Jujitsu ยูยิตสู

Jujitsu ยูยิตสู ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวประจําชาติ ของประเทศญี่ปุ่น

Jujitsu ยูยิตสูJujitsu ยูยิตสู ในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นมีการบันทึกเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้มายาวนานมาก ทั้งใน ประวัติศาสตร์ และตำนานพื้นบ้าน เช่นเรื่องที่รู้จักกันโดยทั่วไปเกี่ยวกับ นักรบ “โนมิ โน เซคูนิ” แห่ง “อิซูโม่” ที่เอาชนะและสังหาร “ทาจิม่า โน เคเฮาย่า” ในจังหวัดชิมาเนะ ต่อหน้าพระพักตร์ของจักรพรรดิ ซุยนิน ซึ่งเทคนิคต่อสู้ที่ “โนมิ โน เซคูนิ” ใช้นั้นประกอบด้วยการต่อย เตะ ทุ่ม และกดล็อคคู่ต่อสู้ รวมทั้งใช้อาวุธชนิดต่างๆ ด้วยลักษณะการต่อสู้กับอาวุธด้วยมือเปล่าชนิดนี้ ภายหลังเริ่มเป็นที่รู้จักกันในนามของ “นิฮอนโคริวจัทสึ” หรือศาสตร์ต่อสู้โบราณของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในหลากหลายแขนงของศิลปะการต่อสู้ในยุค “มูโรมาชิ” ( ค.ศ. 1333-1573 ) ตามที่มีบันทึกในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ทั้งหมดนี้กล่าวถึงรูปแบบการต่อสู้ในสนามรบที่สามารถใช้อาวุธชนิดต่างๆได้หลากหลาย ศิลปะการต่อสู้เหล่านี้มีชื่อเรียกขานต่างๆ กันดังนี้ “โคกุโซคุ” , “ยาวาระ” และ ‘ฮาคุดะ” ซึ่งศิลปะต่อสู้เหล่านี้รวมๆ เรียกว่า “เซงโกคุ จูจัทสึ” (Sengoku Jujutsu) ซึ่งเป็นการต่อสู้โดยใช้มือเปล่า และการใช้อาวุธเบากับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธหนัก หรือมีเกราะป้องกันตัวในสนามรบ
ศาสตร์ “เซงโกคุ จูจัทสึ” ประกอบด้วยการต่อย เตะ การทุ่ม โดยใช้ร่างกาย การหักข้อต่อ หรือการทำให้คู่ต่อสู้เสียสมดุลในการทุ่ม การกด ล็อค รัดคอ การกอดปล้ำ รวมถึงการปัด หลบหลีก และการหลบหนี มีการใช้อาวุธเบาต่างๆ ได้แก่ มีดสั้น (Tanto), โซ่ลูกตุ้ม (Ryufundo Kusari), ค้อนสำหรับทุบหมาวกเกราะ (Kabuto Wari), อาวุธลับ (Kakushi Buki) ทั้งหมดนี้คือจุดเริ่มต้นของวิชาการต่อสู้โบราณของญี่ปุ่นซึ่งในขณะนั้น ยังไม่บัญญัติคำว่า “ยูยิตสู”

ต่อมาศิลปะการต่อสู้โบราณญี่ปุ่นได้มีการพัฒนาในยุคสมัยเอโดะ เรียกว่า “เอโดะ ยูยิตสู” (Edo Jujutsu) ซึ่งได้ถูกคิดค้นไว้ใช้กับคู่ต่อสู้ที่ไม่ได้สวมใส่เกราะ หรืออยู่ในชุดการแต่งกายธรรมดา “เอโดะ ยูยิตสู” จะเน้นเทคนิคการเตะ และต่อยตรงจุดสำคัญของร่างกาย ซึ่งก็คือศาสตร์การต่อสู้ในท่ายืน “อเตมิ วาซ่า” (Atemi Waza) และ มีการใช้อาวุธเบา และเล็กที่สามารถเก็บซ่อนไว้ตามร่างกายได้ เช่นมีดสั้น (Tanto) และพัดเหล็ก (Tessen)

ยังมีอีกศาสตร์หนึ่งที่ในอดีตได้พัฒนาการใช้เชือกที่เรียกว่าเชือกโฮจุ (Hojuchord) ซึ่งถูกรวมไว้ในทั้งเซงโกคุ ยูยิตสู (Sengoku Jujutsu) และ “เอโดะ ยูยิตสู” (Edo Jujutsu) ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า “โฮโจ้ วาซ่า” (Hojo Waza) หรือ “โฮโจจัทสึ” (Hojo Jutsu) “นาวะจัทสึ” (Nawa Jutsu) และ “ฮายานาวะ” (Haya Nawa) เชือกโฮจุนี้จะใช้สำหรับการมัดหรือการรัดคอคู่ต่อสู้ ถึงแม้เทคนิคนี้ได้เสื่อมความนิยมลงสำหรับยูยิตสูทั่วไปในปัจจุบันแต่หน่วยตำรวจของกรุงโตเกียวยังได้รับการฝึกเทคนิคนี้ และตำรวจยังพกเชือกชนิดนี้ไว้คู่กับกุญแจมือ

