Category: Uncategorized

February 11th, 2019 by sbobetapac

ไทชิ  ศิลปะการต่อสู้ของชาวจีน บำบัดโรคกายและใจ สร้างสมดุลให้ชีวิต

ไทชิ

ไทชิ  (หรือที่บ้านเรานิยมเรียกว่า “ไทเก๊ก” ผู้ให้กำเนิดมวยไท่เก๊กคือนักบวชจางซานฟง ซึ่งมีชีวิตอย่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12-14) ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าวิชาเพลงมวยโบราณของประเทศจีน อันมีการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่อง ผ่อนคลาย นุ่มนวล และโอนอ่อน

แม้ว่าจัดเป็นศิลปะการต่อสู้ก็ตาม แต่ด้วยความผ่อนคลายสุขุมและโดดเด่นด้วยคุณสมบัติในการบำบัดโรคทางกายและใจ(mind-body therapy) จึงเป็นที่นิยมแก่ผู้คนทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงวัยทั้งหลาย

สมาธิ และ ลมปราณ คือ 2 สิ่งที่ไทชินำมารวมพลังกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแห่งการชะลอวัย การไหลเวียนโลหิต โดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ใดๆ หนำซ้ำยังประหยัดกว่าการออกกำลังกายประเภทใดๆ

และแม้จะเนิบนาบนุ่มนวลในการเคลื่อนไหว แต่ทว่าการใช้พลังงานก็มิได้ด้อยไปกว่าการเต้นแอโรบิค(แบบแรงปานกลาง(moderate intensity) ประโยชน์ทางด้านช่วยการไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น การลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดก็มีความโดดเด่น โดยไม่ต้องเหนื่อยแบบการออกกำลังกายที่หักโหม และยังไม่ต้องเสี่ยงต่อการกระทบกระแทกใดๆ

ความอ่อนช้อย แช่มช้าของท่วงท่านั้น ช่วยทั้งการหายใจเข้าออกที่ลึกและยาว ทำให้การไหลเวียนเลือดราบรื่นส่งผลดีต่อหัวใจ กระบังลม ตับ ปอด เซลล์เกิดการฟื้นฟูและแข็งแรง

ผลคือความสดชื่นกระชุมกระชวยแก่ช้า อายุยืนยาว

 

ไทชิบำบัด เขาสอนอะไรบ้าง ?

ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นที่บำบัดการเจ็บป่วยของร่างกาย ปวดหลังไหล่ ไมเกรน ระบบลำไส้ ระบบการหายใจ มีปัญหาเรื่องการทรงตัว ฝึกสมาธิในการเคลื่อนไหว ฟื้นความทรงจำให้ดีขึ้นและความเป็นหนุ่มสาวในจิตใจและร่างกาย รักษาสมดุลในอารมณ์ฯ เน้นการพัฒนาสุขภาพแบบองค์รวม การฝึกสมาธิบำบัดและการเปลี่ยนแปลงร่างกายด้วยจิตใจ เข้าใจพลังธรรมชาติ (พลัง ฟ้าดิน) การสะสม “ชี่” หรือ “ปราณ” ในร่างกาย

หลักการรำมวยไทชิที่ถูกต้อง (ตระกูลหยาง) 81 ท่า และ รำซ้าย-ขวา เพื่อฝึกประสาททั้ง 2 ซีกของสมองและร่างกาย

เรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับร่างกาย – กล้ามเนื้อ กระดูก ข้อต่อ เส้นเอ็น เส้นประสาท จนถึงผิวหนัง / ฝึกปรับท่าทาง การทรงตัว จัดระเบียบความสมดุลของร่างกายซ้ายขวา (Posture Healing)

ฝึกปรับเปลี่ยนและเยียวยาร่างกายด้วยจิตสมาธิ (สมาธิบำบัด) เพื่อให้มีทักษะและความว่องไวในการตระหนักรู้ผ่านร่างกาย- Body Awareness

ฝึกฟังเสียงของร่างกาย ผ่านการเคลื่อนไหว ภายใต้สมาธิ และจิตที่สงบนิ่ง (Listen to Your Body)
ทำความเข้าใจพลังหยินและพลังหยางในตัวเรา ในตัวคนอื่น และในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เชื่อมโยง”ไทชิ”(ไท่จี๋หรือไท่เก็ก)กับชีวิตประจำวัน และปรับใช้ร่วมกับศาสตร์อื่นๆในสายสมาธิบำบัด

 

ฝึกไทชิ บรรเทาปวด ลดเมื่อย ตามร่างกาย การออกกำลังกายตามแบบฉบับชาวจีน

 

ไทชิ ไม่ควรเป็นเรื่องของผู้สูงอายุอีกต่อไป เมื่อการบริหารร่างกายรูปแบบนี้สามารถป้องกันโรคออฟฟิศซินโดรมของคนทํางานรุ่นใหม่ได้ ดอกเตอร์จอช แอกซ์ แพทย์ธรรมชาติบําบัดและแพทย์ไคโรแพรคติก ยืนยัน

ดอกเตอร์จอช แอกซ์ อธิบายว่า ไทชิเป็นหนึ่งในศาสตร์การเคลื่อนไหวร่างกายและฝึกหายใจตามแบบจีนโบราณ ซึ่งได้รับความนิยมในปัจจุบันและผ่านการปรับปรุงท่าให้ฝึกได้ง่ายขึ้น ข้อมูลจากงานวิจัยของวิทยาลัยการแพทย์ฮาร์วาร์ดระบุว่า การฝึกไทชิเป็นประจําต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ทําให้ร่างกายมีความยืดหยุ่นและเกิดความสมดุลมากขึ้น จึงช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยบริเวณคอ บ่า ไหล่ หลัง ซึ่งพบบ่อยในกลุ่มผู้ป่วยโรคออฟฟิศซินโดรมได้

วันนี้ เราคัดสรรท่าไทชิมาให้คนรักสุขภาพได้ฝึกทั้งหมด 5 ท่า แนะนําว่า ควรฝึกตามโปรแกรมนี้หลังตื่นนอน และก่อนฝึกทุกครั้งต้องมีการอบอุ่นร่างกายเช่นเดียวกับการออกกําลังกายทั่วไปอย่างน้อย 10 นาที และยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังจบโปรแกรมการฝึกอีก 10 นาที

ท่าที่ 1 กางฝ่ามือ ย่อตัว-ยืดตัว

ยืนตรง แยกฝ่าเท้าออกจากกันให้กว้างเท่าช่วงไหล่ หายใจเข้า เหยียดแขนไปด้านหน้าสูงระดับไหล่ กางแขนออกให้กว้างเท่าช่วงไหล่ จากนั้นหายใจออก ย่อตัว งอศอกเล็กน้อย และลดแขนลงต่ํากว่าสะโพกผ่อนคลายคอ บ่า ไหล่ และแขน ทําซ้ํา 5 ครั้ง

ท่าที่ 2 วาดแขน-กางแขน

ยืนในท่าเตรียม หายใจเข้า เหยียดแขนไปด้านหน้าสูงระดับไหล่ และกางแขนออกให้กว้างเท่าช่วงไหล่ กางแขนทั้งสองข้างออกโดยเหยียดเป็นเส้นตรงขนานช่วงไหล่ จากนั้นหายใจออก พับแขนมาด้านหน้า งอศอกเล็กน้อย ย่อตัวลง และทิ้งน้ําหนักบนฝ่าเท้า กลับสู่ท่าเตรียม ทําซ้ํา 5 ครั้ง

ท่าที่ 3 เอนตัวไปทางซ้าย-ขวา

ยืนในท่าเตรียม หายใจเข้า หันหน้าไปทางขวา ยืดแขนซ้ายแล้วพับศอกชูไว้ ให้ฝ่ามือซ้ายอยู่เหนือศีรษะ เหยียดแขนขวา มองตามมือขวา จากนั้นหายใจออก เอียงตัวทิ้งน้ําหนักไว้บนฝ่าเท้าขวา ฝ่าเท้าซ้ายแตะพื้นไว้ไม่ลอย หันหน้าไปทางซ้าย ยืดแขนขวาแล้วพับศอกชูไว้ ให้ฝ่ามือขวาอยู่เหนือศีรษะ เหยียดแขนซ้าย มองตามปลายมือซ้าย ทําซ้ํา 5 ครั้ง

ท่าที่ 4 วาดแขนไขว้ล่าง-บน

ยืนในท่าเตรียม หายใจเข้า วาดแขนทั้งสองข้างลงมาไขว้กันที่ด้านหน้าระดับสะโพก วาดแขนกลับไปไขว้กันเหนือศีรษะ จากนั้นหายใจออก วาดแขนทั้งสองข้างลงมาไขว้กัน ทําซ้ํา5 ครั้ง

ท่าที่ 5 วาดฝ่ามือไปทางซ้าย-ขวา

ยืนในท่าเตรียม หายใจเข้า ใช้ปลายเท้าซ้ายเป็นหลัก แตะปลายเท้าขวาลงบนพื้นโดยเปิดส้นเท้า ยืดตัวขึ้น ใช้มือซ้ายเท้าเอวไว้ ขณะที่วาดแขนขวาไปทางซ้ายให้ปลายนิ้วมืออยู่สูงระดับศีรษะ หันหน้าไปทางซ้ายตามมือที่วาดขึ้นไป หายใจออก ยืดตัวขึ้น ใช้มือขวาเท้าเอวไว้ ขณะที่วาดแขนซ้ายไปทางขวาให้ปลายนิ้วมืออยู่สูงระดับศีรษะ หันหน้าไปทางขวาตามมือที่วาดขึ้นไป ทําซ้ํา 5 ครั้ง หากต้องการให้ร่างกายเกิดการผ่อนคลายสูงสุด ขณะฝึกควรสูดลมหายใจเข้า-ผ่อนลมหายใจออกให้ยาวขึ้น จะช่วยให้ออกกําลังกายได้นานขึ้นและรู้สึกเหนื่อยน้อยลง

EXERCISE FOR THE BEST

เทคนิคฝึกไทชิให้ได้ผลเต็มร้อย ดร.จอชแนะนําว่า ไทชิช่วยให้เกิดสมดุล สุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อช่วยให้การฝึกทุกครั้งได้ผลเต็มที่ ขอแนะนําให้ใส่ใจการเคลื่อนไหวร่างกาย ดังนี้

-ท่ายืน ศีรษะตั้งตรง แยกฝ่าเท้ากว้างเท่าช่วงไหล่ หลังตรง

-ท่าย่อตัว ทุกครั้งที่เคลื่อนตัวลง ให้วางฝ่าเท้าลงที่พื้นอย่างมั่นคง เมื่อย่อตัวลง ต้องยืดกระดูกสันหลังให้ตั้งตรง สะโพกตั้งตรงในแนวเดียวกัน ไม่ยื่นไปด้านหน้าหรือด้านหลัง

-การหายใจ หายใจเข้าท้องพอง มักทําในขณะที่ทําท่ายืนและท่ายกฝ่าเท้า ส่วนการหายใจออกท้องยุบ มักทําในขณะที่ทําท่าย่อตัว

 

ไทชิ ประโยชน์ของวิชาไท่จี๋เฉวียน

ศิลปะแห่งการฝึกฝนตนเองขั้นสูง:- สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มคุณภาพชีวิต โดยการใช้ชีวิตให้มีดุลยภาพทางร่างกายและจิตใจ ไท่จี๋เป็นวิชาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกฝนจิตใจ เพราะเปรียบได้กับวิชาภาวนาที่ฝึกฝนสติสัมปชัญญะ เพิ่มพูนปัญญาฐานกาย สำหรับบางท่านไท่จี๋ไม่ได้เป็นแค่การออกกำลังกายแต่เป็นวิถีชีวิตที่ดำรงอยู่อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ เป็นความเจริญก้าวหน้าทางด้านจิตใจซึ่งผู้ฝึกจะสามารถสัมผัสได้จากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ

การออกกำลังกายที่ทำได้ตลอดชีวิต:- การออกกำลังกายบางอย่างเช่นการวิ่ง เทนนิส บาสเก็ตบอล ฯลฯ ไม่สามารถจะทำได้ตลอดชีวิต เพราะเป็นกีฬาที่มีแรงกระแทกกระทำต่อข้อต่อต่าง ๆ ศิลปะป้องกันตัวบางอย่างก็เช่นเดียวกัน ไม่สามารถที่จะฝึกฝนไปตลอดชีวิต เช่น ยูโด เทควนโด คาราเต้ ซึ่งต้องอาศัยความว่องไวของร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในระดับสูง ซึ่งเมื่อคนเราเข้าสู่วัยกลางคน และวัยสูงอายุ สุขภาพร่างกายย่อมไม่เอื้อให้สามารถฝึกฝนวิชามวยอย่างนั้นได้ ไท่จี๋ เป็นวิชามวยภายใน ซึ่งเน้นความอ่อนหยุ่นของร่างกาย ไม่มีความหักโหม ดังนั้นจึงสามารถฝึกฝนไปได้ตลอดชีวิต ไม่ว่าจะอายุเท่าใดก็ตามโดยไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพ หรือบั่นทอนสุขภาพร่างกาย โดยยิ่งฝึกฝนก็ยิ่งช่วยให้สุขภาพร่างกายดีขึ้นเพราะเป็นการทะนุบำรุงระบบชี่ภายในร่างกายให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เยียวยารักษาโรค:- นอกจากนั้นแล้ว เป็นที่ทราบกันว่า ไท่จี๋มีประสิทธิผลสามารถช่วยเยียวยารักษาโรคดังต่อไปนี้ โรคนอนไม่หลับ, ความดันโลหิตสูง, โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร, ปวดหลังส่วนล่าง, ไขข้ออักเสบ, โรคแพ้ภูมิตนเอง, โรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท, โรคที่เกี่ยวกับระบบฮอร์โมนของร่างกาย ฯลฯ

 

ไทชิบำบัดอ่อนช้อย เนิบนาบชีวิตสมดุล

ไทชิ (หรือที่บ้านเรานิยมเรียกว่า “ไทเก๊ก” ผู้ให้กำเนิดมวยไท่เก๊กคือนักบวชจางซานฟง ซึ่งมีชีวิตอย่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12-14) ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าวิชาเพลงมวยโบราณของประเทศจีน อันมีการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่อง ผ่อนคลาย นุ่มนวล และโอนอ่อน

แม้ว่าจัดเป็นศิลปะการต่อสู้ก็ตาม แต่ด้วยความผ่อนคลายสุขุมและโดดเด่นด้วยคุณสมบัติในการบำบัดโรคทางกายและใจ(mind-body therapy) จึงเป็นที่นิยมแก่ผู้คนทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงวัยทั้งหลาย

สมาธิ และ ลมปราณ คือ 2 สิ่งที่ไทชินำมารวมพลังกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแห่งการชะลอวัย การไหลเวียนโลหิต โดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ใดๆ หนำซ้ำยังประหยัดกว่าการออกกำลังกายประเภทใดๆ

และแม้จะเนิบนาบนุ่มนวลในการเคลื่อนไหว แต่ทว่าการใช้พลังงานก็มิได้ด้อยไปกว่าการเต้นแอโรบิค(แบบแรงปานกลาง(moderate intensity) ประโยชน์ทางด้านช่วยการไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น การลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดก็มีความโดดเด่น โดยไม่ต้องเหนื่อยแบบการออกกำลังกายที่หักโหม และยังไม่ต้องเสี่ยงต่อการกระทบกระแทกใดๆ

ความอ่อนช้อย แช่มช้าของท่วงท่านั้น ช่วยทั้งการหายใจเข้าออกที่ลึกและยาว ทำให้การไหลเวียนเลือดราบรื่นส่งผลดีต่อหัวใจ กระบังลม ตับ ปอด เซลล์เกิดการฟื้นฟูและแข็งแรง ผลคือความสดชื่นกระชุมกระชวยแก่ช้า อายุยืนยาว

 

ชั้นเรียนไทชิบำบัด เขาสอนอะไรบ้าง ?

ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นที่บำบัดการเจ็บป่วยของร่างกาย ปวดหลังไหล่ ไมเกรน ระบบลำไส้ ระบบการหายใจ มีปัญหาเรื่องการทรงตัว ฝึกสมาธิในการเคลื่อนไหว ฟื้นความทรงจำให้ดีขึ้นและความเป็นหนุ่มสาวในจิตใจและร่างกาย รักษาสมดุลในอารมณ์ฯ เน้นการพัฒนาสุขภาพแบบองค์รวม การฝึกสมาธิบำบัดและการเปลี่ยนแปลงร่างกายด้วยจิตใจ เข้าใจพลังธรรมชาติ (พลัง ฟ้าดิน) การสะสม “ชี่” หรือ “ปราณ” ในร่างกาย

หลักการรำมวยไทชิที่ถูกต้อง (ตระกูลหยาง) 81 ท่า และ รำซ้าย-ขวา เพื่อฝึกประสาททั้ง 2 ซีกของสมองและร่างกาย

เรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับร่างกาย – กล้ามเนื้อ กระดูก ข้อต่อ เส้นเอ็น เส้นประสาท จนถึงผิวหนัง / ฝึกปรับท่าทาง การทรงตัว จัดระเบียบความสมดุลของร่างกายซ้ายขวา (Posture Healing)
ฝึกปรับเปลี่ยนและเยียวยาร่างกายด้วยจิตสมาธิ (สมาธิบำบัด) เพื่อให้มีทักษะและความว่องไวในการตระหนักรู้ผ่านร่างกาย- Body Awareness

ฝึกฟังเสียงของร่างกาย ผ่านการเคลื่อนไหว ภายใต้สมาธิ และจิตที่สงบนิ่ง (Listen to Your Body)
ทำความเข้าใจพลังหยินและพลังหยางในตัวเรา ในตัวคนอื่น และในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เชื่อมโยง”ไทชิ”(ไท่จี๋หรือไท่เก็ก)กับชีวิตประจำวัน และปรับใช้ร่วมกับศาสตร์อื่นๆในสายสมาธิบำบัด

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 11th, 2019 by sbobetapac

ซูโม่ มวยปล้ำญี่ปุ่น ศิลปะการต่อสู้ของเทพโบราณ ในลัทธิชินโต

ซูโม่

ซูโม่ เป็นศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น ที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ที่สุด ต้นกำเนิดของซูโม่มาจากพิธีกรรมทางศาสนาของลัทธิชินโต ซึ่งเป็นความเชื่อทางศาสนาของญี่ปุ่น ปัจจุบันการต่อสู้แบบซูโม่เป็นเหมือนเทศกาลที่มีอยู่ทั่วทุกภาคของญี่ปุ่น การต่อสู้ซูโม่ที่มีชื่อเสียงได้แก่การต่อสู้ที่ศาลเจ้าYasukuniและIse Jinguในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซูโม่มีต้นกำเนิดมาจากพระเจ้า ดังนั้นมารยาทการนอบน้อมจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเครื่องแต่งกายของผู้ปล้ำเป็นเหมือนสิ่งที่สะท้อนถึงทัศนคติ mawashi (สายคาดเอว) เป็นเครื่องแบบที่สามารถใส่ในการแข่งขันได้อย่างเดียว
ประวัติ

