ้าอีกฝ่ายเข้าประชิดตัวเกินไปจนคุณใช้มือโจมตีใบหน้าไม่ได้ ให้กำมือแล้วยื่นลงหน้าสะดือสร้างช่องว่างระหว่างคุณกับคนร้าย จากนั้นใช้หัวโขกเข้าที่จมูกของฝ่ายตรงข้าม จากนั้นก็ใช้เข่ากระแทกเข้าที่จุดยุทธศาสตร์

ถ้ามีช่องว่างระหว่างตัวคุณกับคนร้าย ลองใช้อีกวิธีหนึ่งคือเหยียดแขนซ้ายไปกันแขนของคนร้าย แล้วใช้ฝ่ามือขวากระแทกเข้าที่คางและจมูก สุดท้ายตีเข่าเข้าที่จุดยุทธศาสตร์เหมือนเดิม

4. วิธีปล่อยมือให้เป็นอิสระ

หากโดนจับที่ข้อมือให้จำไว้ว่าถ้าถูกจับมือข้างไหนให้หมุนมือไปทางด้านนิ้วหัวแม่มือของคนร้าย พอมือหมุนไปอยู่ข้างล่างของมืออีกฝ่ายก็ออกแรงดึงมือออกมา เท่านี้มือก็เป็นอิสระพร้อมที่จะป้องกันตัวขั้นต่อไป

5. วิธีป้องกันตัวหากโดนจู่โจมจากด้านหลัง

ยืดตัวเอาหัวกระแทกหน้า หรือก้มลงจับที่เข่าคนร้ายแล้วดึงมาข้างหน้าอย่างเต็มแรงเพื่อให้อีกฝ่ายล้มลง วิธีนี้จะทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถลุกขึ้นได้

6. วิธีป้องการตัวหากโดนจู่โจมจากด้านข้าง

ใช้ศอกตีเข้าที่หน้าท้องหรือใบหน้า ความแรงและความคมของศอกจะทำให้คุณสามารถป้องกันตัวได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง

7. วิธีป้องกันตัวหากโดนผลักเข้ากำแพง

หากว่าถูกจู่โจมด้วยวิธีนี้ ให้จำไว้ว่าจุดอ่อนคือตรงไหน จากนั้นก็เลือกโจมตีในจุดที่คุณคิดว่าสามารถทำได้ แต่สิ่งที่ง่ายและแรงที่สุดก็คือการใช้ศีรษะโขกเข้าที่ใบหน้า

นอกจากนี้ สาวๆ จงจำไว้ว่าหากรู้ว่าตัวเองอยู่ในจุดที่เป็นอันตรายให้พึงระวังไว้ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ การป้องกันตัวเป็นสิ่งสำคัญที่จะให้คุณรอดพ้นจากอันตรายเหล่านั้นได้ เพียงแค่จำทริคการป้องกันตัวเล็กๆ นี้ไว้เพื่อความปลอดภัย แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องใจเย็นและมีสติให้มากที่สุดนะ!!

 

ป้องกันตัวระยะประชิด ทำอย่างไร?

โดยส่วนตัวจะแนะนำให้ไม่ว่าเกิดเหตุการณ์ไม่ดี อันใดขึ้น วิธีป้องกันตัวที่ดีที่สุดคือ การหนี ออกจากสถานการณ์นั้น เพราะ เราไม่ควรจะสู้รบ ผู้ไม่ประสงค์ดีที่เตรียมการมาเป็นอย่างดี แต่หากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ การใช้ สเปรย์ป้องกันตัว และ การต่อสู้ด้วยวิธีต่างๆ ที่เราคงจะหาเรียนได้จากโรงเรียนสอนการป้องกันตัวทั่วไป ข้อมูลนี้ดัดแปลงมาจาก หนังสือ SAS Self-Defence หลบหลีก ตั้งรับ ต่อสู้ ป้องกันตัวเอง โดย Barry Davies

เมื่อมีคนเข้ามาจะทำร้ายคุณ ( ก่อนอื่นคุณต้องสติ อย่าตกใจเกินเหตุ )