ประวัติศาสตร์การต่อสู้และการเจริญก้าวหน้าของการต่อสู้ถือเป็นความเจริญก้าวหน้าควบคู่ไปกับประเทศญี่ปุ่นและกลายเป็นศิลปะประเพณีส่วนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นที่โด่งดังในแวดวงของตะวันออกในสมัยนั้น จนเป็นที่กล่าวขานกันอย่างแพร่หลายในหมู่ชน และทำความสนใจแก่ผู้สนใจในความรู้ด้านการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ทำให้วิชาการต่อสู้ยูยิตสูโด่งดังและแพร่หลายมาก ทำให้เกิดการพัฒนาคิดค้นศิลปะป้องกันตัวหลายประเภทเช่น ยูโด,ไอคิโด และฮับกิโด

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 พวกญี่ปุ่นได้เดินทางไปทางตะวันตก และมีบุคคลกลุ่มใหญ่เดินทางไปประเทศบราซิล มีผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งได้ปักหลักอาศัยอยู่ในบราซิลและเริ่มสอนวิชายูยิตสูเป็นครั้งแรกนอกประเทศญี่ปุ่น อันเป็นภัยอย่างหนึ่งของญี่ปุ่น แต่วิชายูยิตสูก็ได้รับความสนใจมีผู้นิยมกันกว้างขวาง ซึ่งภายหลังเป็นที่รู้จักกันในนาม “บาซิลเลียนยูยิตสู” และนับจากนั้นมา ยูยิตสูก็ได้รับการพัฒนารูปแบบต่างๆ ประเทศต่างๆในยุโรปและอเมริกา นำไปฝึกฝนและจัดเป็นการแข่งขัน โดยกำหนดกฎกติกาเพื่อความปลอดภัย และขยายตัวแปลงในรูปแบบต่างๆ วิชายูยิตสูเป็นกีฬาการแข่งขันประเภทหนึ่ง และมีผู้นิยมกันอย่างกว้างขวาง

 

Jujitsu ยูยิตสู คืออะไร???

จูจุสึ ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า ศิลปะแห่งความอ่อน เป็นชื่อเรียกของศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น 🎌

รับอิทธิพลมาจากศิลปะการต่อสู้โบราณของซามูไรที่เรียกกันว่า ไทจุสสุ ซึ่งหมายถึงศิลปะการใช้ร่างกาย โดยจูจุสึนั้นเป็นชื่อเรียกกลางที่ใช้เรียก ศิลปะการต่อสู้มือเปล่าอีกชนิดหนึ่งนั่นเอง

จูจุสึในประเทศไทย ได้เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2464 เช่นกัน แต่ภายหลังเนื่องจากกีฬายูโดเริ่มแพร่หลายทั่วโลก จูจุสึถูกมองว่ามีความรุนแรงจนเกินไป จึงได้เกิดการปรับเปลี่ยนการฝึกโดยทั่วไปเป็นการฝึกกีฬายูโด

โดยปัจจุบันจูจุสึของญี่ปุ่นหรือจูจุสึที่มีการต่อสู้ในแบบดั้งเดิมคือมีการโจมตี หัก ล๊อค ทุ่ม ในบางครั้งจะถูกเรียกว่า “นิฮอน จูจุสึ” (Nihon jūjutsu) เนื่องจากไม่ต้องการให้สับสนกับจูจุสึ ที่มีการพัฒนาขึ้นมาจากบราซิล นั่นก็คือ บราซิลเลี่ยน จูจุสึ (Jiu-jutsu) ซึ่งเน้นการต่อสู้ในท่านอนมากกว่าแบบดั้งเดิม หากสังเกตจะเห็นว่าในภาษาอังกฤษนั้นบราซิลเลี่ยน จูจุสึ จะถูกเขียนว่า Jiu-jutsu ซึ่งแตกต่างกับการเขียนแบบญี่ปุ่น (Jujutsu)

กีฬายูยิตสู เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวประจําชาติ ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีมานาน นับร้อยปี ในประเทศไทยมีการนํายูยิตสูมาฝึกนานแล้ว แต่ไม่ได้ใช้ในการแข่งขัน เป็นการฝึกในการต่อสู้ป้องกันตัว ต่อมาได้การพัฒนามาเป็นกีฬา จึงต้องมี กฎ-กติกา และอุปกรณ์ในการป้องกันอันตรายให้กับผู้แข่งขัน จนกระทั่งในปัจจุบัน ได้จัดให้มีการแข่งขันในระดับ ทวีป และในระดับโลก