การปล้ำซูโม่ที่เก่าแกที่สุดไม่ได้เป็นการปล้ำของมนุษย์ แต่เป็นการต่อสู้ของเทพโบราณในญี่ปุ่น ซึ่งอ้างอิงมากKojiki บันทึกเนื้อหาในสมัยโบราณ ที่ว่าTakeminakata พยายามทุ่มคู่ต่อสู้ด้วยการคว้าแขนของผู้ต่อสู้ การแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นต้นกำเนิดของซูโม่ การแข่งขันซูโม่ของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดคือการแข่งขันระหว่าง Nomi no sukuneและToma no kehaya โดยใช้การแตะเป็นเทคนิคหลักของการแข่งขันในครั้งนี้และสุดท้ายKehayaได้เสียชีวิตลง

Ozumo เป็นรูปแบบของซูโม่ที่มีให้เห็นในปัจจุบัน เริ่มขึ้นในสมัยEdo (1603-1868) ต่อมาในสมัยMeiji (1868-1912) รัฐบาลมีกฎหมายให้ประชาชนใส่เสื้อผ้าเป็นผลให้เกิดการต่อต้านซูโม่ในช่วงนั้นและห้ามไม่ให้มีการพูดถึง ในปี1884 เริ่มมีการพูดถึงการปล้ำซูโม่อีกครั้งในอาณาจักรและซูโม่ได้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสังคมญี่ปุ่น ทุกวันนี้การปล้ำซูโม่มีอยู่ทั่วญี่ปุ่นและบางการแข่งขันซูโม่มีการออกถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ด้วย
กติกา

การต่อสู้ซูโม่จะแข่งกันในdohyo ซึ่งเป็นวงแหวนรูปวงกลมมีเส้นผ่าศูนย์กลาง4.55เมตร(หรือรูปทรงสี่เหลี่ยม) ผู้แข่งขันจะแพ้ถ้าร่างกายหรือเท้าของเค้าออกจากเส้นที่กำหนดไว้ ซูโม่ใช้เทคนิคที่หลากหลาย รวมทั้งหมดมากกว่า80ท่า ซึ่งรวมถึงท่าผลักและท่าคว้าด้วย

ซูโม่ กีฬามวยปล้ำแบบญี่ปุ่น

ซูโม่เป็นกีฬามวยปล้ำแบบญี่ปุ่นและเป็นกีฬาประจำชาติของญี่ปุ่น ในยุคโบราณ ซูโม่ถือกำเนิดขึ้นในฐานะที่เป็นการแสดงเพื่อมอบความบันเทิงให้แก่เทพเจ้าในศาสนาชินโต มีพิธีกรรมมากมายซึ่งมีภูมิหลังทางศาสนาที่ยังคงถือปฏิบัติในปัจจุบัน เช่น พิธีการโปรยเกลือบนเวทีมวยปล้ำเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ เพื่อให้สอดคล้องกับประเพณี จึงมีแต่เฉพาะผู้ชายเท่านั้นเล่นกีฬาชนิดนี้ในระดับมืออาชีพในญี่ปุ่น

กฎของการเล่นมีความเรียบง่าย นักมวยปล้ำที่ออกจากเวทีก่อนหรือสัมผัสโดนพื้นไม่ว่าโดยส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายที่นอกเหนือจากฝ่าเท้าของตนเองจะเป็นผู้แพ้ การแข่งขันจะเกิดขึ้นบนเวทียกสูง (Dohyo) ซึ่งทำขึ้นจากดินเหนียวและถมทับด้วยชั้นของทราย ตามปกติแล้ว การแข่งขันจะใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที มีน้อยกรณีมากที่จะใช้เวลาถึงหนึ่งนาทีหรือมากกว่านั้น ไม่มีข้อจำกัดเรื่องน้ำหนักหรือระดับชั้นในกีฬาซูโม่ ดังนั้น จึงหมายความว่า นักมวยปล้ำอาจพบได้ง่ายๆ ว่าตนเองต้องจับคู่แข่งกับคนที่มีน้ำหนักมากกว่าตนเองหลายเท่า ด้วยเหตุนี้ การทำน้ำหนักจึงถือได้ว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการฝึกซ้อมซูโม่

พิธีการก่อนเริ่มการแข่งขัน

หน่วยงานของรัฐที่ดูแลกีฬาซูโม่ระดับมืออาชีพได้แก่ สมาคมซูโม่ญี่ปุ่น (Japan Sumo Association) ในทุกๆ ปีจะจัดให้มีการแข่งขันหกฤดูกาล: สามครั้งในโตเกียว (มกราคม พฤษภาคม และกันยายน) และที่ละครั้งในโอซาก้า (มีนาคม), นาโกย่า (กรกฎาคม) และฟูคุโอกะ (พฤศจิกายน) แต่ละฤดูการแข่งขันใช้เวลา 15 วัน ซึ่งในระหว่างนั้น นักมวยปล้ำแต่ละคนจะเข้าร่วมหนึ่งการแข่งขันต่อวัน ยกเว้นแต่เฉพาะนักมวยปล้ำที่อยู่ในลำดับต่ำลงมาที่จะเข้าร่วมการแข่งขันน้อยกว่านั้น

นักมวยปล้ำทุกคนจะถูกจัดประเภทตามอันดับหรือบันซูเกะ (banzuke) ซึ่งจะมีการปรับปรุงข้อมูลหลังจากแต่ละรอบการแข่งขันตามความสามารถของนักมวยปล้ำ นักมวยปล้ำที่ทำสถิติได้ดี (ชนะมากกว่าแพ้) จะได้เลื่อนอันดับขึ้น ในขณะที่นักมวยปล้ำที่ทำสถิติได้แย่จะถูกลดอันดับ อันดับสูงสุดเรียกว่า “Makuuchi” ในขณะที่อันดับที่สองเรียกว่า “Juryo” ขั้นสูงสุดของซูโม่คือ yokozuna (แชมป์ผู้ยิ่งใหญ่) Yokozuna มีความแตกต่างจากนักมวยปล้ำในอันดับที่อยู่ต่ำกว่า เนื่องจากเขาจะไม่สามารถถูกลดอันดับได้ แต่จะมีความคาดหมายให้เขาปลดเกษียณตนเองเมื่อเริ่มทำได้แย่ลง

วิธีดูการแข่งขันซูโม่

วิธีที่ดีที่สุดในการดูซูโม่คือ เข้าชมในฤดูกาลแข่งขันซูโม่ จะมีการจำหน่ายตั๋วสำหรับแต่ละวันในฤดูกาลแข่งขันที่ใช้เวลา 15 วัน ตั๋วเหล่านี้สามารถซื้อได้ล่วงหน้าจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการหรือผ่านทาง buysumotickets.com อีกทางเลือกหนึ่งคือ สามารถซื้อตั๋วได้ที่ร้านสะดวกซื้อ (จำเป็นต้องมีทักษะในการใช้ภาษาญี่ปุ่นได้ในระดับหนึ่ง)

-ที่นั่งข้างเวที

ที่นั่งข้างเวทีเป็นตำแหน่งที่อยู่ใกล้กับเวทีมากที่สุด มีราคาแพงที่สุด และหาได้ยากที่สุด เจ้าของตั๋วจะนั่งชมบนเบาะที่อยู่บนพื้นและมีความเสี่ยงที่อาจจะได้รับการบาดเจ็บเนื่องจากนักมวยปล้ำตกลงมาใส่ผู้ชม

-ที่นั่งในคอก

ที่นั่งส่วนที่เหลือในชั้นหนึ่งของสนามกีฬาจะมีลักษณะเป็นที่นั่งในคอกสี่เหลี่ยม โดยทั่วไปแล้ว จะมีที่นั่งสำหรับสี่คน (มีบางแห่งที่มีจำนวนที่นั่งมากกว่าหรือน้อยกว่านี้) ผู้ชมจะต้องถอดรองเท้าและนั่งบนเบาะ การขายตั๋วจะจำหน่ายทีละทั้งคอกไม่ว่าจะมีคนนั่งเต็มครบทั้งหมดหรือไม่ก็ตาม เช่น คนสองคนที่ใช้คอก 4 ที่นั่ง ยังคงต้องซื้อตั๋วสำหรับสี่คน ที่นั่งในคอกยังแบ่งออกเป็นคอกประเภท A, B และ C ตามระยะความห่างจากเวที

-ที่นั่งบนระเบียง

บนระเบียงชั้นสอง มีที่นั่งสไตล์ตะวันตกหลายแถวสำหรับให้บริการ ที่นั่งบนระเบียงก็เช่นเดียวกันมีการแบ่งประเภทเป็น A, B และ C ตามระยะห่างจากเวที นอกจากนี้ ยังมีส่วนที่นั่งเฉพาะสำหรับผู้ถือตั๋วหลายใบของวันเดียวกัน ซึ่งจัดเป็นประเภทตั๋วที่มีราคาถูกที่สุดที่สามารถซื้อได้เฉพาะในวันเดียวกันนั้นที่สนามกีฬาเท่านั้น

ตั๋วสนามกีฬามักจะขายหมดเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และวันหยุดราชการ แต่ถึงแม้ว่าที่นั่งจะถูกขายล่วงหน้าหมดแล้ว ก็ยังมีตั๋วโซนระเบียงของวันเดียวกันจำหน่าย ณ วันแข่งขันที่หน้าสนามในปริมาณจำกัด ตั๋วดูซูโม่มักจะมีจำหน่ายในช่วงประมาณหนึ่งเดือนการเริ่มต้นการแข่งขันแต่ละฤดูกาล

วันแข่งขัน

การแข่งขันระดับล่างเริ่มตั้งแต่เวลา 8:30 น. (ตั้งแต่เวลา 10:00 น. ในวันที่ 13-15), การแข่งขันระดับที่สอง (Juryo) ตั้งแต่เวลา 15:00 น. และการแข่งขันระดับสูงสุด (Makuuchi) ตั้งแต่เวลา 16:00 น. พิธีการขึ้นเวทีในช่วงระหว่างระดับต่างๆ เป็นอีกสิ่งที่น่าชม นักมวยปล้ำระดับสูงสุดจะทำการแข่งขันในเวลาก่อน 18:00 น. ในวันสุดท้ายของแต่ละฤดูการแข่งขัน จะมีการเลื่อนกำหนดการขึ้นมา 30 นาทีเพื่อเผื่อเวลาไว้สำหรับพิธีการฉลองชัยชนะในตอนท้าย

บรรยากาศของสนามกีฬาจะคึกคักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีผู้ชมเข้ามามากขึ้นในช่วงหลังของวัน ซึ่งเป็นตอนที่มีการแข่งขันรอบเด่นๆ ส่วนใหญ่ ช่วงเว้นว่างระหว่างกิจกรรมยังจะยาวนานขึ้นอีกด้วยเนื่องจากต้องใช้เวลาเตรียมตัวมากขึ้นและนักมวยปล้ำระดับสูงมักจะมีขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนการแข่งขันนานกว่า เราขอแนะนำให้ผู้ชมที่มีเวลาจำกัดไปถึงสนามกีฬาเพื่อชมการแข่งขันระดับสูงสุดอย่างน้อยในระหว่างช่วงเวลา 15:30 น. – 18:00 น.

 

กิจกรรมอื่นๆ เกี่ยวกับซูโม่

สำหรับผู้ที่มาเยือนญี่ปุ่นในระหว่างช่วงรอยต่อของฤดูการแข่งขันซูโม่ ยังสามารถชมการแข่งขันซูโม่ในรูปแบบอื่นๆ ได้อีกด้วย จะมีการจัดแสดงการแข่งขันทั่วประเทศในช่วงรอยต่อระหว่างฤดูการแข่งขัน และในบางครั้ง ยังมีพิธีอำลาตำแหน่งของนักมวยปล้ำที่มีฝีมือโดดเด่นอีกด้วย ตามปกติแล้ว พิธีอำลาตำแหน่งจะครอบคลุมกิจกรรมการประกวดการจัดแสดงนิทรรศการ การแสดงที่รื่นเริงโดยนักมวยปล้ำ และพิธีการตัดผมที่ใช้เวลายาวนานเพื่อตัดจุกผมที่เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงสถานะการลงแข่งมวยปล้ำ ดูปฏิทินกิจกรรมได้จากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ

สำหรับภายนอกแวดวงของซูโม่มืออาชีพ มีมหาวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยมศึกษาบางแห่งที่จัดให้มีสโมสรซูโม่ โดยที่สโมสรบางแห่งยังเปิดให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีการแสดงซูโม่หรือการประกวดซูโม่ที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราวตามศาลเจ้าและงานเทศกาลต่างๆ

การไปเยือนค่ายฝึกซูโม่

บางที วิธีที่ดีที่สุดในการชมซูโม่ นอกจากเหนือจากการไปชมการแข่งกันตามฤดูกาลแล้วก็คือ การไปเยือนค่ายฝึกซูโม่เพื่อชมรอบการฝึกในช่วงเช้า ค่ายฝึกซูโม่เป็นสถานที่ที่นักมวยปล้ำพักอยู่และฝึกฝนร่วมกัน โดยหัวหน้าค่ายฝึกจะเป็นผู้ควบคุมดูแลทุกๆ ด้านของชีวิตของพวกเขาอย่างเข้มงวด ตั้งแต่การนอนหลับ การรับประทานอาหาร ไปจนถึงการฝึก และการใช้เวลาว่าง ในภูมิภาครอบๆ โตเกียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านเรียวโกกุ (Ryogoku) ของโตเกียว มีค่ายฝึกซูโม่ทั้งหมดประมาณ 40 ค่าย

อย่างไรก็ตาม ค่ายฝึกซูโม่ไม่ได้เป็นสถานที่สาธารณะและไม่ใช่สถานที่สำหรับเที่ยวชม มีค่ายฝึกเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่เปิดต้อนรับการมาเยือนของนักท่องเที่ยว ค่ายฝึกเหล่านั้นมักจะมีข้อกำหนดให้ต้องมีบุคคลที่ใช้ภาษาญี่ปุ่นได้คล่องและมีความคุ้นเคยกับธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับซูโม่เดินทางมาพร้อมกับนักท่องเที่ยวด้วย นอกจากนี้ พวกเขายังถูกคาดหวังให้ต้องปฏิบัติตามกฎของค่ายอย่างเข้มงวด และไม่ไปรบกวนการฝึก ผู้มาเยือนถูกคาดหมายให้นั่งชมเงียบๆ บนพื้นเป็นเวลาสองถึงสามชั่วโมง

ในระหว่างการฝึก นักท่องเที่ยวต่าวชาติจะเข้าเยี่ยมชมค่ายฝึกด้วยตัวเองได้ยากมาก ดังนั้นวิธีการที่แนะนำสำหรับการชมการฝึกซูโม่ในเวลาเช้าคือ ไปชมพร้อมกับคณะทัวร์ที่มีไกด์นำทาง มีองค์กรและบริษัทหลายแห่งเช่น Voyagin และ Japanican ที่ให้บริการทัวร์ประเภทนี้และมักจะคิดค่าบริการประมาณ 10,000 เยนสำหรับการทัวร์แบบคนเดียว และประมาณ 4,000 เยนสำหรับจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นแต่ละคน

สถานที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับซูโม่

ย่านเรียวโกกุของโตเกียวเป็นศูนย์กลางของโลกแห่งซูโม่มายาวนานราวสองศตวรรษ ย่านนี้เป็นที่ตั้งของค่ายฝึกซูโม่มากมาย รวมทั้งสนามกีฬาซูโม่ Kokugikan ซึ่งเป็นสถานที่จัดการแข่งขันซูโม่ถึงสามจากหกฤดูกาลต่อปี ต่อไปนี้เป็นสถานที่น่าสนใจเพิ่มเติมบางส่วนของเรียวโกกุที่บรรดาผู้ชื่นชอบซูโม่อาจสนใจ:

พิพิธภัณฑ์ซูโม่ (Sumo Museum)

เวลาทำการ: 10:00 น. – 16:30 น. (เข้าได้จนถึงเวลา 16:00 น.)
ปิด: สุดสัปดาห์ วันหยุดราชการ และช่วงระหว่างนิทรรศการ
ค่าเข้าชม: ฟรี

พิพิธภัณฑ์เล็กๆ แห่งนี้ตั้งอยู่ภายในสนามกีฬาซูโม่ Kokugikan พิพิธภัณฑ์มีการจัดนิทรรศการหมุนเวียนเกี่ยวกับเรื่องซูโม่ รวมทั้งภาพของ Yokozuna ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ภาพเหตุการณ์ที่สำคัญในประวัติศาสตร์ซูโม่ รวมทั้งชุดประกอบพิธีที่สวมใส่โดยนักมวยปล้ำผู้มากฝีมือที่เกษียณจากตำแหน่งแล้ว ในช่วงระหว่างฤดูการแข่งขันในโตเกียว พิพิธภัณฑ์จะสามารถเข้าชมได้เฉพาะผู้ที่มีบัตรชมการแข่งขันเท่านั้น

วัดเอโคอิน (Ekoin Temple)
ก่อนที่จะมีการสร้างสนามกีฬาซูโม่แห่งแรกขึ้นในปี 1909 นั้น การแข่งขันซูโม่จัดขึ้นที่บริเวณกลางแจ้งของวัดเอโคอิน ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีเรียวโกกุในระยะการเดินเท้าสั้นๆ เท่านั้น ในปัจจุบัน ผู้มาเยือนวัดแห่งนี้จะสามารถมองเห็นอนุสาวรีย์หินที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดเพื่อรำลึกถึงบรรดานักมวยปล้ำและหัวหน้าค่ายฝึกซูโม่ในอดีต

ร้านอาหารที่จำหน่ายจังโกะนาเบะ (Chanko Nabe)

จังโกะนาเบะเป็นอาหารหลักของนักมวยปล้ำซูโม่ เป็นเมนูจานร้อนที่มีความหลากหลายมาก โดยมีส่วนประกอบของผัก อาหารทะเล และเนื้อสัตว์ พื้นที่ของเรียวโกกุเป็นแหล่งรวมของร้านอาหารจังโกะนาเบะมากมาย ซึ่งหลายๆ ร้านบริหารงานโดยนักมวยปล้ำที่อำลาตำแหน่งไปแล้ว ร้านอาหารบางแห่งยังจัดให้มีเวทีซูโม่อยู่ภายในร้านและเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เก็บภาพหรือเข้าไปสัมผัสประสบการณ์

อีกย่านหนึ่งในโตเกียวที่มีความเชื่อมโยงที่เหนียวแน่นกับซูโม่มีที่ตั้งอยู่บริเวณรอบๆ ศาลเจ้าโทมิโอกะฮาจิมังงู (Tomioka Hachimangu Shrine) ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตอนใต้ของเรียวโกกุสองกิโลเมตร:

ศาลเจ้าโทมิโอกะ ฮาชิมังกุเป็นสถานที่ที่ใช้จัดการแข่งขันซูโม่เป็นเวลาประมาณหนึ่งร้อยปีในช่วงกลางยุคเอโดะ (ปี 1603-1867) ในปัจจุบัน ภายในบริเวณศาลเจ้าเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์ที่มีการจารึกชื่อของ Yokozuna และ Ozeki (ซูโม่อันดับที่สอง) ในอดีตและปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีคลังสมบัติขนาดเล็ก (300 เยน) ที่จัดแสดงสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับซูโม่ เช่น ภาพพิมพ์รูปนักมวยปล้ำบนแผ่นไม้และสิ่งพิมพ์แสดงการจัดอันดับเก่าๆ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้โดยปกติแล้วจะถูกปิดล็อค และผู้ที่จะมาเยี่ยมชมควรสอบถามทางสำนักงานดูแลศาลเจ้า

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 11th, 2019 by sbobetapac

กังฟู เคล็ดวิชาพันปีของวัดเส้าหลิน ศิลปะการต่อสู้ กำจัดศัตรูด้วยฝ่ามือเดียว

กังฟูกังฟู วัดเส้าหลิน สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1038 ในสมัยของไท่เหอเจ้าผู้ครองรัฐวุ่ยเหนือ ในปี พ.ศ. 929 – พ.ศ. 1077 เนื่องจากตั้งอยู่บนยอดเขาเส้าซื่อ ทางด้านทิศตะวันตกของเทือกเขาซงซาน ครอบคลุมอาณาเขตพื้นที่เกือบทั้งหมดด้วยป่าหรือ “หลิน” ในภาษาจีนกลาง จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ วัดเส้าหลิน

ในยุคสมัยบุกเบิกยังไม่เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง ภายหลังจากสร้างขึ้นมาได้ประมาณ 32 ปี ในปี พ.ศ. 1070 พระโพธิธรรมเถระหรือตั๊กม้อ พระภิกษุจากประเทศอินเดีย ได้เดินทางเข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนานิกายเซนที่วัดเส้าหลินเป็นครั้งแรก อีกทั้งแลเห็นว่าวัดเส้าหลินอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีความสงบร่มรื่น เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมตามนัยของพุทธศาสนานิกายเซน

ปรมาจารย์ตั๊กม้อจึงเข้าพำนักและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสองค์แรก ทำให้ชื่อเสียงของวัดเส้าหลิน อยู่ในฐานะเป็นต้นกำเนิดของศาสนาพุทธนิกายเซนในประเทศจีน กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ตั๊กม้อสร้างความเลื่อมใสศรัทธาแก่ชาวจีนเป็นอันมาก โดยเฉพาะการพัฒนาวิทยายุทธเส้าหลินให้ลึกล้ำขึ้นกว่าเดิม ถ่ายทอดธรรมะและวิชากังฟูให้แก่หลวงจีนได้ฝึกฝนเพื่อออกกำลังกายและฝึกสมาธิ

เนื่องจากเห็นว่าหลวงจีนส่วนใหญ่มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถนั่งสมาธิวิปัสสนาและเจริญกรรมฐานอย่างเคร่งครัด จึงหัดให้หลวงจีนเริ่มฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งควบคู่กับการปฏิบัติธรรม

การฝึกสอนวิทยายุทธและกังฟูของตั๊กม้อ ได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นที่มาของวิทยายุทธเส้าหลินที่สง่างามและทรงพลังเช่น หมัดเส้าหลิน หรือเพลงหมัดเส้าหลิน รวมทั้งหมด 18 กระบวนท่า อีกทั้งเป็นการปฏิรูปวิทยายุทธครั้งสำคัญเช่น การขยายท่าฝ่ามืออรหันต์จาก 18 ท่า เป็น 72 ท่า โดยเล็งเห็นว่าวิชากังฟูเส้าหลิน ควรได้รับการถ่ายทอดให้ขยายออกไป เช่นเดียวกับนิกายเซนที่ตั๊กม้อได้เดินทางมาเผยแผ่

เจตนารมณ์ของตั๊กม้อประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ศิษย์ของตั๊กม้อเมื่อลาสิกขาออกไปจากวัดเส้าหลินแล้ว ส่วนใหญ่กลายเป็นวีรบุรุษของชาวจีนที่รู้จักกันเป็นอย่างดีเช่น งักฮุย แม้ในประเทศจีนจะมีวัดนิกายต่าง ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก

แต่เนื่องจากความเก่าแก่ประกอบกับชื่อเสียงอันโด่งดัง เลื่องลือกล่าวขานในด้านวิชากังฟูของเส้าหลิน เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลวงจีนหลาย ๆ องค์ นิยมเดินทางมาบวชเรียนเพื่อศึกษาธรรมะ กระบวนท่าวิทยายุทธและกังฟู ทำให้ชาวจีนจำนวนมากเริ่มเดินทางมาวัดเส้าหลินเพื่อฝึกฝนวิชากังฟูของตั๊กม้อ จนได้รับความนิยมอย่างมากในเวลาอันรวดเร็ว และกลายเป็นมหาอำนาจกำลังภายในของจีนมากว่าพันปี รวมทั้งยังเกิดสาขาของวัดเส้าหลินอีกนับสิบแห่งทั่วทุกมุมของโลก

ตามตำนานจีนโบราณ ศิลปะการต่อสู้และกังฟูเส้าหลิน มีต้นกำเนิดจากการที่หลวงจีนใช้วิชากังฟู ฝึกฝนร่างกายและออกกำลังกาย เพื่อเป็นการขจัดความเมื่อยล้าจากการนั่งสมาธิวิปัสนากรรมฐานเป็นเวลานาน

ต่อมาได้มีการพัฒนาจนกลายเป็นรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวัดเส้าหลิน ชาวจีนเชื่อกันว่าผู้ที่คิดค้นสุดยอดวิชากังฟูคือตั๊กม้อ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตามบันทึกบน “ถังไท่จงชื่อเส้าหลินซื่อจู่เจี้ยวเปย” แท่นหินสลักคำสอนหลักของวัดเส้าหลินระบุว่า หลวงจีน 13 องค์ ได้เข้าช่วยเหลือจักรพรรดิถังไท่จงหรือหลี่ซื่อหมินแห่งราชวงศ์ถัง ในระหว่างปี พ.ศ. 1161 – พ.ศ. 1450 ฝ่าวงล้อมในระหว่างการสู้รบกับทหารของราชวงศ์สุยตอนปลายจนได้รับชัยชนะ
ต่อมาถังไท่จงได้ทรงแต่งตั้งให้เฟิงถันจง หนึ่งในหลวงจีนที่ร่วมในการสู้รบให้ดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพ พร้อมกับพระราชทานแท่นปักธงคู่และสิงโตหิน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอารามหน้าวัดเส้าหลินจนกระทั่งถึงปัจจุบัน รวมทั้งได้ทรงอนุญาตให้หลวงจีนเข้าร่วมฝึกซ้อมแบบทหารร่วมกับกองกำลังทหารในราชสำนัก รวมทั้งให้หลวงจีนสามารถฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และสามารถฉันเนื้อสัตว์ได้ จากการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ จากทางราชสำนัก ทำให้วัดเส้าหลินได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศในสมัยซ่งหรือซ้อง

ในปี พ.ศ. 1503 – พ.ศ. 1822 วิชากังฟูเส้าหลินได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงขีดสุด จนถึงสมัยราชวงศ์ชิง ในปี พ.ศ. 2159 – พ.ศ. 2454 และในปี พ.ศ. 2270 หลังการขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิหย่งเจิ้งแห่งราชวงศ์ชิงได้ประมาณ 5 ปี จากเหตุผลทางด้านการเมือง ราชสำนักได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการลดบทบาทของวัดเส้าหลินลง แม้ว่าหลวงจีนจะถูกห้ามไม่ให้ฝึกกังฟู แต่ยังคงมีการลักลอบแอบฝึกกังฟูกันอย่างลับ ๆ ทั้งในบริเวณวัดและตามสถานที่ต่าง ๆ ทำให้วิชากังฟูเส้าหลินไม่สูญหายไปตามกาลเวลา และได้รับการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

วัดเส้าหลินดั้งเดิมนั้นถูกจักรพรรดิหยงเจิ้ง ส่งกองทัพมากวาดล้างและเผาทำลาย แต่ถึงอย่างไรก็ตามกังฟูที่มีรากฐานมาจากวัดเส้าหลินแห่งแรกในเทือกเขาซงซาน มณฑลเหอหนาน ได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศจีนและทั่วทุกแห่งในโลก ในส่วนที่ถูกเผาทำลาย ปัจจุบันมีการทำนุบำรุงบูรณะหลายต่อหลายครั้ง ตลอดระยะเวลา 1,500 ปี วัดเส้าหลินการถูกเผาครั้งยิ่งใหญ่จำนวน 3 ครั้งด้วยกัน และตั้งแต่ใน ปี พ.ศ. 2000 มีการปรับปรุงครั้งยิ่งใหญ่ รื้อบริเวณรอบ ๆ ที่ถูกไฟเผาไหม้ ปลูกต้นไม้ มีการสร้างอารามต่าง ๆ ขึ้นใหม่อีกครั้งอย่างสวยงามในปี พ.ศ. 2400

ปัจจุบันในประเทศจีนมีวัดเส้าหลินทั้งหมดสามแห่ง แห่งแรกตั้งอยู่บนเทือกเขาซงซาน มณฑลเหอนาน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดพุทธศาสนานิกายเซนและกังฟูเส้าหลิน แห่งที่สองตั้งอยู่ที่เทือกเขาผานซาน สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หงวน และแห่งที่สามตั้งอยู่ที่เทือกเขาจิ่วเหลียนซาน มณฑลฮกเกี้ยน เรียก “สำนักเสี้ยวลิ้มใต้”คู่กับ “สำนักเสี้ยวลิ้มเหนือ” ที่เทือกเขาซงซาน สำนักใหญ่ของวัดเส้าหลboแบ่งออกเป็น 2 สายหลัก ๆ คือสายพระบู๊ซึ่งเป็นสายของการการสืบทอดศิลปะการต่อสู้และกังฟูเส้าหลินของตั๊กม้อ และสายพระวินัยซึ่งเป็นสายที่เน้นการปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพุทธศาสนาเป็นสำคัญ

 

กังฟู เส้าหลินที่เป็นมากกว่าหนัง-นิยาย

สังคมไทยก็มีความคุ้นเคยกับกังฟูผ่านทั้งนวนิยายและโทรทัศน์มานานกว่า 3 ทศวรรษ เส้าหลินเป็นแหล่งกำเนิดวิทยายุทธกังฟูทีเดียว

กังฟู หมายถึงศาสตร์ที่ว่าด้วยการใช้เทคนิคในการเข้าปะทะต่อสู้เป็นสำคัญ มีรูปแบบการร่ายรำวิทยายุทธ์ และชั้นเชิงในการต่อสู้เป็นหลัก

ในการฝึกกังฟูเส้าหลินจะมีศิลปะการบริหารที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ โดยมุ่งเน้นการประสานพลังภายในและภายนอก ซึ่งถือเป็นจุดเด่นโดยเฉพาะ เป็นการถ่ายทอดวิชาแบบโบราณจากรุ่นสู่รุ่นมานานกว่าพันปี

การฝึกกังฟูควบคู่กับการศึกษาพระธรรมของพระภิกษุในวัดเส้าหลิน ไม่ได้เป็นการฝึกฝนไว้ต่อสู้หรือทำร้ายผู้อื่น แต่เป็นการฝึกเพื่อเข้าถึงธรรมะ

และต้องถือว่าเป็นหนทางหนึ่งที่จะเข้าสู่พระธรรม ทำให้มีสมาธิมากขึ้น ทำสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบทำให้เข้าถึงแก่นธรรมได้ดีขึ้น

ภายหลังจากที่ท่านอาจารย์โพธิธรรม หรือตักม้อได้เดินทางเข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนาในจีนและพำนักอยู่ที่วัดเส้าหลิน ได้สังเกตว่าในการปฏิบัติธรรมที่เน้นการนั่งสมาธิอย่างเดียว หลวงจีนร่างกายอ่อนแอ ไม่แข็งแรง เมื่อนั่งสมาธินาน ร่างกายปวดเมื่อย ร่างกายเกิดความเสื่อมถอย เพราะอยู่ในท่าเดียวนานเกินไป ไม่ได้ออกกำลังกาย

เป็นที่มาของการคิดค้นวิชากังฟูเพื่อประสานสมาธิเข้าในเพลงหมัดมวย

และเพราะวัดเส้าหลินตั้งอยู่บนเขาท่ามกลางป่าไม้ใหญ่น้อย ท่านอาจารย์เฝ้าพิจารณาท่วงท่าและอากัปกิริยาของสัตว์ใหญ่น้อยที่ปรากฏรอบตัวในบริบทอันเป็นธรรมชาติบนเทือกเขาซงซาน นำมาดัดแปลงเป็นกระบวนท่าต่างๆ ที่เหมาะสมให้หลวงจีนได้ฝึกฝน และเพื่อให้จำได้ง่าย ภายใต้การเคลื่อนไหวทางกายด้วยจิตที่สงบนิ่ง บ่มเพาะจิตใจให้บริสุทธิ์เพื่อเข้าถึงแก่นธรรม และขณะเดียวกันนำไปใช้ในการป้องกันตัว

วิชากังฟูในยุคแรก เริ่มจากกระบวนท่าพื้นๆ ตามลีลาของสรรพสัตว์ที่พบเห็นในป่า เช่น เสือ ดึงเอาลักษณะท่าทางในการล่าเหยื่อ กวาง ที่ดึงเอาลักษณะท่วงท่าในการเดิน ลิง ดึงเอาลักษณะเฉพาะในการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว นก ดึงเอาลักษณะเฉพาะในการลอยตัวในอากาศ หมี ดึงเอาลักษณะเฉพาะของความแข็งแรง บึกบึนในการต่อสู้ ท่วงท่าเหล่านี้ ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องสู่กระบวนท่าอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น หลังจากตักม้อถ่ายทอดวิชากังฟูให้กับหลวงจีนควบคู่กับการปฏิบัติธรรม กิจวัตรประจำวัน ทำสมาธิสวดมนต์ตอนเช้าแล้ว หลวงจีนวัดเส้าหลินทุกรูปต่างฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรงด้วยการรำมวยจีน และฝึกกังฟูมายาวนานสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันการฝึกของหลวงจีนเริ่มฝึกในช่วงเช้าตรู่ของแต่ละวัน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการศึกษาพระธรรม

ในขณะเดียวกันใช้เวลา 2 ชั่วโมงในตอนเช้า และ 2 ชั่วโมงในตอนบ่ายฝึกกังฟูโดยคงรูปแบบกระบวนท่าต่างๆ จากวัฒนธรรมเดิมของเส้าหลิน จากประวัติที่บันทึกกระบวนท่าทั้งหมด 708 ชุด

ทุกรูปต้องเรียนและฝึกวิชาขั้นพื้นฐานคือเพลงหมัดของวัดเส้าหลิน

จากนั้น หลวงจีนแต่ละคนอาจจะเลือกฝึกเพียงบางกระบวนท่า

ในส่วนของเพลงหมัดมวย ยังคงเอกลักษณ์สำคัญที่ดัดแปลงมาจากท่วงท่าของสัตว์นานาชนิด หลากหลายรูปแบบ กระบวนท่าที่เราเห็นมีการนำมาถ่ายทอด คือ เพลงหมัดพยัคฆ์ เพลงมวยเหยี่ยว เพลงหมัดตั๊กแตนสวดมนต์ เพลงหมัดกระเรียนขาว เพลงหมัดเสือดาว เพลงหมัดราชสีห์ ฯลฯ

การฝึกเพลงหมัดมวยนั้น จะได้ทั้งพละกำลังทางกาย และความสงบทางใจประสานกัน

การฝึกกังฟูในสภาพที่หนาวเหน็บท่ามกลางหิมะ เป็นหนึ่งในกิจกรรมปกติของหลวงจีน ความยากลำบากในการฝึกฝน ถือเป็นการบ่มเพาะจิตใจและร่างกายให้แข็งแรง การนั่งทำสมาธิท่ามกลางหิมะ ถือเป็นการฝึกบำเพ็ญตบะแบบหนึ่ง ตามวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาววัดเส้าหลิน

ถ้าหลวงจีนรูปใดมาทำสมาธิสาย หรือไม่มาทำสมาธิ จะถูกลงโทษโดยการให้นั่งคุกเข่าบนพื้นที่เต็มไปด้วยหิมะ จนกว่าจะหมดธูป 1 ดอก

ในประเทศจีน กังฟูเส้าหลินมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก กังฟูที่ถือปฏิบัติกันในจีน ล้วนมีกำเนิดมาจากเส้าหลินทั้งสิ้น รวมถึงเพลงหมัดมวยที่เราคุ้นตากันดีตามที่ปรากฏในภาพยนตร์กำลังภายในของจีนหลายต่อหลายเรื่อง

กระบวนท่าของเพลงหมัดมวยของเส้าหลินเหนือ เน้นการเตะต่อยเป็นหลัก ในขณะที่เส้าหลินใต้เน้นกระบวนท่าที่ใช้ฝ่ามือจู่โจม แท้จริงแล้ววิชากังฟูไม่มีการแบ่งแยกระหว่างการใช้เท้าและมือ กังฟูของตักม้อ เป็นวิชาที่ใช้ในการต่อสู้จู่โจมพร้อมกันด้วยหมัด มือ เท้า แล้วแต่จังหวะของการเข้าปะทะกัน

เมื่อพูดถึงตรงนี้ ก็ต้องย้อนไปดูประวัติศาสตร์ของวัดเส้าหลิน เพราะประวัติศาสตร์เป็นจุดขายที่สำคัญอีกจุดหนึ่ง

ในช่วงที่หลี่ซื่อหมินต้องหลบหนีภัยจากราชวงศ์สุยตอนปลาย ได้หลบเข้ามาลี้ภัยที่วัดเส้าหลิน และได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากหลวงจีนเจ้าวิทยายุทธ์ 13 รูป ทำให้หลี่ซื่อหมินได้ชัยชนะในการฝ่าวงล้อมของกองกำลังของราชวงศ์สุยออกมาได้ (พ.ศ.1161)

เมื่อหลี่ซื่อหมินขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิถังไท่จง ทรงซาบซึ้งและรู้คุณที่ 13 หลวงจีนช่วยเหลือพระองค์ในยามคับขัน จึงทรงแต่งตั้งให้เฟิงถันจง หนึ่งในหลวงจีน 13 รูปนั้นเป็นแม่ทัพ

พร้อมกับพระราชทานแท่นปักธงคู่ และสิงโตหิน ที่ยังปรากฏอยู่ที่ด้านหน้าของพระอุโบสถแห่งวัดเส้าหลินจนถึงปัจจุบัน