ถ้าคนร้ายอยู่ในระยะไกลจากเราประมาณ 1-2 เมตร เราขอแนะนำให้คุณมีสติ แล้วเล็งสเปรย์พริกไทย ฉีดไปที่ใบหน้าของคนร้าย โดยเฉพาะตา แล้ววิ่งหนีและร้องเรียกให้คนช่วย แต่ถ้าคนร้ายอยู่ในระยะใกล้เราแบบเข้ามาประชิดตัว มันไม่มีทางเลือกที่เราต้องสู้เพื่อเป็นการป้องกันตัว พื้นฐานที่สำคัญที่สุด คือ เราควรจะรู้จุดเปราะบางของร่างกายซึ่งมีหลายจุดซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญในการป้องกันตัว แต่เราก็อย่าลืมป้องกันจุดที่เปราะบางที่สุดของเราเช่นกัน

1 ตา

การทำให้ตาของคนร้ายได้รับการบาดเจ็บ จะทำให้เขาเสียการมองเห็นไปชั่วคราวหรือถาวร ซึ่งจะทำให้คุณสามารถหลบหนีออกไปได้ ( แต่การที่จะทำให้ตาของคนร้ายถึงกับบอดควรจะเป็นสิ่งสุดท้าย เช่น เมื่อชีวิตคุณตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง หรือเพื่อป้องกันการถูกทำร้ายอย่างรุนแรง เช่น การข่มขืน

2 หู

หูเป็นเป้าหมายการจู่โจมที่สำคัญ เพราะคุณสามารถกัดได้ง่าย การใช้ฟันกัดลงไปบนติ่งหูของคนร้ายในขณะที่เขากำลังทำร้ายคุณอยู่ จะทำให้เขาเจ็บปวดมาก และอาจใช้เล็บที่ยาวและแหลมทิ่มเข้าไปในรูหูจะทำให้เขาเจ้บปวดมาก

การใช้ฝ่ามือตบเข้าไปตรงกกหูของคนร้ายพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง จะส่งกระแสความมึนงงเข้าไปในสมองของเขา และอาจทำให้สิ้นสติได้

3 จมูก

จมูกเป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากใบหน้าเหนือนกับหู ทำให้เป็นเป้าหมายของการกัด หรือ การตบด้วยหมัดได้อย่างดี คุณต้องกัดหรือชกเข้าไปให้แรงที่สุด พอที่จะทำให้เขาชะงักการทำร้ายคุณ หมัดเสยขึ้นข้างบนจะทำให้ศีรษะของคนร้ายเงยขึ้น เปิดโอกาสให้คุณเล่นงานคอหอยเขาได้

การใช้เล็บแหลมๆ ทิ่มเข้าไปในรูจมูก จะทำให้เขาเจ็บปวดมากพอๆกับการทิ่มเข้าไปในรูหู

4 คอและคอหอย

คอและคอหอยเป็นจุดที่เปราะบางมาก เพราะเป็นจุดที่เต็มไปด้วยท่อและหลอดต่างๆที่ช่วยให้เรามีชีวิตอยู่ได้ เส้นเลือดใหญ่สองเส้นที่ส่งเลือดไปเลี้ยงสมองตั้งอยู่ตื้นๆใต้ผิวหนังสองข้างของลำคอ ถ้าเส้นเลือดเส้นใดเส้นหนึ่งถูกทำลายสามารถทำให้ถึงตายได้ หลอดลมตรงลำคอก็เป็นจุดที่อันตราย เพียงชกเข้าแบบเบาๆที่ลำคอก็จะทำให้คนร้ายหมดสมรรถภาพที่จะมาทำร้าย และทำให้คุณมีเวลาที่จะหลบหนีออกไปได้ การชกอย่างแรงเพียงครั้งเดียวที่ลำคอสามารถทำให้คนร้ายหมดสติได้เหมือนกัน

5 ช่องท้องและลิ้นปี่

การชกที่หัวใจ โดยมุ่งเป้าหมายไปที่ทรวงอกตรงจุดที่กระดูกซี่โครงเริ่มแยกตัวออกเป็นซี่ๆ จะมีผลที่ร้ายแรงต่อคนร้าย การชกอย่างแรงเข้าไปที่ท้องจะทำให้คนร้ายหายใจไม่ออก

6 ลูกอัณฑะ

ถึงแม้การเตะหรือชกแรงๆเข้าไปที่บริเวรขาหนีบ จะทำให้ผู้หญิงเจ็บปวดมาก แต่การถูกเตะหรือชกที่บริเวณลูกอัณฑะจะทำให้ผู้ชายเจ็บปวดมากกว่าถึงสามเท่า และเป็นไปได้ที่จะบีบและบิดลูกอัณฑะของคนร้าย ถึงแม้ว่าขั้นตอนดังกล่าวจะดูน่าขยะแขยง แต่มันจะมีผลกระทบรุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อต่อคนร้าย