มีการใช้เทคนิคการเตะ-ต่อย
เทคนิคการทุ่ม แบบยูโด
เทคนิคการล็อค รัดคอ และหักแขน

กีฬายูยิตสูในปัจจุบัน เป็นกีฬาที่มีสมาคมยูยิตสูแห่งประเทศไทย ดูแลรับผิดชอบในการเตรียมการจัดการแข่งขัน และเตรียมทีมนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันอีกด้วย

 

กีฬาที่เป็นมากกว่ากีฬา

หากจะกล่าวถึงประเภทกีฬายูยิตสูแล้ว กีฬาชนิดนี้แบ่งการแข่งขันเป็น 3 ประเภท คือประเภท ไฟต์ติ้ง ประเภทเนวาซ่า และประเภทดูโอ

ประเภทไฟต์ติ้ง

ชื่อก็บอกอยู่ว่าเป็นการต่อสู้ ดังนั้นจึงมีการเตะต่อยมาเกี่ยวข้อง โดยจะแบ่งผู้แข่งขันที่สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอย่างนวมและสนับแข้งเรียบร้อยเป็น 2 ฝ่ายและมีวิธีการต่อสู้เป็น 3 ขั้นตอนดังต่อไปนี้

-ขั้นตอนแรกคือการเตะต่อย แต่ละฝ่ายจะแลกหมัดและแข้งใส่อีกฝ่าย โดยหากโจมตีแล้วคู่ต่อสู้สามารถป้องกันได้จะได้ 1 คะแนน แต่หากโจมตีแล้วคู่ต่อสู้ไม่สามารถป้องกันตัวได้จะได้ไป 2 คะแนน

-ขั้นตอนที่ 2 คือการจับทุ่ม ทั้งสองฝ่ายต้องมุ่งเป้าไปที่การจับอีกฝ่ายทุ่มลงกับพื้นให้ได้ โดยหากงัดแล้วคู่ต่อสู้เสียหลักแต่ไม่ถึงกับล้มตึงไปจะได้ 1 คะแนน แต่หากถึงขั้นทำให้ไม่สามารถควบคุมร่างกายได้หรือทำให้คู่ต่อสู้เอาหลังลงพื้นได้จะได้ 2 คะแนน

-ขั้นที่ 3 คือการจับล็อคจะขึ้นอยู่กับเวลาที่สามารถจับล็อคได้ถ้าล็อคเป็นเวลาสั้น ๆ จะได้ 1 คะแนน แต่หากเกิน 10-15 วินาทีจะได้ 2 คะแนน และหากทำให้คู่ต่อสู้ตบยอมแพ้ได้จะได้ 3 คะแนน และหากทำได้ครบตั้งแต่ขั้นแรกถึงขั้นที่ 3 จะได้ ‘ฟูล-อิปป้ง’ ชนะการแข่งขันไปเลย

ประเภทเนวาซ่า

ซึ่งคำว่า ‘เนวาซ่า’ ในกีฬายูยิตสูนั้นหมายถึง ‘ท่ากดนอน’ ในประเภทนี้จะเน้นการปล้ำกันในท่านอนเป็นหลักเพื่อการ ‘ซับมิชชั่น’ หรือทำให้อีกฝ่ายยอมแพ้ด้วยการจับล็อค ซึ่งแตกต่างจากประเภทไฟต์ติ้งตรงที่หากตบพื้นยอมแพ้ก็คือแพ้การแข่งขันไปเลย ในชณะที่ประเภทไฟต์ติ้งนั้นจะแค่เสียคะแนนให้อีกฝ่ายแล้วกลับมาเริ่มขึ้นตอนที่ 1 ใหม่เท่านั้น โดยผู้แข่งขันจะแบ่งเป็นสองฝ่ายมาสู้กันโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน

แม้จะวัดผลด้วยการทำซับมิชชั่นเป็นหลัก แต่หากหมดเวลาแล้วยังไม่มีใครยอมแพ้ก็จะใช้การนับคะแนนมาช่วย โดยหากทำให้คู่ต่อสู้นอนอยู่บนพื้นได้ 3 วินาทีจะได้ 2 คะแนน หรือหากหลุดจากการพันธนาการของอีกฝ่ายได้จะได้ 3 คะแนน ใครที่ได้คะแนนมากกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ

ประเภทดูโอ้

คือการแข่งแสดงกระบวนท่าต่อสู้ตามศาสตร์ของยูยิตสู โดยผู้แข่งขันจะมี 2 คนอยู่ทีมเดียวกัน และแสดงศิลปะป้องกันตัวของยูยิตสูตามท่าที่ผู้ตัดสินกำหนด โดยหากทีมใดแสดงศิลปะการต่อสู้ได้ดีกว่าและได้คะแนนสูงที่สุดจะชนะการแข่งขันไป โดยปกติแล้วจะแข่งเป็นซีรี่ส์ ๆ ละ 4-6 ท่าและจะมีกรรมการร่วมตัดสินทั้งหมด 5 คนมาให้คะแนนการสาธิต บางครั้งประเภทดูโอ้จะมีการใช้อาวุธในการสาธิตด้วย

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

February 11th, 2019 by