นอกจากจะได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากสถาบันกษัตริย์แล้ว ยังได้รับการแต่งตั้งเป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์

ในช่วง พ.ศ.1503-1822 วิชากังฟูเส้าหลินได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงขีดสุด แต่เพราะความสัมพันธ์กับราชวงศ์ที่มีความใกล้ชิดมาก เมื่อเปลี่ยนราชวงศ์ เส้าหลินถูกมองเป็นฐานกำลังของฝ่ายตรงข้าม จักรพรรดิหย่งเจิ้นแห่งราชวงศ์ชิงจึงลดบทบาทของวัดเส้าหลินลง โดยหลวงจีนถูกห้ามมิให้ฝึกกังฟู แม้กระนั้น วิชากังฟูก็ได้เผยแพร่ออกไปไกลกว่ากำแพงวัดเส้าหลินเสียแล้ว

วัดเส้าหลินดั้งเดิมถูกจักรพรรดิหย่งเจิ้นส่งกองทัพมากวาดล้างและเผาทำลาย ตลอดระยะเวลา 1,500 ปี วัดเส้าหลินถูกเผาครั้งใหญ่ๆ ถึง 3 ครั้ง

ตั้งแต่ พ.ศ.2000 มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ รื้อบริเวณโดยรอบที่ถูกไฟเผา ปลูกต้นไม้ และสร้างอารามต่างๆ ขึ้นใน พ.ศ.2400

ปัจจุบันในประเทศจีน มีวัดเส้าหลินทั้งหมด 3 แห่ง แห่งแรก ตั้งอยู่บนเทือกเขาซงซาน มณฑลเหอหนาน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดพุทธศาสนานิกายเซ็น และกังฟูเส้าหลิน

แห่งที่สอง อยู่บนเทือกเขาผานซาน สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หงวน

และแห่งที่สาม ตั้งอยู่บนเทือกเขาติ่วเหลียนซาน มณฑลฮกเกี้ยน เรียกว่า “สำนักเสี้ยวลิ้มใต้” คู่กับ “สำนักเสี้ยวลิ้มเหนือ” ที่อยู่บนเทือกเขาซงซาน

สำนักใหญ่ของวัดเส้าหลิน แบ่งเป็นสองสายหลัก คือสายพระบู๊ ซึ่งเป็นสายของการสืบทอดศิลปะการต่อสู้และกังฟูเส้าหลินของตักม้อ

อีกสายหนึ่งเป็นสายพระวินัย ซึ่งเป็นสายที่เน้นการปฏิบัติธรรมตามคำสอนในพุทธศาสนาเป็นสำคัญ

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 11th, 2019 by sbobetapac

โบกาตอ ศิลปะป้องกันตัวประจำชาติกัมพูชา ที่มีประวัติย้อนหลังนับพันปี

โบกาตอ

โบกาตอ ศิลปะการต่อสู้ของแต่ละชาติแตกต่างกันไป ที่กัมพูชามีศิลปะการป้องกันตัวที่มีประวัติยาวนาน ทว่าสูญหายไปในยุคเขมรแดง แต่วันนี้คนรุ่นใหม่กลุ่มนึงกำลัง นำศิลปะป้องกันตัวชนิดนี้กลับมาอีกครั้ง

คือศิลปะการต่อสู้ของกัมพูชา ที่ผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งและนุ่มนวล หัวใจของศิลปะป้องกันตัวชนิดนี้คือการใช้พลังอย่างผ่อนคลาย อาวุธที่สำคัญไม่ใช่กล้ามเนื้อที่แข็งแรงเพียงอย่างเดียว แต่คือการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้ออย่างพริ้วไหวไม่กระกระแทกกระทั้น โบกาตอนั้นมีประวัติย้อนหลังไปได้นับพันปี หลักฐานคือภาพสลักหินที่ปราสาทนครวัด แต่หลังจากที่กัมพูชาถูกครอบครองโดยฝรั่งเศสและญี่ปุ่น โบกาตอก็เริ่มเลือนหายไปจากความรับรู้ของชาวกัมพูชา แต่ครั้งที่รุนแรงที่สุดก็คือยุคเขมรแดง

ระยะเวลาเกือบ 4 ปี เขมรแดงทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง รวมไปถึงผู้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของชาติอย่างครูมวยโบกาตอด้วย

ซาน คิม เซง ชายชาวกัมพูชาที่ไปใช้ชีวิตที่เมริกาตั้งแต่ยุคเขมรแดง พยายามที่จะฟื้นฟูศิลปะป้องกันตัวชนิดนี้ ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหลังหวนคืนบ้านเกิดในปี 1992 แต่การฟื้นฟูไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะผู้รู้วิชานี้เกือบทั้งหมด ต่างเสียชีวิตไปในช่วงเขมรแดงเรืองอำนาจ ที่ยังหลงเหลืออยู่บ้างก็ละทิ้งวิชาความรู้และไม่ยอมเปิดเผยตัวตน

หลายปีผ่านไปโรงเรียนฝึกสอนโบกาตอ ได้ถือกำเนิดขึ้นที่เมืองเสียมเรียบ  เปิดรับคนที่สนใจเกี่ยวกับศิลปะป้องกันตัวประจำชาติ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ นอกจากฟื้นฟูแล้ว ซาน คิม เซ็ง ยังได้ปรับเปลี่ยนโบกาตอให้ร่วมสมัยและเข้าถึงง่ายมากขึ้น จึงมีคนสนใจมาเรียนทุกเพศทุกวัย

และเมื่อไม่นานมานี้ โบกาตอได้รับการบรรจุให้เป็นกีฬาระดับชาติของกัมพูชา แน่นอนว่านี่คือความสำเร็จอีกก้าวและความภาคภูมิใจของ ซาน คิม เซ็ง  8 คนของทีมชาติชุดแรกล้วนแล้วแต่เป็นลูกศิษย์ของเขา

การทุ่มเทแรงกายและแรงใจให้โบกาตอนั้นทุกคนมีความคิดเดียวกันคือ เล่นเพื่อรักษาและสืบทอดศิลปนี้ไว้ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวโบราณชนิดนี้จะได้หวนกลับมาอยู่ในสายตาและความรับรู้ของผู้คนอีกครั้ง

กีฬาโบราณของกัมพูชา

หรือจะเรียกอีกอย่างว่า มวยเขมร กัมพูชามีความเกี่ยวข้องกับกีฬามากว่า 30 ปี มีกีฬาที่เป็นที่นิยมคือฟุตบอล และศิลปะป้องกันตัว ได้แก่ โบกาโต หรือกระบี่กระบอง ประดัลเสรี และมวยปล้ำกัมพูชาที่นิยมไปทั่วประเทศ

โบกาโต หรือชื่อที่เป็นทางการ ลปกกอโต (หมายถึงการสู้สิงโตด้วยไม้) เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบโบราณของกัมพูชา เป็นการต่อสู้บนพื้น คล้ายกับกระบี่กระบองของไทย มีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์

ต่างจากประดัลเสรีที่เป็นศิลปะการต่อสู้ แต่โบกาโตเป็นกีฬาของทหาร มีการใช้อาวุธต่างๆและส่วนต่างๆของร่างกาย ในการต่อสู้ ในการต่อสู้ ผู้เล่นจะแต่งตัวแบบทหารเขมรในสมัยโบราณ ใช้ผ้าขาวม้า (กร็อมา)พันมือและมีมงคลสีแดงหรือสีน้ำเงินสวมหัวสีของผ้าขาวม้าจะแสดงความชำนาญในการต่อสู้ ต่ำสุดคือสีขาว สูงสุดคือสีดำ การต่อสู้มี 341ท่า ซึ่งตั้งชื่อเลียนแบบชื่อสัตว์ต่างๆ

 

โบกาตอ ต่อสู้เพื่อความอยู่รอด

ศิลปะการป้องกันตัวแบบกัมพูชาโบราณของนักโบว์เกอร์กำลังใกล้กับขอบของการสูญพันธุ์ ในขณะที่ความพยายามฟื้นฟูศิลปกรรมโบราณอย่างต่อเนื่องเราจะมาดูรากฐานของศิลปะการต่อสู้แบบเขมรแบบดั้งเดิมวิธีการพัฒนาและต่อสู้เพื่ออนาคตของตน

โบกาตอ เป็นของกัมพูชา นายแกรนด์มาคิ่นซานคิม Se อนผู้เป็นหนึ่งในนายทหารที่รอดชีวิตจากความน่าสะพรึงกลัวของระบอบการปกครองของเขมรแดงกล่าวว่านายใหญ่ของเราคือนายใหญ่ผู้ยิ่งใหญ่และมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่จากหลายพันปีมาแล้ว

ด้วยรากฐานที่ลึกลงไปในประวัติศาสตร์การแกะสลักของเครื่องบินรบแบบ bokator สามารถพบเห็นได้ทั่วไปบนผนังของนครวัดซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ที่สร้างโดยกองทัพ Angkorian เพื่อช่วยให้จักรวรรดิเขมรยึดมั่นในภูมิภาคมานานหลายศตวรรษ

เชื่อกันว่าเป็นพ่อของรูปแบบการต่อสู้อื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นที่นับถือสำหรับเทคนิคอาวุธของตนและถูกแกะสลักเป็นเครื่องมือต่อสู้มฤตยูเพื่อช่วยทำลายศัตรูบุกรุกของจักรวรรดิ

อย่างไรก็ตามการทดสอบเวลาได้เห็นนักล่าสัตว์เลือนหายไปในเงาของศิลปะการต่อสู้อื่น ๆ เช่นคิกบ็อกซิ่งกัมพูชา (คุงเขมร) หรือมวยไทยของประเทศเพื่อนบ้าน

และด้วยทักษะที่สืบทอดกันมาในรูปแบบของชาวเขมรโดยทั่วไป – จากคนรุ่นต่อ ๆ ไป – เมื่อชาวเขมรแดงที่ควบคุมโดย Pol Pot ในช่วงปีพ. ศ. 2518 ถึง พ.ศ. 2522 นายโทโคกิมีเป้าหมายพร้อมกับศิลปินและเจตนารมณ์อื่น ๆ เกือบหนึ่งในสี่ของประชากรถูกสังหารหรือเสียชีวิตภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์

อย่างไรก็ตามขณะนี้ กำลังสู้รบขณะที่เจ้านายที่เหลือบางคนได้ถ่ายทอดทักษะของพวกเขาให้กับนักสู้คนรุ่นต่อ ๆ ไปผู้ซึ่งกำลังดำเนินการในการรักษามรดกของพวกเขาให้มีชีวิตชีวาและเตะขึ้น

 

โบกาตอ คืออะไร?

อย่างเป็นทางการเรียกว่า lobokkatao,  เป็นศิลปะการป้องกันตัวแบบกัมพูชาโบราณที่พัฒนาขึ้นโดย Angkor เป็นระบบการต่อสู้ที่ใกล้ชิดไตรมาส

คำว่าตัวเองแปลเป็น “สิงโตสิงโต” ด้วยความหมายที่จะปอนด์และความหมายสิงโตสิงโต

ซึ่งแตกต่างจากกีฬาการต่อสู้ของคิกบ็อกซิ่ง, ได้รับการออกแบบโดยมีจุดประสงค์หลักอย่างหนึ่งคือการชนะบนสนามรบ ซึ่งหมายความว่ามันรวมถึงความหลากหลายของการนัดหยุดงานหัวเข่าและข้อศอก, เตะ shin, การส่งและการต่อสู้บนพื้นดิน

หัวเข่ามือข้อศอกฟุตหน้าแข้งหัวไหล่สะโพกขากรรไกรนิ้วมือคุณสามารถตั้งชื่อได้ – สามารถใช้ในการโจมตีศัตรูในการยื่นในวันนี้หรือทำให้เกิดความตายได้ในเวลาอังกอร์

และไม่ใช่แค่ส่วนของร่างกายที่ใช้ในการสู้รบเท่านั้น อาวุธเป็นส่วนหนึ่งของมันมากเกินไปด้วยไม้ไผ่หอกและแม้กระทั่ง คามา – ผ้าพันคอกัมพูชาแบบดั้งเดิม – ใช้ในหลายพันของการเคลื่อนไหว

เช่นเดียวกับศิลปะการต่อสู้ของภูมิภาคหลายแห่งการเคลื่อนไหวของสัตว์ชนิดหนึ่งจะขึ้นอยู่กับสัตว์เช่นเสือม้านกอินทรีและพญานาคโดยมีต้นกำเนิดของการเคลื่อนที่เกิดขึ้นจากรูปแบบของสัตว์ เจ้านายจะเลือกสัตว์จาก 341 ชุดตามที่ศิลปะเป็นพื้นฐาน

แม้วันนี้นักสู้สวมชุดเครื่องแบบ โบกาตอ แบบดั้งเดิมซึ่งเป็นครามรอบเอวและสายไฟสีแดงและสีแดง ( sangvar ) ไปรอบ ๆ ลูกหนูและเอว สีของกุริกาหมายถึงระดับของนักรบโดยมีสีขาวเป็นเกรด 1 ตามด้วยสีเขียวสีฟ้าสีแดงสีน้ำตาลและสีดำ

ต้องย้ายการเคลื่อนไหวทั้งหมด 100 ครั้งเพื่อให้ได้ White Krama โดยต้องมี 1, 000 ท่าจากการเคลื่อนที่มากกว่า 10, 000 ท่าที่จำเป็นสำหรับ Black Krama กามารมณ์ทองคำเป็นระดับสูงสุดและได้รับการยอมรับจากเจ้านายชั้นเยี่ยมเช่นคิมเซียน

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้นักสู้ต้องสวมหมวกสีดำเป็นเวลาอย่างน้อยสิบปีและทุ่มเทให้กับศิลปะอย่างเต็มที่รวมทั้งทำสิ่งที่ดีสำหรับนักขี่จักรยาน
ต่อสู้เพื่อความอยู่รอด

คิม Sean เริ่มเรียนรู้ที่ ตอนอายุ 13 จากลุงของเขาและผู้สูงอายุคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านที่ห่างไกลเขาเติบโตขึ้นมาพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นธรรมชาติเขาเดินทางข้ามประเทศกัมพูชาเพื่อเรียนรู้รายละเอียดของรูปแบบศิลปะจากเจ้านายทั่วประเทศ

ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2518 พนมเปญตกลงสู่เขมรแดงและระบอบการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เริ่มรณรงค์สี่ปีเพื่อเปลี่ยนประเทศให้เป็นสังคมเกษตรกรรม

ตอนอายุ 30 คิม Sean เหมือนเพื่อนร่วมชาติและหญิงของเขาถูกอพยพเข้ามาในชนบทและถูกบังคับให้ทำงานแผ่นดิน อาหารขาดแคลนความตายอยู่ใกล้ ๆ และคิมเซียนรอดชีวิตจากการซ่อนอาชีพของเขาเท่านั้น นักสู้ เป็นหนึ่งในปัญญาชนและศิลปินที่เป็นเป้าหมายของเขมรแดง

หลังจากที่เขมรแดงถูกขับออกไป Kim Sean หนีไปอเมริกาในฐานะผู้ลี้ภัยในที่สุดก็พำนักอยู่ที่ลองบีชแคลิฟอร์เนียซึ่งมีชาวกัมพูชาหลายคนย้ายมาอยู่

อุทิศให้กับงานศิลปะของเขาเขาเริ่มสอนโบว์เกอร์ให้แก่ชาวเขมรซึ่งเดินทางกลับประเทศกัมพูชาในปีพ. ศ. 2535 โดยมีจุดมุ่งหมายในการฟื้นฟูชาวบ้านในบ้านเกิดของเขาและยกระดับให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

“ฉันได้อุทิศชีวิตของฉันให้กับศิลปะการต่อสู้และรู้สึกกังวลเป็นอย่างยิ่งและเสียใจเมื่อเห็นว่านักล่าสัตว์กำลังจะตาย” เขากล่าว “ฉันกังวลมากว่ามันจะหายไป – หลายพันปีของประวัติศาสตร์หายไป ชาวกัมพูชาจำนวนมากไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร ฉันรู้ว่าฉันต้องทำอะไรบางอย่าง ”

คิมเซียนตั้งเป้าหมายที่จะกำจัดวัชพืชบางตัวที่เหลือรอดชีวิต แต่เขาก็พบกับความต้านทาน ไม่กี่คนที่เขาค้นพบก็ริ้วรอยและหวาดกลัว หลังจากหลายปีแห่งการกดขี่พวกเขายังคงระมัดระวังในการสอนศิลปะอย่างเปิดเผย

อย่างไรก็ตามคิมเซียนมีอำนาจในการชักชวนเห็นด้วยในที่สุดและในปีพ. ศ. 2547 ด้วยความเห็นชอบของรัฐบาลเขาได้เปิดตัวกัมพูชาโบโคเนียร์กัมพูชาและกัมพูชาโบเคเตอร์อคาเดมี่

เขาสนับสนุนให้ครูทั่วประเทศสร้างชั้นเรียนเพื่อถ่ายทอดความรู้ไปสู่คนรุ่นต่อ ๆ ไปและเริ่มฝึกเยาวชนจากโรงเรียนในกรุงพนมเปญ

คิมแซนยังได้ทำงานร่วมกับคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติกัมพูชาเพื่อรักษาสถานะมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่มีตัวตนของ โบกาตอ ยูเนสโก การเต้นรำ Apsara และ Sbèk Thom หรือโรงละครหุ่นเงาได้รับการเพิ่มลงในรายการแล้ว

“นี่คือความฝันสูงสุดของฉัน” คิมเซียนกล่าว “ถ้าเราได้รับนั้นชีวิตของฉันก็โอเค ถ้าฉันตายฉันก็ตายได้แล้ว ”

 

โบกาตอ สมัยใหม่

นับตั้งแต่การเข้ารับตำแหน่งของกัมพูชาโบคูเนียน Federation มีโรงยิมและศูนย์ฝึกอบรมหลายแห่งที่ได้รับความนิยมทั่วประเทศโดยมีเยาวชนชายและหญิงจำนวนมากขึ้นในประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขัน

นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากการเปิดตัวภาพยนตร์ศิลปะการต่อสู้ที่ทำเองในบ้านซึ่งรวมถึง Jailbreak (2017) และความนิยมใน MMA Martial Arts (MMA) รวมถึงนักสู้ชั้นนำอย่างเช่น Chan Rothana, การไปถึงวงแหวนสากล

รัฐบาลยังตระหนักถึงความสำคัญในวัฒนธรรมและมรดกอันรื่นรมย์ของประเทศด้วยนักเรียนเกรด 7-9 ที่เริ่มเรียนรู้ความเป็นนักกีฬาในชั้นเรียนกีฬา

“เราเห็นได้ชัดว่าเด็กหนุ่มชาวประเทศสนใจในเรื่องของ bokator มากขึ้น” คิมเซียนนักแสดงหลักใน Surviving Bokator กล่าวว่าเป็นภาพยนตร์สารคดีที่เพิ่งถูกเปิดเผยว่าเป็นการต่อสู้เพื่อฟื้นฟูประเพณี “นี่เป็นบวกมาก”