ทั้งนี้ต้องอย่าสับสน ระหว่างการ บีบลูกอัณฑะ กับ บีบองคชาติ การบีบหรือแตะลูกอันฑะ[ลูกมะกรูด] (Hi-Ligth สีแดง) ถึงใช้แรงไม่มาก ก็สามารถทำให้เกิดความเจ็บปวดได้มากมาย แต่เข้าใจผิด บีบองค์ชาติ [กล้วย] จะไม่ทำให้คนร้ายเจ็บปวดเลย

7 นิ้ว

ในการสู้แรงผู้ชายอาจจะยาก แต่ถ้าเรากำนิ้ว คนร้ายได้ถนัดๆ สักนิ้วหนึ่ง (ถ้าเป็นนิ้วก้อยจะดีมาก) แล้วหักสวนทางไปทางหลัง อย่างสุดแรง แรงข้อมือผู้หญิงตัวเล็กก็สามารถทำให้กระดูกนิ้วของผู้ขายได้

8 ขาด้านล่าง ( น่อง )

การชกหรือตีเข้าไปที่ข้อพับตรงหัวเข่า เป็นสิ่งที่รับประกันว่าสามารถจะหยุดยังคนร้ายที่ไล่ล่าคุณได้ สำหรับผู้หญิงที่ใส่ ส้นสูง การจับรองเท้าส้นสูงตี ที่หน้าแข้ง ก็เป็นอีกวิธีที่สามารถหยุดคน้รายได้ชั่วคราว

9 หลังเท้า

ในกรณีที่คุณถูกรัดตัวไว้ในท่าหมี < bear hug > หรือถูกตะปบจากทางด้านหลัง ขาของคนร้ายเป็นจุดที่คุณจะจัดการกับเขาได้เป็นอย่างดีเพื่อให้หลุดออกไปจากการจู่โจมของเขา การกระทืบลงไปบนนิ้วเท้าของเขาก็จะมีผลทำนองเดียวกัน

สุดท้ายนี้แนะนำกันอีกนิด อย่าสู้ถ้าไม่จำเป็น เพราะไม่มีผู้ร้ายคนใดที่จะไม่เตรียมอาวุธมา แต่ถ้าไม่มีทางเลือกทำตามข้อต่อไปนี้ คงจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

 

การใช้นิ้วในการต่อสู้ของคาราเต้ป้องกันตัวในระยะประชิด

การใช้เทคนิคนิ้วในการต่อสู้ของคาราเต้ มีมานานมาก มันถูกใช้ในการหลอกล่อศัตรู และโจมตีจุดสำคัญที่สุดในร่างกาย ก็คือ ดวงตาของเป้าหมาย โดยจะใช้ตั้งแต่ 2 นิ้ว 4 ถึง หรือ นิ้วเดียว ตามจังหวะและสถานการณ์ มันเป็นท่าที่ใช้ในการป้องกันตัวได้อย่างดี โดยเฉพาะผู้หญิงที่ใช้หลบหนีจากการโดนลวนลาม หรือ จากคนที่พยายามข่มขืน

ในร่างกายของมนุษย์ มีเส้นเลือดต่าง ๆ มากมายคอยหล่อเลี้ยงระบบต่าง ๆ ของร่างกาย และจุดต่าง ๆ พวกนี้หากโดนแรงกระแทกเข้าตรง ๆ อาจเกิดการช้ำ และทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติได้ อย่างการใช้ทักษะคาราเต้ กับการต่อยไปที่ขมับ อาจทำให้เกิดการสลบลงได้ และท่าที่รุนแรงอีกท่าหนึ่งคือการต่อยไปที่บริเวณตรงกลางของสันอก ซึ่งเป็นบริเวณที่ไร้การป้องกันของร่างกาย โดยหากต่อยไปตรง ๆ อาจทำให้กระดูกเจาะเข้าไปที่ปอดได้ง่าย ๆ โดยท่าหลัก ๆ ในการใช้นิ้วต่อสู้นั้น มีอยู่ด้วยกัน 5 ท่าหลัก ๆ ได้แก่

-Two Finer Poke

ท่านี้ เป็นท่าที่รู้จักกันทั่วไป เป็นการใช้สำหรับการป้องกันตัวในระยะประชิด โดยใช้สองนิ้วทิ่มไปที่ตาของศัตรู สมมุตว่าถูกคนตัวใหญ่กว่าจับเอาไว้ หรือ เรามีเล็บมือที่ยาว โดยเฉพาะผู้หญิง จะสามารถใช้ท่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในที่นี้ ยังมีท่าที่พัฒนาเพิ่มขึ้นมาจากนี้คือ Four Finger Poke

-Four Finger Poke

เป็นท่าที่เหมือนกับด้านบนทุกอย่าง เพียงแต่ใช้นิ้วมือทั้งหมด 4 นิ้ว ทำให้มีความมั่นคงและรุนแรงกว่าใช้สองนิ้ว โดยทำแล้วจะมีลักษณะเหมือนการทำสัญลักษณ์มือของชาววัลแคนในสตาร์เทรคเลยเดียว

-Spear Finger Strike

คือการใช้นิ้วทิ่ม หรือ เกี่ยวยังจุดอ่อนต่าง ๆ ตามร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น คอหอย กระดูกไหปลาร้า หรือ กระดูกสันอก ที่เป็นจุดอันตราย สามารถทำให้เป้าหมายเกิดอาการช็อค และหมดสติได้ โดยในการใช้ท่านี้ หากผู้ใช้แขนสั้นกว่าเป้าหมาย จะต้องใช้แขวนขวาในการจู่โจม และหมุนตัวไปทางซ้ายเพื่อเพิ่มระยะทางให้ถึงเป้าหมาย

-Crane Beak Strike

เป็นเทคนิคที่รวมนิ้วมือเข้าด้วยกันทั้งหมด จนเหมือนปากของอีกา ซึ่งแต่ละนิ้วจะช่วยเสริมกันในระหว่างการปะทะ ต่างจากการใช้นิ้วเดียว อาจจะทำให้มีโอกาสที่นิ้วมือเราจะงอ หรือ หักได้ โดยใช้ในการโจมตีในจุดที่มีความอ่อนไหวมากสุด เช่น ดวงตา และ ลูกอัณฑะ

-Extended knuckle

ท่านี้มีการทำงานเหมือนกำปั้น เพียงแต่ข้อนิ้วชี้จะต้องยืนออกมาเพียงเล็กน้อย เพื่อใช้เป็นสนับในการกระแทกจุดบริเวณเล็ก ๆ ของเป้าหมาย ทำให้เกิดแรงกระแทกเฉพาะจุดที่รุนแรง นิยมใช้ในการโจมตีจุดเส้นประสาทส่วนต่าง ๆ ในร่างกายของมนุษย์ ที่ถอดแบบมาจากศิลปะการต่อสู้กังฟูในสมัยก่อน

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 7th, 2019 by sbobetapac

การป้องกันตัว เรียนรู้เทคนิค ศิลปะการต่อสู้ เมื่อเกิดสถานะการณ์คับขัน

การป้องกันตัว

การป้องกันตัว ศิลปะการป้องกันตัวโดยใช้กำลังเพียงน้อยนิด แต่สามารถต่อกรกับคู่ต่อสู้ที่กำลังเยอะกว่าได้ การต่อสู้ที่ได้ผล ต้องมีความรวดเร็ว และแม่นยำ กระทำโดยที่คู่ต่อสู้ไม่ทันตั้งตัว

– วิธีการปลดอาวุธด้วยมือเปล่า
วิธีการปลดอาวุธด้วยมือเปล่า

หากเราต้องการปลดอาวุธ ไม่ว่าจะเป็น มีด , ปืน หรือสิ่งของอื่น ออกจากมือของคนร้ายด้วยมือเปล่า เราสามารถทำได้อย่างง่าย โดยใช้แรงเพียงน้อยนิด ในที่นี้สมมุติว่าคนร้ายถืออาวุธด้วยมือขวา

1. พยายามคว้ามือของคนร้ายด้วยมือซ้ายของเรา โดยพยายามให้นิ้วทั้งสี่ของเราจับไปที่ฝ่ามือขวาบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มือของเขา ส่วนนิ้วหัวแม่มือของเราให้ประกบดันที่โคนนิ้วด้านหลังมือของเขา

2. ถ้าจังหวะอำนวย อาจใช้มือขวาของเราประกบเข้าช่วยมือซ้ายอีกแรง เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้คู่ต่อสู้สะบัดหลุดได้ง่าย

3. มือซ้ายของเราใช้แรงนิ้วทั้งสี่งัดโคนนิ้วหัวแม่มือของคนร้ายออก และใช้นิ้วหัวแม่มือของเราช่วยดันข้างใต้โคนนิ้วด้านหลังมือ ส่วนมือขวาให้อุ้งมือดันเพื่อหักข้อมือของคู่ต่อสู้ให้พับเข้าไป ลักษณะที่เกิดขึ้นคือ ถ้ามองจากฝั่งเรา จะเป็นการบิดมือและแขนของเขาทวนเข็มนาฬิกา