 

ซอม ทารอต-โลกใหม่ในมือเนียง

หลายปีก่อนตอนที่ ซอม ทารอต บอกกับพ่อแม่ว่า เธออยากจะไปฝึกกบัจคุนกับบรมครูโลก ซาน กิมเซ็ง นั้น พ่อทารอตและทุกคนในครอบครัวต่างคัดค้าน แต่ ซอม ทารอต เดินหน้า ในสมัยนั้นการฝึกกบัจคุน-ศิลปะป้องกันตัวเขมรโบราณ ยังไม่เป็นที่รู้จัก และยังไม่ได้รับการโปรโมตให้เป็นกีฬาประจำชาติ ในชื่อ “โบกาตอ” (ออกเสียง “ล-บกกะเตา”) เช่นในปัจจุบัน

ซอม ทารอต ฝันอยากจะเป็นนักวรยุทธ์ ที่เยี่ยมยุทธ์ไปด้วยฝีมือการต่อสู้แบบที่เธอเคยเห็นมันในภาพยนตร์ซอม ทารอต คิดว่า “มันคงจะเท่เอามากๆ” เวลาที่เธอออกท่วงท่ากบัจคุนในแบบต่างๆ ซึ่งมีเป็นนับพันนับหมื่นท่วงท่า แต่ขณะที่มีอายุตอนนี้ เธอสะสมฝีมือ ท่ากบัจที่ลำดับขั้นกลางคือประมาณ 400 ท่ากบัจ

ซึ่งตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ซอม ทารอต ได้ออกโชว์ตัวในนามตัวแทนของประเทศ และเป็นศิษย์สตรีเอกที่สร้างชื่อเสียงให้ ครูซาน กิมเซ็ง อย่างเป็นลำดับ เริ่มจากการลงสนามในประเทศและภูมิภาค ที่เธอพาทีมโบกาตอ ออกไปไล่ลารางวัล

สำหรับสายโบกาตอแล้ว ซอม ทารอต เป็นดาวเด่นในฐานะผู้หญิงคนแรกๆ ของวงการ นำมาซึ่งชื่อเสียง รายได้ งานโชว์ตัวรายการโทรทัศน์และตัวแสดงสมทบในภาพยนตร์เกี่ยวกับเขมรแดงของ แองเจลีน่า โจลี

แต่ชีวิตโบกาตอเมื่อเริ่มแรก ก็ไม่ได้สวยงามและฉายโชนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของ “กบน้อย” ฉายาของทารอตมาจากสมัยเด็กที่เธอออกตระเวนจับกบมาทำอาหารเพื่อยังชีพ

ด้วยเหตุนี้ ซอม ทารอต จึงต้องวนเวียนหารายได้อื่นๆ มายังชีพตนเองและครอบครัว

และนั่นคือที่มาของการเดินหน้าสู่วงการนักมวย-Kickboxing เริ่มต้นในปี พ.ศ.2556 ตอนที่ชื่อ ซอม ทารอต เริ่มเป็นที่รู้จักในวงการมวยไทย/คุนแขฺมร์-ธุรกิจกีฬาที่เฟื่องฟูมากในวงการโทรทัศน์

ซอม ทารอต เป็นนักมวย (สมัครเล่น) กึ่งอาชีพที่ถนัดขวา มีจุดเด่นที่ลูกถีบแบบโบกาตอ คือถีบยาว ถีบสูง ถีบหนัก และสามารถส่งลูกถีบเข้าทำคู่ต่อสู้อย่างถูกจังหวะ ซึ่งก็เป็นจุดอ่อนของคนที่ฝึกมาทางโบกาตอ ที่มักรอให้คู่ต่อสู้เข้าชาร์ตก่อนจะต่อยหมัด กว่าจะยอมปะทะคู่ต่อสู้

ซอม ทารอต จึงเป็นนักมวยที่ไม่เด่นด้านการชกเมื่อเทียบกับนักมวยหญิงคนอื่นๆ แม้ว่าบางนัดเธอจะมีข้อได้เปรียบจากรูปร่างที่สูงกว่ามวยหญิงเขมร ซึ่งไม่มีการเทียบรุ่นก่อนขึ้นชกเหมือนมวยสากลทั่วไป

นอกจากนี้ ด้วยช่วงขาแข็งแรง ซอม ทารอต จึงมักต่อยมวยไทยแบบเตะตัดขาตัดกำลังคู่ต่อสู้ ซึ่งบางทีดูๆ ไปก็ไม่ต่างจากมวยวัดเหมือนกัน

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 10th, 2019 by sbobetapac

ฮับกิโด ศิลปะการต่อสู้ของเกาหลี ที่กองทัพของสหรัฐและเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องฝึก

ฮับกิโดฮับกิโด หรือ Hapkido ( ในเกมเขียนเพี้ยนๆ ว่า Hapgido แต่ที่ถูกต้องคือ Hapkido) เป็นศิลปะการต่อสู้ของชาติเกาหลี ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นศิลปะการต่อสู้ที่ได้รับการยอมรับและได้รับการฝึกสอนให้แก่กองทัพของสหรัฐและเจ้าหน้าที่ตำรวจ แม้จะไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้าง แต่ก็เป็นที่รู้จักกันดีถึงกิตติศัพย์ความร้ายกาจของศิลปะการต่อสู้แขนงนี้ ศิลปะการต่อสู้แขนงนี้ก่อตั้งขึ้นโดยปรมาจารย์ Choi, Yong Sul ซึ่งได้รับการฝึกฝนเป็นศิษย์สายตรงของสำนักไดโตริว ไอคิจูจุตซึ ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้โบราณของประเทศญี่ปุ่นในต้นศตวรรษที่ 20 เป็นเวลาหลายปีก่อนที่จะกลับสู่ดินแดนมาตุภูมิของเขาในประเทศเกาหลี และได้เริ่มฝึกสอนโดยใช้ชื่อในช่วงแรกว่า Hap Ki Yoo Sul ซึ่งเป็นภาษาเกาหลีความหมายเดียวกับคำว่า ไอคิจูจิตซึ ซึ่งท่านเองก็ได้รับศิษย์ที่มีความหลากหลายในความสามารถ ซึ่งบางคนเป็นผู้มีความรู้ดีในศิลปะการต่อสู้โบราณของเกาหลีซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในด้านการเตะที่รุนแรง จึงได้มีการผสานความรู้ในศิลปะการต่อสู้ที่มีอยู่เดิมของเกาหลีเข้ากับไอคิจูจิตซึ จึงเกิดศิลปะการต่อสู้แบบใหม่เรียกว่า ฮับกิโด ( Hapkido) ฮับกิโดในปัจุบันได้มีความแพร่หลายไปสู่ประชาชนในวงกว้าง เป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างศิลปะการต่อสู้ในปัจจุบัน ซึ่งฮัพกิโดเป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีการเตะและการต่อยที่คล้ายคลึงเทควันโด้ แต่มีความรุนแรงกว่ามากและมีการทุ่มและการจับที่คล้ายคลึงในยูโดและมีเทคนิคพิเศษเฉพาะของไอคิจูจุตซึ ฮับกิโดจึงประกอบด้วยการเตะ การต่อย การหักและล็อคข้อต่อ การคว้าจับและการสกัดจุดและการฝึกอาวุธที่มีลักษณะเฉพาะของศิลปะการต่อสู้ของชาติเกาหลี

ฮับ แปลว่า ความกลมกลืน,รวบรวมการประสานกัน
คิ แปลว่า พลัง
โด แปลว่า วิถีทางของการใช้ แปลโดยรวม หมายความถึง การเข้าถึงธรรมชาติ การเคลื่อนไหวที่สมดุล รวมทั้งการบังคับทิศทางของแรงได้ เมื่อใช้ต่อสู้

หลักใหญ่ของวิชา ฮับคิโด จะสอนเรื่อง

1. มือเปล่า ต่อสู้กับมือเปล่า
2. มือเปล่า ต่อสู้กับอาวุธ
3. อาวุธ ต่อสู้กับอาวุธ
4. การต่อสู้กับคู่ต่อสู้มากกว่า 1 คน

โดยทั่วไปแล้ว ศิลปะการต่อสู้ส่วนมาก จะเน้นการใช้เทคนิคอยู่ประมาณ 2-3 อย่าง แต่ความพิเศษของวิชาการต่อสู้ฮับคิโด จะเน้นการการรวบรวม ผสมผสานเทคนิคอยู่ 7 อย่าง ได้แก่

1. การจู่โจม
2. การหลบหลีก
3. การปัดป้อง
4. การจับล็อค
5. การทุ่ม
6. การใช้อาวุธ
7. การฝึกฝนภายใน (ได้แก่การหายใจและการทำสมาธิ) รวมทั้งการรักษาอาการบาดเจ็บของร่างกาย (การนวด, กดจุด การฝังเข็ม)

ส่วนที่ 1-6 ผู้ฝึกฝนต้องทำการฝึกโดยเฉลี่ยเป็นปริมาณที่เท่ากัน แต่ส่วนที่ 7 เป็นการแยกนักต่อสู้กับครูสอนการต่อสู้ ออกจากกัน คือการรักษาอาการเจ็บป่วยของร่างกาย ด้วยการแพทย์แผนโบราณ ผู้ฝึกต้องเรียนรู้โครงสร้างของร่างกายมนุษย์ เส้นเลือด กล้ามเนื้อ ระบบประสาท อวัยวะภายใน เพื่อใช้ในการรักษาตนเอง หรีอลูกศิษย์ เมื่อบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วย

จุดเด่นจนเป็นเอกลักษณ์ของวิชาฮิบคิโด

คือการฝึกร่างกายให้มีความอดทน มีความรวดเร็วในการหลบหลีก และโต้ตอบกลับ การปะทะของฮับคิโดมีทั้ง วงกลมใหญ่และวงกลมเล็กซ้อนกันอยู่ ซึ่งขึ้นกับท่าต่อสู้ที่ใช้

วิชาฮับคิโดมีทั้งการล็อคกล้ามเนื้อ, ข้อต่อ, เส้นประสาท และโจมตีต่อเนื่องด้วย มือ, ศอก, เข่า, เท้า, หัว, หัวไหล่ ประกอบไปด้วยเทคนิคต่างๆ 1,100 ท่า และยังปรับเปลี่ยนพลิกแพลงได้อีกมากมาย อีกทั้งยังเน้นเรื่องการเตะอันรุนแรงและหลากหลาย จนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ศิลปะการต่อสู้วิชานี้ จัดเป็นการต่อสู้ที่ใช้จู่โจม และทำร้ายคู่ต่อสู้ได้จริง เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก โดยเฉพาะหน่วยงานขององค์กรรัฐบาลต่างๆ เช่น หน่วยองค์รักษ์ หน่วยคุ้มครองบุคคลสำคัญ

นักต่อสู้แบบผสมผสาน ถ้ามองอย่างง่ายๆ ฮับคิโด คือ การรวบรวมวิชาการต่อสู้ต่างๆไว้ด้วยกัน เพราะ ต่อย และเตะเร็วเหมือนเทควันโด, ทุ่มได้เหมือน ยูโด, ล็อคข้อต่างๆเหมือนยูยิดสู, เปลี่ยนทิศทางแรงได้ เหมือนไอคิโด.ใช้หมัด เข่า เท้า ศอก ได้เหมือนมวยไทย ทั้งหมดที่กล่าวมามีอยู่แล้วในวิชาหนึ่งเดียวนี้ คือ ฮับคิโด

 

ฮับกิโด 3 ท่าป้องกันตัวของผู้หญิงยุคใหม่

สมาคมฮับกิโดแห่งประเทศไทยแนะ 3 ท่าเบื้องต้นสำหรับผู้หญิงยุคใหม่ไว้ป้องกันภัยจากการใช้ชีวิตประจำวันนี่เป็นวิธีป้องกันตัวที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยนายกสมาคมฮับกิโดแห่งประเทศไทย นายทวีวัตน์ ของสิริกุล หรือครูบิ๊ก เป็นผู้สาธิตให้ผู้หญิงยุคใหม่ได้เรียนรู้การป้องกันภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิดซึ่ง ครูบิ๊ก บอกว่า หลักการเบื้องต้นคือจะสอนท่าที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และง่ายสำหรับคนที่ไม่เคยเรียนศิลปะป้องกันตัวมาก่อน

สำหรับท่าพื้นฐานที่ครูบิ๊กนำมาสาธิตในวันนี้คือ

1 ท่าปลดล็อคจากข้อมือ ท่านี้คนร้ายหรือคู่ต่อสู้จะจับที่ข้อมือเรา ซึ่งโดยปกติตามธรรมาติแล้ว เราจะดึงกลับและยื้อกับคนร้ายหรือคู่ต่อสู้ หากใครแรงเยอะจะเป็นฝ่ายชนะ แต่หากเราใช้เทคนิคเข้ามาช่วยคือ การออกทางจุดอ่อนของคนร้าย ซึ่งจุดอ่อนของเขาอยู่ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วโป้ง ดังนั้นเราต้องบิดข้อมือและดึงแขนเราออกจากมือคนร้ายโดยที่ไม่ต้องออกแรงเยอะ หากเราถูกรัดจากด้านหลัง เราต้องกางศอกขึ้น เพื่อให้มีช่องว่างระหว่างตัวเรากับคนร้าย จากนั้นเทตัวไปทางด้านใดด้านหนึ่งและมุดออก หรือกางแขนขึ้น เก็บคอให้แนบกับลำตัวก่อนจะทรุดตัวลงนั่ง แล้วจับขาคนร้าย เพื่อให้เขาล้มลง

2 ท่าถูกจับข้อมือจากด้านหน้า ท่านี้เป็นท่าที่เกิดขึ้นบ่อย และสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันที่ได้ผลจริง ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเราจะถูกจับและดันไปด้านหลัง ดังนั้นเราต้องขัดขืนเขานิดหน่อยเพื่อให้คนร้ายตายใจ จากนั้นก็กางแขนออก เพื่อให้ตัวคนร้ายเข้ามาชิดตัวเรา ซึ่งจะเป็นจังหวะที่เขาโน้มตัวลง เราจึงใช้เข่ากระแทกไปที่ตัวหรือตัวคนร้าย ระหว่างนี้จะมีจังหวะเปิดตรงศรีษะของคนร้าย เราก็ใช้ศอกโจมตีระยะประชิด จากนั้นเราก็หันตัววิ่งหนีจากคนร้ายไป

3 ท่าสุดท้ายเป็นท่าที่ผู้หญิงโดนบ่อยนั่นคือ โดนกระชากผม ซึ่งเมื่อโดนกระชากผมแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ให้มือคนร้ายติดกับหัวของเรา นั่นก็คือ ใช้มือเราจับมือคนร้ายแล้วกดไว้ที่หัวเราแล้วหนีบศอกลง เพื่อไม่ให้มือของคนร้ายมีช่องว่างขยับไปโดนผมหรือหัวของเราจนได้รับบาดเจ็บ จากนั้นหมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบ ซึ่งจะทำให้แขนของคนร้ายบิดตามจนทำให้คนร้ายมีอาการเจ็บที่ข้อมือ สุดท้ายแล้วคนร้ายจะปล่อยมือ และทำให้เราหนีจากคนร้ายได้

 

ศิลปะการป้องกันตัวสำหรับผู้หญิงยุคใหม่

ในโลกปัจจุบันมีภัยอันตรายเพิ่มขึันทุกวัน โดยเฉพาะอันตรายที่เกิดกับผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นการข่มขืน ชิงทรัพย์ การคุกคามทางเพศ การหลอกลวงสารพัดรูปแบบ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้หญิงจะต้องหาวิธีป้องกันตัว ทั้งการอ่านข่าวสาร ข้อมูลการเตือนภัย ศึกษากลโกงของโจผู้ร้าย รวมไปถึงการเรียนรู้ศิลปะการป้องกันตัวเอง หากมีเวลาว่างๆ กิจกรรมสำคัญที่ผู้หญิงควรทำก็คือ การฟิตร่างกายให้แข็งแรง และเรียนรู้ศิลปะการป้องกันตัว โดยวันนี้เรามีศิลปะการป้องกันตัวที่น่าสนใจมาฝากกันคะ

1. มวยไทย (Mauy Thai) ศิลปะในการป้องกันตัวชั้นเลิศของไทย ซึ่งมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน มีลีลาศที่อ่อนช้อย งดงาม เป็นที่รู้จักและโด่งดังไปทั่วโลก นอกจากจะเป็นศิลปะในการป้องกันตัวแล้ว มวยไทยยังเป็นเคล็ดลับความงามของดารา นางแบบหลายๆ คน เช่น แองเจลิน่า โจลี่, ลูกเกด เมทินี, นก-อุษณีย์ วัฒฐานะ และมาริสา แอนนิต้า ที่ใช้กีฬามวยไทยในลดน้ำหนัก สร้างรูปร่างที่กระชับ สมส่วน สำหรับผู้ที่สนใจอยากเรียนรู้ศิลปะแม่ไม้มวยไทย และใช้มวยไทยเพื่อช่วยลดน้ำหนัก สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่

2. คราฟมาก้า (Krav Maga) เป็นระบบการป้องกันตัวของอิสราเอล ที่ได้รับการพิสูจน์ว่าใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันและในสงคราม ใช้อบรมในหน่วยราชการตำรวจทหาร ทั้งอเมริกาและยุโรป เป็นระบบการต่อสู้ที่คิดขึ้นโดยชาวอิสราเอล เป็นการต่อสู้ที่ค่อนข้างใหม่ คือ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 60 ปีที่แล้ว แต่ก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง พัฒนามาเรื่อยๆ เพื่อใช้ในหลักสูตรการต่อสู้มือเปล่าของทหารในกองทัพอิสราเอล เน้นการฝึกซ้ำในช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้เกิดการตอบรับอัตโนมัติของร่างกายต่อสภาวะคับขันต่างๆ

3. เทควันโด (Tae Kwon Do) ศิลปะการต่อสู้ที่รวมเอาการต่อย การป้องกัน การจู่โจม และการเตะเข้าด้วยกันเป็นท่าชุดที่มีจังหวะลีลา สามารถเล่นเป็นงานอดิเรกหรือเพื่อให้เกิดความฟิต บางคนเล่นจริงจังมากจนจบระดับขั้นต่างๆ นอกจากจะมีประโยชน์ด้านการป้องกันตัว ยิ่งมีความตั้งใจมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้จิตใจเกิดสมาธิมากขึ้น ส่วนประโยชน์ต่อร่างกาย คือ ช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่น ความว่องไว กล้ามเนื้อแข็งแรง และช่วยให้การทำงานระหว่างมือและสายตาประสานกัน