4. จังหวะเดียวกัน ให้บิดข้อมือ และแขนของคนร้าย ให้พลิกออกนอกตัว จะทำให้มือของเขาต้องคลายอาวุธออกโดยดุษฎี ลองทำตามดู แล้วคุณจะรู้ว่าง่ายแค่ไหน

เราสามารถเล่นงานคนร้ายต่อไปได้ โดยให้เรายังคงจับมือคนร้ายไว้ แล้วหมุนตัวแล้วหันหลังให้คู่ต่อสู้ ใช้แขนข้างขวาของเราหนีบแขนของเขาไว้ แล้วบิดหักแขนต่อไปอีก เขาจะล้มนอนลงโดยอัตโนมัติ เพราะเจ็บแขน ก็ให้เราใช้หลังทับตัวคนร้ายไว้

-วิธีการต่อสู้มีดด้วยเท้าเปล่า

การต่อสู้มีดด้วยเท้า นับเป็นวิธีการที่ปลอดภัยและง่ายที่สุด เพราะขาจะยาวกว่าแขน ทำให้คนร้ายไม่สามารถใช้มีดทิ่มแทงจุดสำคัญของร่างกายได้โดยง่าย วันนี้เราจะมาสอนวิธีการต่อสู้มีดด้วยเท้า แบบง่ายๆ ที่ใครก็สามารถทำตามได้ไม่ยาก
1. แสร้งทำเป็นล่าถอยแล้วเสียหลักล้ม เพื่อให้คนร้ายชะล่าใจขาดความระวังตัว โดยการผ่อนแรงเท้าข้อเท้าเข่าและสะโพกแล้วร่วงลงไปนอนหงายกับพื้น

2. วางมือและแขนของเราบนพื้นในท่าที่พร้อมสำหรับค้ำยัน เพื่อการบิดพลิกตัวอย่างรวดเร็ว

3. รอจังหวะให้คนร้ายก้าวเข้ามาในระยะเท้าของเรา ในตัวอย่างนี้สมมุติว่าคนร้ายก้าวเท้าขวาเข้ามา

4. ให้เราเอาเท้าซ้ายของเราเกี่ยวล็อคที่ข้อเท้าของคนร้าย

5. ขณะเดียวกัน ให้พลิกกวาดตัวไปด้านซ้าย ออกไปทางด้านข้างของตัวคนร้าย โดยที่เท้าซ้ายของเรายังคงเกี่ยวข้อเท้าของคนร้ายอยู่

6. ขณะเดียวกัน ก็ให้ยกขาขวาของเราขึ้นมา เหวี่ยงเท้าขวาของเราไปข้างหน้าตัวเรา แล้วแตะกลับหลังอย่างเต็มแรงและรวดเร็ว ไปที่ข้อพับเข่าข้างขวาของคนร้าย ลักษณะการเคลื่อนไหวคล้ายกรรไกร

7. คนร้ายจะล้มคะมำลงไปข้างหน้า ซึ่งมีดของเขาจะไม่สามารถเข้าถึงหรือโดนตัวเราได้ เพราะเขาล้มออกไปด้านข้างของเรา

8. ใช้ขาข้างซ้ายของเราตลบมาข้างหน้าของคนร้าย เพื่อพับขาของเขา แล้วให้เราหนีบขาล็อคเอาไว้ คนร้ายจะพลิกตัวกลับมาไม่ได้ และใช้มือทำอะไรเราก็ไม่ได้ เพราะเราอยู่ด้านหลัง

9. ตอนนี้เราจะสามารถควบคุมคนร้ายได้โดยไม่ต้องใช้แขนของเราเลย เราจึงมีอิสระในการใช้มือจัดการปลดอาวุธจากมือของคนร้ายได้ โดยให้งัดนิ้วหัวมือมือของคนร้ายออกจากการกำอาวุธ

โปรดจำไว้ว่า เมื่อพบว่าคนร้ายมีอาวุธ หากสามารถหนีได้ ให้หนีก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ เพราะเราอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบ แต่หากหนีไม่ได้จึงหาทางต่อสู้ โดยอาศัยการหลอกล่อให้คนร้ายชะล่าใจ แล้วคอยเล่นงานทีเผลอ

 

การป้องกันตัว เมื่อถูกล็อคคอเหน็บข้างลำตัว

เมื่อมีการต่อสู้กันเกิดขึ้น เช่นวัยรุ่นตีกัน มักจะมีการล็อคคอเหน็บข้างลำตัวแบบนี้อยู่บ่อยๆ เนื่องจากเป็นท่าล็อคคอที่ทำได้ง่ายกว่าการล็อคท่าอื่น และเป็นการล็อคที่มั่นคงมากด้วย เราจะดิ้นหลุดและตอบโต้กับท่าล็อคนี้ได้อย่างไร มาดูกัน สมมุติว่าคนร้ายใช้แขนซ้ายเข้าล็อกคอของเรา

1. เอื้อมมือซ้ายของเรา ไปจับและดึงที่ข้อมือซ้ายของคนร้าย จะทำให้การล็อคคลายตัว

2. ขณะเดียวกันให้ใช้หัวไหล่ของเราดันแขนขวาของคนร้ายไปข้างหน้าเยื้องไปทางขวา

ศิลปะการป้องกันตัว – เมื่อถูกล็อคคอเหน็บข้างลำตัว-2

3. และขณะเดียวกัน ก็ให้ใช้หัวเข่าข้างซ้ายของเรา กระแทกเข้าที่ขาพับซ้ายของคนร้าย จะทำให้เขาเข่าพับ และศูนย์เสียการทรงตัว และคลายการล็อคคอของเราทันที

4. จังหวะนั้นให้เรารีบ ดึงแขนซ้ายของเขาออกมา แล้วรีบถอนหัวออกมาจากแขนซ้ายของเขา โดยการถอยไปข้างหลัง

5. ขณะที่ล็อคถูกปลดแล้ว ให้เราเลื่อนมือขวาของเราที่จับข้อมือขวาของเขา ขึ้นมาจับที่ท่อนแขนใต้ข้อพับ แล้วดึงพับศอกมาข้างหลัง

6. เลื่อนรูดมือซ้ายของเราขึ้นแล้วสอดขัดกับแขนซ้ายของคนร้าย เอามือซ้ายของเราไปวางบนกลางหลังส่วนบนของเขา

7. คนร้ายจะตกอยู่ใต้การควบคุมของเราโดยดุษฎี

แม้จะเห็นว่ามีขั้นตอนที่ต้องทำค่อนข้างเยอะสักหน่อย แต่หากเราพยายามฝึกซ้อมบ่อยๆ หลายๆรอบ จะทำให้เราทำทุกๆขั้นตอนทั้งหมด ได้อย่างอัตโนมัติ โดยที่เราแทบไม่ต้องคิดเลย

 

เมื่อถูกจับมือไม่ปล่อย

การจับมืออาจจะไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายที่่ร้ายแรง แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ง่าย และสามารถเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่อันตรายอื่นที่ร้ายแรงกว่าได้ เพราะการที่คนร้ายจะทำอันตรายเราได้ หลายครั้งก็ต้องเริ่มจากการจับมือดึงมือเข้าไปก่อน เพื่อให้เราเข้าใกล้ตัว และหนีไม่ได้ ดังนั้นเราควรเรียนรู้วิธีการตอบโต้กับการจับมือแล้วไม่ปล่อยไว้ พึงระลึกไว้ก่อนว่า เราควรจะแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีก่อน อย่าทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ ใช้วาจาเจรจาก่อน ถ้าไม่สำเร็จ หรือบอกให้ปล่อยก็ไม่ยอมปล่อย เราสามารถจัดการกับการจับมือได้ดังนี้

1. เริ่มต้นด้วยการจับมือตามปกติด้วยมือขวาของคนทั้งคู่

2. ให้เราก้าวเท้าขวาของเรา เยื้องไปข้างเท้าขวาด้านนอกตัวของคนร้าย

3. ในขณะเดียวกันนั้นก็ยกแขนของเขาขึ้น และให้เราย่อตัวเล็กน้อย และหมุดตัวลอด
แขน (ทวนเข็มนาฬิกา) จับมือของเขาให้แน่น ให้แขนของเขาถูกบิด

4. ขณะนี้เราจะหันหลังให้เขา ให้ก้าวเท้าซ้ายถอยหลังไป 1 ก้าว เพื่อให้เราอยู่ข้างหลังเขา และ ให้อยู่ต่อหน้าแผ่นหลังของเขาพอดี