4. คาราเต้ (Karate) เป็นที่รู้กันดีว่าคาราเต้คือศิลปะการต่อสู้ ชั้นเรียนคาราเต้ประกอบด้วยการยืดกล้ามเนื้อแขน ขา การเตะ การต่อย การป้องกันและการต่อสู้กับคู่ซ้อม การต่อสู้ป้องกันตัวไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดความมั่นใจเท่านั้น แต่การฝึกฝนจนผ่านระดับขั้นสายต่างๆ ยังนำมาซึ่งความรู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จ และนอกจากจะทำให้เกิดความว่องไวแล้ว คาราเต้และท่าทางเคลื่อนไหวที่เข้มแข็งช่วยให้กล้ามเนื้อทุกส่วนกระชับและ ร่างกายแข็งแรง ช่วยให้หน้าท้องแบนราบ กล้ามเนื้อขาและแขนแข็งแรง

5. ไอคิโด (Aikido) เป็นศิลปะการต่อสู้สมัยใหม่ของญี่ปุ่น พัฒนาขึ้นโดย อุเอะชิบะ โมริเฮ เป็นการรวบรวม กลั่นกรอง เอาคุณลักษณะพิเศษของศิลปะการต่อสู้หลายแบบของญี่ปุ่นในสมัยโบราณเข้าด้วยกัน ศิลปะการต่อสู้บางแบบที่พบในวิชาไอคิโดมีอายุนับย้อนหลังไปได้ถึงกว่า 700 ปี ไอคิโด้ ไม่ใช่ กีฬาเหมือน เทควันโด้ หรือ ยูโด จึงไม่การแข่งขัน ไม่มุ่งเน้นการเอาชนะ แต่เป็นศิลปะป้องกันตัวจากการกระทำทุกรูปแบบ ทั้งมือ และมีอาวุธ ในระยะประชิดตัว เป็นการป้องกันตัวโดยการหักข้อต่อต่าง ๆ ของร่างกาย อาทิ ข้อมือ ข้อศอก คอ หลัง หัวเข่า ข้อเท้า และพร้อม ๆ กันนั้นมีลักษณะการเหวี่ยงทุ่มกระแทกพื้น ไอคิโดยังเป็นศิลปะป้องกันตัวที่ใช้พลังทางกายน้อย โดยเน้นใช้พลังสมอง คิดหาวิธีควบคุมคู่ต่อสู้โดยใช้แรง (กำลังกาย) ของคู่ต่อสู้ทำ สาวๆ สามารถฝึกไอคิโดได้ดี เพราะไม่ต้องใช้กำลังของตัวเองมาก ส่วนประโยชน์ของไอคิโดนั้น นอกจากจะให้ผู้ฝึกรู้จักวางแผน สามารถควบคุมสติได้ดี มีจิตใจที่มั่นคง อ่อนโยนแล้ว ยังทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายแข็งแรงอีกด้วย

6. จูจุสึ (Jiu Jitsu) เป็นศิลปะการต่อสู้ที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะการต่อสู้โบราณของซามูไรที่เรียกกันว่า ไทจุสสุ ซึ่งหมายถึงศิลปะการใช้ร่างกาย ลักษณะการต่อสู้ของจูจุสึในสมัยก่อนนั้นจะขึ้นอยู่กับสำนักนั้นๆ โดยมากจะมีทั้งการโจมตี การล๊อค การทุ่ม ในบางสำนักจะมีการฝึกการใช้อาวุธด้วย จนในบางครั้งจะถูกเรียกกันว่าเป็นวิชาที่มีทุกอย่าง การต่อสู้ของจูจุสึในสมัยก่อนนั้นจะเป็นการต่อสู้แบบไม่มีกติกา และ จะทำทุกวิถีทางเพื่อล้มคู่ต่อสู้ ทั้งนี้จูจุสึถูกฝึกให้ไม่มีความไร้ปราณีต่อคู่ต่อสู้ไม่ว่ากรณีใดๆ

7. Judo (ยูโด) เป็นศิลปะการป้องกันตัวที่มีวิวัฒนาการมาจาก จูจุสึ เป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธ หรือต่อสู้ด้วยมือเปล่า เป็นการทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็นการบริหารร่างกายเพื่อให้เกิดความแข็งแรง ทำให้ร่างกายมีสัดส่วนที่เหมาะสม มีความโอนอ่อนผ่อนตามสถานการณ์ต่างๆ รู้จักควบคุมตนเองให้มีการทรงตัวที่มั่นคง และทำให้เกิดความผ่อนคลายแก่ร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดสมาธิ นอกจากนี้ยังเป็นเกมกีฬาการต่อสู้ที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความกล้าหาญ อดทน และสร้างความมั่นใจให้ตัวเองอีกด้วย

8. มวยหวิงชุน (Wing Tsun) หากใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง IP Man คงรู้จะพอคุ้นๆ กับมวยหวิงชุนกันบ้าง หวิงชุน หรือหยุ่งชุน เป็นศิลปะการต่อสู้อันเก่าแก่ของจีน เป็นมวยที่ไม่ต้องใช้พละศึกษาหรือสุขศึกษามากนัก เหมาะสมกับสรีระของผู้หญิง ที่แรงกายอ่อนกว่าผู้ชาย แต่เน้นในการป้องกันตัวและจู่โจมในระยะสั้นแบบเชื่องช้า

9. จีทคุนโด้ (Jeet Kune Do) สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของบรูซ ลี (Bruce Lee) หรือ หลี่ เสี่ยวหลง คงจะรู้จักการต่อสู้ชนิดนี้เป็นอย่างดี จีทคุนโด้เป็นศิลปะการป้องกันตัวชนิดหนึ่งที่เน้นการ เตะ ต่อย เป็นพื้นฐาน โดยผู้คิดค้นศิลปะการป้องกันตัวนี้คือ “บรูซ ลี” โดยมีพื้นฐานมาจาก มวยหวิงชุน แต่มีการนำศิลปะการป้องกันตัวหลายชนิดมาผสมผสานกัน เช่น มวยเส้าหลิน มวยสากล เทควันโด มวยปล้ำ ยูโด จึทคุนโด้ เป็นศิลปะการป้องกันตัวที่โด่งดัง และได้รับการยอมรับไปทั่วโลก เป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีสอดแทรกปรัชญาเข้าไปด้วย ทำให้ผู้ฝึกได้รู้จักตัวเอง เรียนรู้ปรัชญา มีสมาธิ จิตใจมั่นคงมากขึ้น

10. ฮับคิโด (Hapkido) ศิลปะการป้องกันตัวของชาวเกาหลี ปัจจุบันแพร่หลายอย่างมากในวงการ
ตำรวจ หน่วยอารักขาของสหรัฐอเมริกา แคนาดา ประเทศแถบยุโรป และทั่วโลกกว่า 150 ประเทศกระบวนการสอนเน้นเรื่องการเคลื่อนไหวต่อเนื่องป็นวงกลม รู้จักการใช้แรงของคู่ต่อสู้ให้เป็นประโยชน์ สามารถดึงพลังภายในร่างกายออกมาใช้ได้ ทำให้สุขภาพร่างกายดีไปด้วย ในหลักปรัชญา ฮับคิโดเน้นเรื่องค้นหาความเป็นตัวตน จิต และสมาธิ เมื่อฝึกเป็นระยะเวลานานๆ ติดต่อกัน ทำให้ผู้ฝึกเกิดความมั่นใจในตัวเอง ตัดสินเหตุการณ์ได้อย่างถูกต้อง และเฉียบพลัน สามารถควบคุมจิตใจของตนเอง และควบคุมร่างกายของคู่ต่อสู้ นอกจากฮับคิโดจะเป็นศิลปะการต่อสู้แล้ว ผู้เรียนยังสามารถนำปรัชญาของฮับกิโดมาใช้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งแก้ไขปัญหาในการดำเนินชีวิตได้อีกด้วย

สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือ “สติ” เมื่อเกิดภัยร้ายขึ้น อย่าตกใจจนเกินไป ให้พยายามมีสติ หาวิธีเอาตัวรอด และทำให้ตัวเองเจ็บตัวน้อยที่สุด

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 10th, 2019 by sbobetapac

หวิงชุน ศาสตร์แห่งมวยจีนโบราณ พลิ้วไหวดั่งนกกระเรียน ท่วงท่าดุจสุนัขจิ้งจอก

หวิงชุน

หวิงชุน ศาสตร์แห่งการต่อสู้ในแบบฉบับมวยจีนโบราณ ว่าด้วยศิลปะการต่อสู้อันเกิดจากการสอดผสานกันอย่างลงตัวระหว่างท่วงทำนองลีลาการเข้ารุกและตั้งรับที่พลิ้วไหวของนกกระเรียนเข้ากับเอกลักษณ์ท่วงท่าจำเพาะของสุนัขจิ้งจอก ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว ในรัชสมัยของกษัตริย์หยวนเช็งแห่งราชวงศ์ชิง จากวัดเสี้ยวลิ้ม ที่คิดค้นโดยแม่ชีหวู่เหมย ผู้เป็นหนึ่งในห้าของปรมาจารย์ชั้นอาวุโสในรัชสมัยนั้น

ศิลปะการต่อสู้ที่สามารถนำมาประยุกต์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันตัวได้นัhน นับเป็นเรื่องที่สำคัญมากและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสภาพสังคมในปัจจุบัน เพราะเราไม่อาจคาดการณ์รู้ล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดอันตรายอะไรขึ้นกับเราหรือไม่ ดังนั้นการเรียนรู้ศิลปะการป้องกันตัวไว้บ้างย่อมเกิดประโยชน์ไม่มากก็น้อยแก่ผู้ศึกษาเป็นแน่แท้

อย่างไรก็ตามศิลปะการป้องกันตัวนั้นมีมากมายหลายรูปแบบ ทั้งของไทย ของต่างชาติ แต่ที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก คงหนีไม่พ้น “มวยหวิงชุน” ที่ทั่วโลกให้การยอมรับค่อนข้างแพร่หลาย โดยปัจจุบันมีผู้ฝึกมวยหวิงชุนประมาณ1 ล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าในแถบเอเชียที่เห็นได้ชัดเจนเลยคือ ฮ่องกง ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปของวัฒนธรรมที่สื่อด้วยภาพยนตร์ที่เราเห็นกัน ยกตัวอย่างเช่น บรู๊ซ ลี ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ก็ได้รับการฝึกฝนมวยหวิงชุนมาเช่นกัน

มวยหวิงชุนเป็นศิลปะการต่อสู้เพื่อป้องกันตัวแขนงหนึ่งของประเทศจีนที่ไม่เน้นการใช้พละกำลังเพื่อกำชัยชนะอันเหนือกว่าคู่ต่อสู้แต่อย่างใดเลย ทว่ามวยหวิงชุนนั้นกลับอาศัยหลักปรัชญาในการเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุดเพื่อนำมาซึ่งพลังอันมหาศาลที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน และสามารถล้มคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย!!

ด้วยศาสตร์แห่งศิลปะการต่อสู้ในรูปแบบเฉพาะตัวระหว่างนกกระเรียนและสุนัขจิ้งจอก ก่อเกิดเป็นศาสตร์แห่งมวยจีนโบราณ ประกอบกับการอาศัยพลังจากพื้นและการถ่ายเทน้ำหนักของร่างกายเข้าสู่ฝ่ายตรงข้าม ใช้หลักการรักษาแนวเส้นตรงระหว่างเส้นศูนย์กลางของร่างกายของเรากับคู่ต่อสู้ นอกจากนี้ยังเป็นการเรียนรู้สมดุลของร่างกาย แล้วยังสามารถจะทำลายสมดุลของฝ่ายตรงข้ามได้อีก

 

ตำนานแห่งกำเนิดมวยหวิงชุน

เชื่อกันว่า เมื่อ200 กว่าปีที่แล้ว ปรมาจารย์แม่ชีหวู่เหมย คือ ผู้ที่ค้นพบ “มวยหวิงชุน” ขึ้นโดยบังเอิญ เมื่อครั้งที่แม่ชีหวู่เหมยหนีความวุ่นวายทั้งปวงไปอาศัยอยู่ยังวัดกระเรียนขาวบนเขาไทซานระหว่างมลรัฐ เสฉวนและยูนนาน ในขณะเดียวกันก็ได้พยายามคิดค้นวิทยายุทธ์แขนงใหม่ ซึ่งแตกต่างและมีประสิทธิภาพดีกว่าที่เคยเรียนรู้จากวัดเสี้ยวลิ้ม

 

ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจของแม่ชีหวู่เหมย จึงได้พบจุดเริ่มต้นโดยบังเอิญ เมื่อครั้งที่เห็นการต่อสู้ระหว่างนกกระเรียนและสุนัขจิ้งจอก ขณะที่สุนัขจิ้งจอกกำลังวิ่งเวียนเป็นวงกลมไปรอบๆนกกระเรียน เพื่อหวังจะหาจังหวะเข้าจู่โจม ส่วนนกกระเรียนที่คงอยู่ในศูนย์กลางของวงกลม ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางใดก็เจอสุนัขจิ้งจอกทุกครั้ง

เมื่อสุนัขจิ้งจอกออกโรงโจมตีนกกระเรียนด้วยกรงเล็บเกรี้ยวกราด โดยอาศัยความเร็วและความเจ้าเล่ห์ของมัน นกกระเรียนก็สามารถตอบรับได้ทุกครั้งไป ด้วยการใช้ปีกปัดป้อง ขณะเดียวกันก็ตอบโต้ด้วยการใช้จะงอยปากอันแหลมคมจิกไปยังสุนัขจิ้งจอกในทันที การต่อสู้ในครั้งนั้นดำเนินไปเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก ส่วนฝ่ายใดจะชนะนั้นไม่สำคัญเลยสำหรับแม่ชีหวู่เหมย เนื่องจากสิ่งที่แม่ชีหวู่เหมยได้ค้นพบนั้นคือ หลักการป้องกันและโต้ตอบในเวลาเดียวกัน ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของมวยหวิงชุนในปัจจุบัน

การต่อสู้ชนิดใหม่นี้ เป็นหลักการต่อสู่อันแยบยลตามธรรมชาติระหว่างนกกระเรียนและสุนัขจิ้งจอก โดยสุนัขจิ้งจอกจะมีการหลบหลีกการปะทะด้วยการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในลักษณะเป็นวงกลม พร้อมกับการโจมตีเป็นเส้นตรงเข้าสู่ศัตรู แต่ในส่วนของนกกระเรียนนั้นจะใช้หลักการในการหันเข้าหาจุดศูนย์กลางของคู่ต่อสู้พร้อมกับการปิดป้องและโจมตีคู่ต่อสู้ ในเวลาเดียวกัน หากแต่กรงเล็บ เขี้ยว จะงอย ปาก ปีก ได้ถูกทดแทนโดยหมัดและฝ่าเท้า ซึ่งถูกคิดค้นให้ใช้ออกมาอย่างถูกสรีระของมนุษย์ที่สุด

วิทยายุทธ์ชนิดใหม่นี้แตกต่างกับหลักวิทยายุทธ์เสี้ยวลิ้มเดิมโดยสิ้นเชิงแม่ชีได้ตัดกระบวนท่าอันซับซ้อนและเปลี่ยนเป็นกระบวน ท่าอันกระชับ อาศัยการเคลื่อนไหวน้อยที่สุด เพื่อที่จะโจมตีสู่เป้าหมายด้วยระยะทาง เวลาที่น้อยที่สุด และให้ได้พลังที่มากที่สุด (Economy of motion)

แต่ที่ปรับลดลง คือกระบวนท่าในการฝึกฝนได้ถูกลดลงเหลือแค่มวยเพียง 3 เส้น หุ่นไม้ 1 เส้น มีดคู่ฟันแปดกระบวน 1 เส้น กระบองหกแต้มครึ่ง 1 เส้น ซึ่งต่างกับมวยชนิดอื่นซึ่งอาจจะ มีหลายสิบกระบวนท่ารำซึ่งยากแก่การจดจำ และนำไปปฏิบัติ

อีกสิ่งซึ่งต่างจากวิทยายุทธ์เสี้ยวลิ้มคือการฝึกหัดในการ ใช้พลังเป็นเวลานาน แม้การฝึกฝนของวิทยายุทธ์หวิงชุนจะมีการฝึกพลังอยู่บ้างใน ขั้นต้น หากแต่เมื่อฝึกฝนไปได้สักระยะหนึ่ง การใช้กำลังก็จะถูกเปลี่ยนเป็นการใช้สมอง และ ไหวพริบ ในการ ต่อสู้มากกว่ากำลัง ท่ายืนของมวยชนิดนี้ต่างกับมวยจีน ชนิดอื่นซึ่งกว้างมาก อีกทั้งยังสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

 

5 หลักใหญ่ของศิลปะป้องกันตัวหวิงชุน

1. การวางสรีระ (Assuming Structure) โดยทั่วไปหมายถึงการตั้งการ์ดหรือท่าเตรียมพร้อม แต่สำหรับมวยหวิงชุนหมายความถึงการวางโครงสร้างสรีระร่างกายของเราให้สัมพันธ์กับโครงสร้างสรีระของคู่ต่อสู้ โดยจัดปรับสภาวะให้เราได้เปรียบคู่ต่อสู้ ทั้งนี้โครงสร้างและสรีระของเราต้องปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาตามคู่ต่อสู้ เป็นการปรับตามความกดดัน ตำแหน่ง เวลา จังหวะ ความไวและการฟังของการสัมผัส เราจำต้องปรับตามสภาวะตลอด นี่คือการที่เราเตรียมพร้อมด้วยสภาพ จิตใจในการรับการจู่โจม

2. การสกัด (Intercepting) การตัดออกหรือสกัด ถือเป็นข้อสำคัญของมวยหวิงชุนอีกข้อ คือเราต้องคิด ก่อนทำก่อนและพร้อมที่จะสกัดคู่ต่อสู้ก่อนที่เขาที่จะบุกต่อ จุดสำคัญของการสกัดคือการรู้ถึงก่อนการเคลื่อนไหว ร่างกายเราอยู่ข้างหน้าคู่ต่อสู้และจำกัดการเคลื่อนไหวของเขาให้ได้ ฉะนั้นการเรียนรู้มวยชนิดอื่นๆเพื่อให้เข้าใจถึงเทคนิค โครงสร้างสรีระ การรู้ล่วงหน้าถึงวิถีอาวุธ จึงจะทำให้การสกัดเป็นจุดที่เราสามารถคุมเส้นกลางของคู่ต่อสู้ได้

3. การทำลายโครงสร้างสรีระร่างกายของคู่ต่อสู้ (Breaking the Opponent’s Structure) การทำลายโครงสร้างสรีระคู่ต่อสู้เป็นแก่นสารที่สำคัญในการต่อสู้ด้วยมวยหวิงชุน โดยการจมเข้าไปในโครงสร้างร่างกายของศัตรู เพื่อทำลายเส้นสันหลังกลางตัว ด้วยการบิดหรือทำให้เสียรูปของแนวราบนี้ในขณะเดียวกันทำลายจุดศูนย์ถ่วงของศัตรูทำให้โครงสร้างร่างกายของเขาอ่อนแอต่อการโจมตี เป้าหมายคือการทำให้เขาช้าลงหรือหยุดที่จะโต้ตอบหรือตอบสนอง เมื่อเราได้ทำลายฐานการโจมตีของคู่ต่อสู้ เขาตีเราไม่ได้อีกต่อไป นี่คือการการทำลายโครงสร้างสรีระคู่ต่อสู้