5. ใช้มือซ้ายของเรา จับไปที่ต้นแขนซ้ายของเขา ดึงมาด้านขวา

6. ในขณะเดียวกันก็ให้ดัดแขนขวาของคนร้ายกดเข้ากับกลางหลังของเขา

7. ยิ่งเราออกแรงกดมือขวาของเราเข้ากับแผ่นหลัง และดึงแขนซ้ายเข้ามาทางขวาเท่าไหร่ คนร้ายจะยิ่งเจ็บปวดจนทนไม่ไหว

แม้จะเห็นว่ามีขั้นตอนที่ต้องทำค่อนข้างเยอะสักหน่อย แต่หากเราพยายามฝึกซ้อมบ่อยๆ หลายๆรอบ จะทำให้เราทำทุกๆขั้นตอนทั้งหมด ได้อย่างอัตโนมัติ โดยที่เราแทบไม่ต้องคิดเลย

 

เมื่อถูกบีบคอกดลงพื้น

เมื่อถูกบีบคอกดพื้น และคนร้ายนั่งคล่อมบนตัวของเรา เป็นท่าที่ผู้ถูกกระทำมีข้อจำกัดในการขัดขืนอย่างมาก เนื่องจากถูกแรงกดทับจากข้างบน และยังไม่สามารถดิ้นหนีลงข้างล่างได้อีกเพราะติดพื้น คุณอาจคิดว่าคงไม่สามารถดิ้นหลุดจากการกระทำนี้ได้ แต่จริงๆแล้ว เราสามารถดิ้นหลุดและตอบโต้กลับคืนได้อย่างไม่ยาก
ศิลปะการป้องกันตัว – เมื่อถูกบีบคอกดลงพื้น-1

1. ใช้มือซ้ายของเราเอื้อมมาจับที่มือซ้ายของฝ่ายตรงข้าม โดยให้เอานิ้วหัวแม่มือของเราแตะตรงกลางหลังมือของคนร้าย ส่วนนิ้วที่เหลือของเราสอดไว้ใต้ฝ่ามือบริเวณโคนนิ้วก้อยของคนร้าย

2. บิดมือของคนร้ายทวนเข็มนาฬิกา โดยใช้แรงของนิ้วหัวแม่มือของเราเป็นตัวดัน และใช้นิ้วที่เหลือเป็นตัวงัด

3. ใช้มือขวาของเรา ยกขึ้นมาจับที่ข้อศอกซ้ายของคนร้าย แล้วดันพลิกไปทางด้านซ้ายของเรา (ถึงคนร้ายไม่ได้งอศอกเหมือนในรูปก็ไม่เป็นไร จับศอกของเขาแล้วบิดแล้วดันไปได้เลย)

4. ใช้มือขวาของเรา ดันข้อศอกซ้ายของคนร้ายออกต่อไปให้สุด โดยมือซ้ายของเราอย่าเพิ่งปล่อยออกจากมือของคนร้าย จนคนร้ายถูกพลิกออกไปหัวขมำข้างตัวเรา

5. ย้ายมือขวาของเราจากข้อศอกของคนร้าย มาจับที่มือซ้ายของคนร้าย โดยใช้นิ้วหัวแม่มือของมือขวาของเราแต่ที่หลังฝ่ามือซ้ายของคนร้าย ส่วนนิ้วที่เหลือของมือขวาของเรา อ้อมไปจับที่โคนนิ้วหัวแม่มือซ้ายของคนร้าย

6. ใช้แรงจากทั้งมือขวาและมือซ้ายของเรา ช่วยกันบิดมือของคนร้ายต่อไปอีก และใช้ข้อศอกขวาของเราดันไปที่หลังของคนร้ายด้วย จะเป็นการเสริมแรง และตอกย้ำให้คนร้ายดิ้นไม่หลุด

7. คนร้ายจะไม่สามารถฝืนต้านทานแรงของเราได้ และอยู่ในการควบคุมของเราโดยดุษฎี

โปรดจำไว้ว่า การกระทำในขั้นตอนทั้งหมด ต้องรวดเร็ว อย่าให้คนร้ายตั้งตัวติด และต้องทำให้สำเร็จในครั้งเดียว เพราะเขาอยู่เหนือตัวเรา มีความได้เปรียบที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการในการเล่นงานเราได้หลายวิธี

 