4. การไล่ (Chasing) คือท่าต่อเนื่องเพื่อที่จะตามหรือตัดการเคลื่อนไหวของศัตรูที่จะหนีหรือต่อสู้ การไล่เป็นการที่บังคับคู่ต่อสู้จำต้องตอบโต้ เป็นการมองหาจุดตีและหาทางเข้าตีให้ได้ เพื่อจะทำลายโครงสร้างศัตรู จุดประสงค์ของการไล่คือการหาชัยภูมิ เปิดหรือจุดอ่อนของโครงสร้างศัตรู หาโอกาสที่จะล้มเขาลง คุมเส้นกลางและการหันเข้าหาด้วยการวางตัวอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง

5. การปรับสภาวะ (Adjustment) เมื่อเราเองอยู่ในอันตรายโดยโครงสร้างกำลังจะถูกทำลาย ในสถานการณ์เช่นนี้จะต้องปรับเปลี่ยนท่าก้าวให้เข้ากับสถานการณ์ โดยก้าวกลับ (returning step) เป็นยุทธวิธีใน การรวบรวมใหม่ วางแผน หรือปรับท่าก้าวให้สอดคล้อง เสมือนเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างตำแหน่งที่ดีกว่า เพื่อที่เริ่มขบวนการตามหลักทั้งห้าได้อีก

กล่าวโดยสรุปได้ว่า หลักทั้ง 5 ของมวยหวิงชุนคือ จุดรวมของความมีประสิทธิภาพของศิลปะการป้องกันตัว โดยหลัก 3 ข้อแรก ได้แก่ การวางสรีระ, การสกัด, การทำลายโครงสร้างสรีระคู่ต่อสู้ คือ แก่นของการประจันหน้าและการหยุดการโจมตี ส่วนการไล่และการปรับสภาวะคือ การที่เราสามารถที่จะตีกลับได้ทันที หลังจากที่เราหยุดการโจมตีของศัตรู

หลักทั้ง 5 ของมวยหวิงชุนคือหลักที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันตัวโดยการเข้าใจถึงเวลาจังหวะที่ถูกต้องและการวางตำแหน่งของร่างกาย อาวุธและแนวป้องกันในการต่อสู้

 

หวิงชุน ประวัติมวยหย่งชุน ฉบับสมบูรณ์

กว่า 250 ปีมาแล้วรัชสมัยของกษัตริย์ หยวนเซ็ง แห่งราชวงศ์ ชิง วัดเส้าหลินได้ถูกวางเพลิงโดยทหารมองโกล การวางเพลิงครั้งนี้จึงส่งผลให้ 5 ปรมาจารย์ อาวุโสของ วัดเส้าหลินพร้อมลูกศิษย์ต้องฝ่าทหารมองโกล ลงทางใต้ของเมืองจีน ปรมาจารย์ทั้ง 5 ได้แก่ หลวงจีนจี้ส่าน, แม่ชีไบ๋เหมย, แม่ชีหวู่เหมย, หลวงจีนฟองโตตั๊ก, หลวงจีนเมียงหิ่น รวมทั้งศิษย์ ฆราวาส ได้แก่ หงซีกวน ฟางซื่อยี่, ลกอาซาม, ถงเชียนจิน, หวูเว่ยฉวน, ชายหมี่จิ้ว และอื่นๆ

ปรมาจารย์ จี้ส่าน สอนศิษย์ ฆราวาสมากมายและได้นำศิษย์หล่านี้ต่อต้านแมนจู ในบรรดาศิษย์เหล่านี้นำโดยศิษย์พี่ชื่อ หงซีกวน, ตงซินทุน, ฉอยอาฟุก พวกเขาปฏิบัติการในเรือแดง โดย จี้ส่านได้ปลอมตัวเป็น พ่อครัวของคณะงิ้วเรือแดง

ส่วนปรมาจารย์ แม่ชีหวู่เหมย ได้หนีความวุ่นวายทั้งปวงไปยัง วัดกระเรียนขาวบนเขาไท่ซาน ในขณะเดียวกันได้คิดค้นวิทยายุทธ์แขนงใหม่ ซึ่งแตกต่างและมีประสิทธิภาพดีกว่าวิชาที่ได้เรียนจากวัดเส้าหลิน วิชานี้ แม่ชีได้ พบจุดเริ่มต้นโดยบังเอิญเมื่อเธอได้เห็น จิ้งจอกต่อสู้กับนกกระเรียน ซึ่งจิ้งจอกวิ่งวนไปรอบๆนกกระเรียนเป็นวงกลมหวังหาจังหวะจู่โจมนกกระเรียน แต่นกกระเรียนอยู่ในศูนย์กลางวงกลม หันหน้าเข้าหาจิ้งจอกตลอดเมื่อจิ้งจอกโจมตีนกกระเรียนก็ปัดและจิกโดยไม่วิ่ง ออกจากวงกลมอาศัยการป้องกันและโจมตีในเวลาเดียวกัน จากจุดนี้คือการค้นพบพื้นฐานของมวยชนิดใหม่

การต่อสู้ของมวยชนิดนี้คืออาศัยหลักการต่อสู้อันแยบยลตามหลักธรรมชาติของการหลบหลีก การเคลื่อนไหวด้วยการปะทะแบบสลายแรงอย่างรวดเร็วพร้อมโจมตีเป็นเส้นตรงในเวลาเดียวกัน ทั้งรุกและรับในจังหวะเดียวกัน โดยการใช้โครงสร้างและสรีระของร่างกายแทนกำลังของมือและเท้าในการทำลายคู่ ต่อสู้
ต่อมา แม่ชีหวู่เหมยได้รับลูกศิษย์ ซึ่งเป็นผู้หญิงชื่อ เหยิ่นหย่งชุน ได้ถ่ายทอดวิชายุทธย์แขนงใหม่นี้ให้และฝึกฝนจนสามารถป้องกันตนเองได้แล้ว หย่งชุนจึงลงเขา ไท่ซ่านกลับไปหาบิดา จากนั้นหย่งชุนได้เอาวิชานี้สู้กับพวกอันธพาลที่มารังควานและรังแกประชาชนใน มลฑลนั้นจนชนะทั้งหมดจึงสร้างชื่อเสียงขึ้นมา
หลังจากนั้นหย่งชุนได้แต่งงานกับ เหลือง ปอกเชา และพยายามจะสอนวิชานี้ให้กับสามีแต่สามีไม่ยอมฝึกเพราะตัวสามีนั้นได้ฝึกฝน มวยเส้าหลินมาอย่างช่ำชองแล้วแต่หย่งชุนก็ได้แสดงฝีมือและได้เอาชนะสามีทุก ครั้ง สุดท้ายสามีจึงยอมเรียนวิชานี้กับภรรยา และจากจุดนี้จึงได้ตั้งชื่อมวยแขนงใหม่นี้ว่า หย่งชุน ตามชื่อภรรยา

ผู้หญิงทั้งๆมีรูปร่างเล็ก และบอบบางกว่าผู้ชายแต่แรงของผู้หญิงจะไปสู้กับแรงผู้ชายได้อย่างไรกัน มวยหย่งชุนเป็นมวยผู้หญิง หลักวิชาต่างๆที่ถูดคิดค้นขึ้นในวิชานี้ เน้นสำหรับผู้หญิง หย่งชุน ใช้สรีระที่ถูกต้องบวกกับความเข้าใจแรงที่แตกฉานและการฝึกฝนที่ถูกหลักวิชา มีทั้งอ่ออนและแข็ง (ไม่ใช่มวยอ่อนอย่างเดียว)และขอเน้นว่าไม่ได้เน้นกำลังภายในอะไรทำนองนั้น แต่ใช้ความเข้าใจทางสรีระและวิทยาศาสตร์

หว่องว่าโป๋ว และเหลียงหยี่ไท่

วิทยายุทธ์หย่งชุนคงจะไม่มีในวันนี้หากเหลี่ยงหล่านไกวไม่สอนใครเลย แต่ว่าเขาได้สอน หว่องว่าโป๋ว นักแสดงงิ้วแห่งคณะงิ้วเรือแดงเป็นการบังเอิญที่ปรมาจารย์ จี้ส่านก็ได้ปลอมตัวเป็นพ่อครัวในคณะงิ้วเช่นกัน จี้ส่านในเวลานั้นได้สอนลูกศิษย์อยู่จำนวนหนึ่ง เหลียงหยี่ไท นายคัดท้ายเรือคือหนึ่งนจำนวนศิษย์ซึ่งสนใจและได้รับการถ่ายทอดกระบองหกแต้ม ครึ่งหว่องว่าโป๋วและเหลี่ยงยี่ไท่ได้รู้จักชอบพอกันและแลกเปลี่ยนวิชากัน

หลังจากนั้นทั้งสองได้ดัดแปลงกระบองหกแต้มครึ่งโดยประยุกต์หลักการฟังด้วย การสัมผัสจากมวยหย่งชุนหรือชี้เสาและเรียกการฝึกฝนด้วยกระบองสัมผัสนี้ว่า ชี้กวัน

การชี้เสามีวิธีการฝึกโดยคู่ฝึกใช้แขนสัมผัสตลอดการฝึกฝนโดยต่างฝ่ายต่างฟังการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายจากการสัมผัสในขณะที่พยายามปิดป้องและโจมตีในเวลา เดียวกันโดยใช้แม่ไม้มวยหย่งชุนระหว่างการฝึกแขนทั้งสองฝ่ายต้องไม่หลุดสัมผัส หรือแยกจากกันเลย

เหลียงจั่น

เหลี่ยงยี่ไท่ได้สอนเหลียงจั่นศิษยืคนเดียวเมื่อเขาเกือบเขาสู่วัยชรา เหลียงจั่นเป็นหมอแผนโบราณชื่อดังแห่งฝอซาน แห่งมลฑลกวางตุ้ง เหลียงจั่นต่อมาได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งมวยหมัดหยงชุน หรือ ราชามวยประลองเนื่องจากนักมวยทั่วสารทิศได้มาประลองกับเหลี่ยงจั่น แต่ทุกคนก็ได้แพ้ไปในที่สุดเหลี่ยงชุน และเหลี่ยงปิ๊ก รวมทั้งหมกหยั่นหว่า(หว่าหุ่นไม้) ผู้มีแขนทังสองอันแข็งแกร่ง ลูกศิษย์ที่สำคัญของเหลียงจั่นคือฉันหว่าซุนหรือผู้แลกเงินเจ๋าฉิ่นหว่าผู้ ซึ่งได้แอบฝึกมวยหย่งชุนโดยมองผ่านเข้ามาตามซอกประตู จนกระทั่งเหลียงจั่นจับได้หลังจากที่เหลี่ยงซุ่นและฉานหว่าซุ่นได้ทำเก้าอี้ ตัวโปรดหักระหว่างประลองกันและรับเป็นศิษย์ในที่สุด

ฉานหว่าซุนและศิษย์

ฉานหว่าซุนรับลูกศิษย์ทั้งหมดสิบหกคน มีศิษย์คนโตชื่อว่าหงึงชงโซว และศิษย์คนสุดท้ายคืออาจารย์ยิปมัน อาจารย์ยิปมันสะสมเงินเพื่อมาขอเป็นศิษย์อาจารย์ฉานหว่านซุนเมื่อเขาอายุ ได้ประมาณ 11 ปี อาจารย์ฉานหว่าซุนจึงรับยิปมันเป็นลูกศิษย์คนสุดท้ายและสอนยิปมันเป็น เวลา 6 ปีก่อนจะเสียชีวิตหลังจากนั้นยิปมันฝึกฝนต่อภายใต้การชี้นำของศิษย์พี่ใหญ่ หงึงชงโซว ยิปมันได้เข้าศึกษาต่อที่ฮ่องกง ด้วยความคะนองได้ท้าประลองไปทั่วฮ่องกงและความหึกเฮิมมีมากขึ้นเมื่อเขาชนะเสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้พบคนแก่คนหนึ่งซึ่งผู้คนรู้จักกันดีว่ามีความสามารถ ยิบมันแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าให้กับชายแก่คนนนั้นซึ่งแท้จริงแล้วชายแก่ผู้ นั้นคือ เหลียงปิ๊ก อาจารย์อาบุตรเหลียงจั่น หรือศิษย์น้องของฉานหว่าซุนนั้นเอง ยิปมันหลังจากเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย จึงลาอาจารย์กลับเมืองจีน

ยิปมัน และ ศิษยหลังจากที่คอมมิวนิสต์เข้าปฎิวัติประเทศจีน ยิปมันจึงอพยบมาที่ฮ่องกงอีกครั้ง และจึงเริ่มรับลูกศิษย์ทั่วไปมากมายมี ฮอกกิ่นเชียง และอื่นๆ อาจารย์เหล่านี้ได้เผยแพร่มวยหย่งชุนจนมีผู้ฝึกฝนทั่วโลกในบัจจุบันเป็น จำนวนมากมาย

บรู๊ซลีได้ไปอมเริกาและได้นำหมัดช่วงสั้นหนึ่งนิ้วและสามนิ้วไปสาธิตที่การ แข่งขันศิลปป้องกันตัวของ ed parker ครูมวยคาราเต้รับบอเมริกันแคมโบ้ (American kempo) จนเป็นที่ตื่นเต้นแก่ผู้สนใจเป็นจำนวนมากและเป็นที่รู้จักกันดีในนามของ เคโต้ และอ้ายหนุ่มซินตึ้ง ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์ยิปมันเป็นไปอย่างไม่ราบรื่นนัก เมื่อยิปมันไม่ยอมถ่ายทอดวิชาทั้งหมดให้กับบรู๊ซได้ในเวลาอันสั้นด้วยความผิดหวัง บรู๊ซจึงได้คิดค้นมวยของตนเองขึ้นมาแล้วตัวชื่อว่า จิ๊ตคุนโด หรือวิชาหยุดหมัด สำหรับผู้ที่รู้จักมวยทั้งสองแล้วย่อมรู้ว่าบรู๊ซได้คงไว้ ซึ่งหลักวิชาหย่งชุนไว้อย่างมาก

ยิปมันเสียชีวิตลงในปี ค.ศ 1972 และถูกยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ในยุคบัจุบันของหย่งชุน เคียงข้าง เซ็งหม่านชิง(แต้หมั่งแช-แต้จิ๋ว) แห่งสำนักไทเก็ก ยูอิชิบ้าแห่งสำนักไอคิโด ส่วนบรู๊ซลีเสียชีวิตอีกหนึ่งปีถัดมา

เจี้ยงฮกกิ่น จูเสาไหล่ และอนันต์ ทินะพงศ์

บรู๊ซลีมีเพื่อนสนิทในโรงเรียนและสำนักมวย ชื่อเจี๊ยงฮกกิ่น ทั้งคู่เรียนหนังสือและวิชาป้องกันตัวและออกประลองด้วยกัน ทั้งคู่ฝึกมวยหย่งชุนภายใต้การชี้แนะของยิปมันและศิษย์พี่จอมราวีหว่องซัม เหลียงและเจียงจกเฮง เจียงฮกกิ่นนอกจากการศึกษาวิชามวยหย่งชุนแลวยังได้ศึกษามวยไทเก็กตระกูลวู และบัจุบันได้สอนมวยทั้งสองชนิดนี้เป็นการส่วนตัวที่ รัฐลอสแองเจิลลิส อเมริกาและได้รับศิษย์เอกในวิชาหย่งชุนคือจูเสาไหล่

อาจารย์จูเสาไหล่ศึกษาศิลปป้องกันตัวตั้งแต่เล็กๆในวิชาคาราเต้โชชินริว ต่อมาได้ฝึกมวยตระกูลหงทั้งหมดในฐานะศิษย์เอกจากยี่จีเหว่ย ศิษย์อาจารย์ต๋องฟ้งศิษย์อาจารย์หวองเฟยหง อาจารย์จูเสาไหล่ได้ให้ความสนใจหมัดหย่งชุนมาเป็นเวลานานจึงได้เริ่มหัดมวย หยงชุน กับ อากว้าน ศิษย์หย่งชุนสำนักซีมเซียวซาน หลีหมุ่ยซาน ศิษย์อาจารย์หมุ่ยยัดศิษย์อาจารย์ยิปมัน อาจารย์จูเสาไหล่ยังได้พัฒนาตัวเองเพิ่มเติมจากอาจารย์หลุ่ยหยันซัน ราชากระบองแดนใต้และมวยซิ่งยี่หมัดจากใจและไทเก็ก อาจารย์จูเสาไหล่ยังศึกษาเพิ่มเติมจากอาจารย์ฮอกกิ่นเป็นครั้งคราวเมื่อ อาจารย์อยู่ลอสแองเจิลลิส อเมริกา จึงได้กราบเป็นศิษย์อาจารย์ฮอกกิ่นจนถึงทุกวันนี้

อาจารย์อนันต์ได้เรียนรู้วิชาป้องกันตัวตั้งแต่อายุ 11 ปี ในวิชาเทควันโด้และมวยเสี้ยวลิ้มใต้จากอาจารย์คันศรเป็นเวลา 6-7 ปี และมวยไทยเมื่อคุณพ่อได้เปิดค่ายมวยไทยหลังจากนั้นจึงเดินทางไปเรียนต่อที่ อมเริกาขณะที่อยู่อมเริกาอาจารย์อนันต์ได้คลุกลีกับศิลปป้องกันตัวโดยตลอด โดยได้เป็นผู้จัดการฝ่ายขายอุปกรณ์กีฬาป้องกันตัวเป็นเวลา10ปีที่นี่เอง อาจารย์อนันต์ได้พบกับอาจารย์จูเสาไหล่จนเป็นมิตรที่สนิทและได้แลกเปลี่ยน วิชากันถ้าใครแพ้ก็ต้องเรียนวิชาอีกฝ่ายหนึ่งและก็ต้องถ่ายทอดสื่งที่ตนเรียนมาให้โดยไม่มีเงื่อนไข
อาจารย์อนันต์ได้เรียนรู้วิชาหย่งชุนกับอาจารย์จูเสาไหล่เป็นเวลาหลายปีก่อนจะกลับเมืองไทยในปี ค.ศ. 1988 จากนั้นจึงเริ่มสอนวิชามวยหย่งชุนเป็นต้นมา