เมื่อถูกบีบคอจากมือข้างเดียว

ผู้ร้ายที่ตัวใหญ่และแข็งแรง สามารถที่จะบีบคอของเราได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว เขาจะใช้นิ้วหัวแม่มือพร้อมกับนิ้วที่เหลือบีบจิกที่หลอดลม ทำให้เราหายใจไม่ออกได้ อีกทั้งมืออีกข้างของเขายังเป็นอิสระคอยเล่นงานเราได้อีก แต่เรามีวิธีที่จะสามารถดิ้นหลุด และตอบโต้กลับคืนได้ทันทีทันใด แม้เราจะไม่ได้มีกำลังมากมายเลย
1. ใช้มือข้างที่อยู่ฝั่งเดียวกับมือของคนร้าย เอื้อมขึ้นมา ใช้นิ้วหัวแม่มือแตะบนตรงกลางหลังมือของเขา แล้วใช้นิ้วกลางเอื้อมมาอีกด้านเกี่ยวที่บริเวณโคนนิ้วหัวแม่มือด้านฝ่ามือของคนร้าย

2. บิดงัดพลิกมือของคนร้ายบิดออก (ตามเข็มนาฬิกา) โดยใช้แรงจากนิ้วกลางคอยงัด และใช้แรงจากนิ้วหัวแม่มือดันขึ้น

3. ถ้าจำเป็น หรือมีโอกาสที่จะทำได้ ให้ใช้มืออีกข้างเข้าช่วย โดยใช้นิ้วหัวแม่มืออีกข้างของเรา ดันหลังมือของคนร้ายให้พลิกออกไปตามแรงของมือที่ทำไว้ก่อนหน้า (ตามเข็มนาฬิกา)

4. ข้อมือของเขาจะถูกบิดอย่างแรง และเจ็บจนขยับร่างกายส่วนอื่นมาสู้ก็ไม่ได้ เขาต้องเอียงตัวตามแรงบิดของเรา และจะเสียการควบคุมร่างกายส่วนอื่นทั้งหมด ไม่สามารถใช้มืออีกข้างมาเล่นงานเราได้

ข้อควรระวัง การกระทำในขั้นตอนทั้งหมด ต้องรวดเร็ว และสำเร็จก่อนที่เขาจะสามารถใช้มืออีกข้างที่ยังว่างอยู่มาเล่นงานเราได้ หากเราทำสำเร็จก่อน มืออีกข้างของเขาก็จะไม่สามารถใช้การได้โดยปริยาย

 

เมื่อถูกล็อคไหล่

เมื่อถูกล็อคไหล่ คนร้ายจะสามารถกดเราให้ล้มคว่ำอย่างง่ายดาย เราไม่สามารถเงยตัวขึ้นมาได้เลย การดิ้้นรน มีแต่จะเจ็บปวด และอาจทำให้ไหล่หลุดได้ แต่การล็อคไหล่ก็มีจุดอ่อนที่เราสามารถหลุดออกจากล็อคได้อย่างง่ายๆ
1. อย่าฝืนการล็อค หรือใช้แรงฝืนงัดให้หลุด เพราะไม่มีทางสู้แรงผู้ที่อยู่ด้านบนได้ ให้พยายามตามน้ำไปก่อน เพื่อให้ล็อคผ่อนคลาย

2. ใช้แขนข้างที่เป็นอิสระ ยื่นไปยังพื้น เพื่อรอรับการล้มลงไปที่พื้นอย่างกะทันหัน

3. หย่อนหัวเข่า และ ผ่อนคลายข้อศอกของเรา แล้วยื่นมือข้างที่เป็นอิสระลงค้ำพื้น จะรู้สึกว่าล็อคเริ่มคลาย และบรรเทาความเจ็บปวดลง

4. ก้มตัวลงคุกเข่าบนพื้น จะพบว่า ข้อศอก และแขนของคุณ เริ่มถูกปล่อยออกจากวงล็อคของคนร้าย

5. เหยียดแขนของเราขึ้นไป ที่คอของคนร้าย รีบบิดแขนกลับคืนมาให้อยู่ในสภาพปกติ ขณะนี้แขนและไหล่ของเราจะเป็นอิสระ สามารถดึงออกจากล็อค หรือทำการโต้ตอบกลับคืนโดยการเอื้อมไปล็อคคอคนร้ายก็ได้

บางครั้งการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อที่ผิดธรรมชาติ อาจทำให้เกิดตะคริวได้ เราสามารถป้องกันการเป็นตะคริวบ่อยๆได้โดยรับประทานอาหารที่มี ธาตุโพแทสเซียม แมกนีเนียม แคลเซียม ที่ช่วยดูแลการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ เช่น กล้วย , น้ำส้ม , กะทิ และควรดื่มน้ำให้มากๆ

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,