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 10th, 2019 by sbobetapac

คราฟมากา เทคนิคการป้องกันตัวของอิสราเอล ที่่นำมาใช้ได้จริง

คราฟมากา

คราฟมากา การใช้ชีวิตในสถานการณ์ปัจจุบันนั้น พวกเราทุกคนตื่นมาพร้อมกับ การรับข่าวสารในเรื่องของอาชญากรรมที่มีปรากฏให้เห็นในทุกเช้า หากเราไม่เรียนรู้และรับทราบว่าภัยจากอาชญากรรมที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างไร มีรูปแบบ อย่างไร แล้ว สักวันภัยเหล่านั้นอาจจะมาเกิดขึ้นกับเราหรือคนที่เรารัก ซึ่งเมื่อวันนั้นมาถึง เราอาจจะมานั่งเสียใจว่าถ้าเราได้เรียนรู้ภัยต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นภัยเหล่านั้นก็คงไม่เกิดขึ้นกับเรา ในวันนี้สังคมไทยเราเริ่มตื่นตัว และให้ความสำคัญกับการป้องกันตัวเองและคนที่เรารัก

ด้วยการฝึกศิลปป้องกันตัวต่างๆ (Martial Art) หรือไม่ก็เป็นการฝึกเทคนิคในการป้องกันตัว (Self Defense) เพื่อความมั่นใจในการเผชิญสถานการณ์เลวร้ายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น และเมื่อความต้องการเทคนิคที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันตัวมากขึ้น Krav Maga จึงกลายมาเป็นหนึ่งในบรรดาเทคนิคป้องกันตัว ที่เริ่มมีการกล่าวถึงมากขึ้นว่าเป็นเทคนิคหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการป้องตัว โดยใช้เวลาในการเรียนรู้ไม่นานนัก

อะไรคือ คราฟมากา Krav Maga

Krav Maga เป็นเทคนิคการป้องกันตัวของอิสราเอล มีการสะกดในภาษาฮิบรูว่าקרב מגע ซึ่งออกเสียงว่า คราฟ มาก้า แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “Contact Combat” โดยKrav Maga เป็นเทคนิคการป้องกันตัว ที่มีการฝึกสอนในกองทัพอิสราเอล โดยมี อิมี่ ริทเทอนฟิลด์ (Imi Lichtenfeld) หรือมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า อิมี่ แซด-ออ (Imi Sde-Or) เป็นผู้เริ่มคิดค้นเทคนิคการป้องกันตัว

Imi Lichtenfeld เป็นชาวฮังกาเลี่ยนเชื้อสายยิว มีบิดาเป็นตำรวจ เติบโตมาในท่ามกลาง การเหยียดผิว Imi ได้พบเห็นการรุมทำร้ายชาวยิวตามท้องถนน Imi เองได้ทำการฝึกฝน ยิมนาสติค และมวยปล้ำ ในช่วงประมาณปี พ.ศ.2478 (ค.ศ.1935) Imi ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกชาวยิว ประมาณ 100 คนรวมตัวกันป้องกันการถูกรุมทำร้ายตามท้องท้องถนน ต่อมาในปี พ.ศ.2483 (ค.ศ.1940) ด้วยภัยจากกองทัพนาซีได้อพยพย้ายไปยังดินแดนปาเลสไตน์ หรือ อิสราเอลในปัจจุบัน Imi ได้สมัครเข้าเป็นทหารของกองทัพอิสราเอล และเริ่มได้ความรู้ทางด้านการป้องกันตัวสอนทหาร

ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2491 (ค.ศ.1948) อิสราเอลเริ่มตั้งกองทัพ (Israel Defense Forces: IDF) ขึ้นมา Imi ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าครูผู้ฝึกสอนด้านสมรรถภาพร่างกายและ Krav Maga ในโรงเรียนสมรรถภาพร่างกายและการต่อสู้ Imi รับราชการทหารมา 20 ปี จนเกษียณอายุจากทหาร ในช่วงที่อยุ่ในกองทัพ Imi ได้พัฒนาเทคนิคการต่อสู้ ในลักษณะต่างๆ และเมื่อ พ.ศ.2507 (ค.ศ.1964) Imi

ได้เริ่มตั้งโรงเรียนสอน Krav Maga ให้กับบุคคลพลเรือนทั่วไป โดยเริ่มตั้งโรงเรียนที่เมือง เทลอาวีฟ และ เนทันยา Imi พัฒนาให้ Krav Maga เป็นเทคนิคที่ทุกคนสามารถฝึกหัดได้ Imi สอน Krav Maga จนวาระสุดท้ายของชีวิต เมื่อ พ.ศ.2541 (ค.ศ.1998) ด้วยอายุ 88 ปี

ปัจจุบัน คราฟมากา Krav Maga เป็นเทคนิคป้องกันตัวที่มีการพัฒนาตลอดเวลา โดยเทคนิคต่างๆ เปลี่ยนไปตามรูปแบบของการทำร้าย การใช้อาวุธในรูปแบบใหม่ และ อาวุธใหม่ที่เกิดขึ้น ด้วยการที่ Krav Maga มีการปรับปรุงเทคนิคให้มีความสอดคล้องกับภัยที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ในลักษณะที่เรียกว่าเป็นเทคนิคพันทาง (Hybrid) เพราะนำศิลปะการต่อสู้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น มวยสากล มวยปล้ำ มวยไทย ไอกิโด ยิวยิตสู และอื่นๆ อีกทั่วโลก มาพัฒนาเป็เทคนิคใหม่ๆ จึงทำให้ Krav Maga กลายเป็นเทคนิคที่มีประสิทธิในการป้องกันตัวแขนงหนึ่งในปัจจุบัน

 

คราฟมากา ถูกนำมาใช้ใน Hollywood

ในบรรดาเทคนิคการป้องกันตัวที่ฝึกกันทั่วโลก นั้นเราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าคราฟมากา Krav Maga เป็นเทคนิคการป้องกันตัวที่มีประสิทธิภาพในอันดับต้นๆ ของโลกที่ได้รับการยอมรับ ส่วนหนึ่งนั้นมาจาก การที่ Krav Maga เป็นเทคนิคการต่อสู้ป้องกันตัวที่นำศิลปป้องกันตัวหลายแขนงมาผสมผสานกันจนกลายเป็นเทคนิคป้องกันตัวที่สามารถฝึกได้ง่าย และใช้เวลาเรียนรู้ฝึกปฏิบัติไม่นานนัก

นอกจากนี้สาเหตุที่  Krav Maga ได้รับความสนใจมากนั้นส่วนหนึ่งจะมากจาก ภาพยนต์ Hollywood หลายเรื่องนำ  Krav Maga มาเป็นส่วนหนึ่งของฉาก action ทำให้ดาราหลายคนต้องมาฝึก Krav Maga ก่อนแล้วไปเข้าฉากถ่ายทำ อย่างเช่น Jennifer Lopez ต้องฝึก  Krav Maga ก่อนเข้าฉาก

ในภาพยนต์เรื่อง Enough ที่สร้างในปี พ.ศ.2545 หรือจะเป็น Tom Cruise ในภาพยนต์เรื่อง Jack Reacher ที่สร้างในปี พ.ศ.2555 หรือ Matt Damon ที่เล่นเป็น Jason Bourne ในภาพยนต์ชุด Bourne Series – Bourne Identity, Bourne Supremacy, และ Bourne Ultimatum นอกจากนี้ยังมี Liam Neeson ในภาพยนต์เรื่อง Taken ทุกตอน และ Jason Statham ในภาพยนต์เรื่อง Expendables ที่เด่นชัดคือ ฉากการต่อสู้ในสนามบาสเก็ตบอล

 

หลักการของ  Krav Maga

โดยทั่วไปหลักการของ Krav Maga นั้นจะมีหลักปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

(1) หยุดภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในทันที

(2) ตอบโต้การกระทำด้วยท่าทางที่ดุดันก้าวร้าว

(3) หลีกเลี่ยงการติดพันโดยเร็วที่สุด

(4) ตรวจสอบภัยคุกคามใหม่ที่อาจเกิดขึ้น

 

Krav Maga ฝึกอะไรกันบ้าง

ในการฝึก คราฟมากา Krav Maga นั้นจะเน้นไปที่ ความง่ายในการฝึก ไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อน สามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที และเปลี่ยนจากผู้ตั้งรับมาเป็นฝ่ายรุกอย่างรวดเร็ว ในการฝึก Krav Maga นั้นจะฝึกเทคนิคในการแก้ไขการบีบคอในทิศทางต่างๆ

การแก้ไขการล๊อคคอในทิศทางต่างๆ การแก้ไขการจับเสื้อ การจับแขน การป้องกันการทำร้ายจากมือเปล่า การป้องกันการทำร้ายจากการแตะ เข่า ศอก การป้องกันการทำร้ายด้วยกระบอง มีด และ การป้องกันการทำร้ายจากการใช้ปืนจี้บังคับ การแย่งปืนและมีดจากฝ่ายตรงข้ามเป็นต้น

นอกเหนือจากการฝึกเทคนิคในการป้องกันตัวทั่วไปแล้ว ยังมีการฝึกในรูปแบบต่างๆ ที่มีเฉพาะเจาะจงลงไปเช่น การฝึก คราฟมากา Krav Maga เพื่อใช้ทางทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ การอารักขาบุคคลสำคัญ การสอน Krav Maga ในเด็ก และ ผู้หญิง เป็นต้น

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 10th, 2019 by sbobetapac

คูราช กีฬาพื้นบ้านของอุซเบกิสถาน ผสมผสานระหว่างมวยปล้ำกับยูโด

คูราช

คูราช เป็นกีฬาพื้นบ้านของอุซเบกิสถาน ที่ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการเล่นให้เป็นสากล และได้แพร่หลายไปยังหลายๆ ประเทศ กีฬาชนิดนี้มีลักษณะผสมผสานระหว่างมวยปล้ำกับยูโด โดยผู้แข่งขันทั้ง 2 ฝ่าย ต้องทำการต่อสู้กันบนพื้นที่สี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด 15 x 15 เมตร โดยจะต้องทุ่มคู่ต่อสู้ให้ล้มลงกับพื้นภายในเวลา 4 นาที และห้ามจู่โจมคู่ต่อสู้บริเวณต่ำกว่าเอว รวมถึงบริเวณข้อต่อ

กีฬา คูราช (KURASH)  เป็นกีฬาการปล้้าต่อสู้ในท่ายืน มีต้นก้าเนิดจากแถบอุสเบกิสถานเมื่อ3,500 ปีมาแล้ว “คูราช” เป็นคำใน ภาษาอุสเบก หมายถึง “การไปให้ถึงจุดหมายอย่างสมเหตุสมผลหรือวิธีที่ยุติธรรม” ใน ประวัติศาสตร์ของประเทศทางตะวันออกในทวีปเอเซียได้กล่าวไว้ว่าคูราชเป็นศิลปะการต่อสู้ หรือกีฬาของ สาธารณชนเพื่อความสนุกสนาน ตำนานของเอเชียกลางเมื่อ1,000 ปีก่อนกล่าวว่า คูราชเป็นกีฬาที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดและนิยมฝึกฝนอย่างกว้างขวางในเอเชียกลาง คูราชเป็นวิธีที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในการรักษาสุขภาพทางร่างกายและทางจิตใจของมนุษย์ แต่ไม่ปรากฏแน่นอนว่า คูราชได้เริ่ม ฝึกฝน หรือ มีกำเนิดครั้งแรกโดยใคร ที่ไหน และเมื่อใด แต่ส่วนมากต่างเห็นพ้องต้องกันว่า  เป็นศิลปะการต่อสู้ที่เก่าแก่ประเภทหนึ่งที่ผู้คนฝึกฝนกันมา

คูราชได้กลับมาพฒันาใหม่ในศตวรรษที่8 ผู้คนในเอเซียกลางสมัยนั้นใช้คูราชเพื่อความสนุกสนาน และเฉลิมฉลองเทศกาลที่สำคัญ ๆ ทางสังคม เช่น วันหยุดพักผ่อน งานสมรส และพิธีฉลองต่าง ๆ  ได้พัฒนาจากการเล่นเพื่อความสนุกสนานกลายเป็นกีฬาเพื่อการแข่งขันและการพัฒนาความ แข็งแกร่งของร่างกาย นักกีฬาคูราชที่มีชื่อว่าแข็งแรงที่สุดในศตวรรษที่12 คือ พาลาวาน มาฮาหมัด และสุสานที่อุสเบกิสถานของเขานับได้ว่าเป็นสถานที่แห่ง หนึ่งที่ผู้คนในเอเซียกลางไปเคารพบูชา ในศตวรรษที่14 สมัยที่ติมอร์รุ่งเรืองและมีความเจริญทางอารยธรรม ได้ใช้คูราชเพื่อฝึกฝนและ พัฒนาความสมบูรณ์แข็งแรงของเหล่าทหาร ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีไปทั่วโลกในสมัยนั้นว่า ทหารติมอร์มีความแข็งแรงเยี่ยมยอดที่สุดไม่มีใครโค่นได้

เมื่อเวลาผ่านไป คูราช ได้กลายเป็น ที่ยอมรับและเป็นประเพณีนิยมในเอเซียกลาง โดยเฉพาะใน อุสเบกิสถาน อาจจะกล่าวได้เลยว่าคูราชได้ฝังเข้าไปในกระดูกของชาวอุสเบกแล้ว ได้รับ การถ่ายทอดจากพ่อสู่ลูก ชาวอุสเบกในปัจจุบันนี้ประมาณไม่น้อยกว่าสองล้านคนที่สนใจฝึกฝน  ไม่นับรวมผู้ที่ชื่นชอบและติดตามกีฬาประเภทนี้

คูราชในยุคปัจจุบัน ประมาณสองทศวรรษก่อน โคมิล ยูซูปอพ (MR.KOMIL YUSPOV) นักกีฬาชาวอุสเบกผู้มีชื่อเสียงทางคูราช ยูโด และแซมโบ ผู้ที่ปลุกใหค้ ูราชฟื้นขึ้นมาในโลกแหง่ กีฬาได้เป็นผู้เริ่ม ค้นคว้าศึกษาความเป็นมาของคูราช เทคนิค การเล่น และร่างกฏกติกาของขึ้นมาใหม่เพื่อให้ทัดเทียมกับมาตราฐานสากล ประมาณต้น ปี 2533 ที่เขาจบการค้นคว้าและเริ่มนำเข้าสู่กีฬาโลก ยูซูปอพ ได้เป็นผู้นำเสนอกติกาคูราช ที่ได้ร่างขึ้นมาต่อสาธารณชน และสมาพันธ์นานาชาติได้ให้การรับรองกติกาคูราชของ โคมิล ยูซูปอพ เป็นกติกาอย่างเป็นทางการของสมาพันธ์คูราชนานาชาติ กติกาใหม่นี้ได้รวมส่วนที่ดีที่สุด ของกีฬาประจำชาติใหส้อดคล้องเข้ากับมาตรฐานกีฬาสากล เช่น เครื่องแต่งกาย สนามแข่ง ระยะเวลาใน การแข่งขันฯลฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬาต่างยอมรับว่ากติกาคูราชที่โคมิล ยูซูปอพ ได้เป็น ผู้พัฒนาปรับเปลี่ยนนั้นสมบูรณ์ตรงตามความต้องการของการกีฬาสากล

คูราช กติกาการเล่นแบบสากล

กติกาคูราชที่มีประโยชน์อย่างหนึ่งก็คือ การห้มาปล้้าต่อสู้บนพื้น เมื่อใดที่เข่าของนักกีฬาแตะพื้น กรรมการจะต้องหยุดการแข่งขัน และจะเริ่มการแข่งต่อไปใหม่เมื่อนักกีฬากลับเข้าสู่ท่ายืนแล้ว นอกจากนั้นกติกาจะไม่อนุญาตให้นักกีฬา จับคู่ต่อสู้ต่ำกว่าเข็มขัด ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยให้คูราชเป็นกีฬาที่ใช้ความรวดเร็วและน่าสนใจติดตาม นอกไปจากนั้นกติกาคูราชยังห้ามไม่ให้นักกีฬาใช้แขนล็อคคู่ต่อสู้ การหนุนไม่ใหเ้คลื่อนไหว หรือการใช้เทคนิคอื่น ๆ ที่แปลก ๆ ออกไป อันจะเป็นการช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้นักกีฬาเกิดการ บาดเจ็บและทำให้คูราชเป็นกีฬาที่ปลอดภัยที่สุดของศิลปะการ ต่อสู้ประเภทหนึ่ง

เมื่ออุสเบกิสถานได้รับการประกาศตัวให้เป็นอิสระจากมอสโคว์ สหภาพโซเวียตใน พ.ศ. 2534 คูราชก็เริ่ม มีการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ประธานาธิบดีอิสลาม คาริมอฟ ผู้นำรัฐบาลอุสเบกิสถานคนแรก มีความประสงค์ที่จะฟื้นฟูค่านิยมและจารีตประเพณีของชาวอุสเบกที่ถูกบีบอยู่ภายใต้การปกครอง ของโซเวียตเป็นเวลา70 ปีและคูราชก็เป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพัฒนา เมื่อเดือน เมษายน 2535 ประธานาธิบดีคาริมอฟ ได้พบกับโคมิล ยูซูปอพ เพื่อหารือถึงการพัฒนากีฬา แห่งชาติให้ขยายออกไปทั่วโลก โดยมีจุดประสงค์ว่าคูราชจะต้องได้เป็นกีฬาสากลตลอดจน ได้เข้า ไปจัดอยู่ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค นับจากนั้นเป็นต้นมา โคมิล ยูซูปอพ ก็ได้เริ่มเผยแพร่คูราช เข้าไปในกิจกรรมต่าง ๆ ของอุสเบกิสถาน จัดการแข่งขันหลาย ๆ รายการในภาคต่างๆ ของอุสเบกิสถาน คูราชประสบความสำเร็จและสร้างผู้เล่นคูราชท้องถิ่นขึ้นมาเป็นพัน ๆ คน ได้รับการ ต้อนรับอย่างล้นหลามและเฝ้าติดตามจากผู้ชมเป็นล้าน ๆ คนเมื่อมีการแข่งขันในเทศกาลต่าง ๆ ของ อุสเบกิสถาน

ตั้งแต่ 2535 คูราชได้ขยายวงกว้างออกไปจากอุสเบกิสถาน เข้าสู่การแข่งขันระดับสากล นำเข้าสู่ การประชมุ สุดยอดกีฬาเกาหลีใต้แคนาดา ญีปุ่น อินเดีย อเมริกา โมนาโค และรัสเซีย ส่งผลให้ มีการจัดการแข่งขันคูราชระดับนานาชาติขึ้นครงั้แรกในเดือนกันยายน พ.ศ. 2541 ที่ทัชเค็นท์ เมืองหลวงของอุสเบกิสถาน มีนักกีฬาและประเทศที่เข้าร่วมแข่งขันจากทั่วโลกเกือบ 30 ประเทศ ผู้เข้าชมในวันเปิดสนามแข่งขันไม่น้อยกว่า 30,000 คน และติดตามการถ่ายทอดโทรทัศน์ อีกเป็นล้าน ๆ คน และการแข่งขันคูราชครงั้แรกนี้นับว่าประสบความสำเร็จ ที่นั่งชมการแข่งขัน จ้านวน 30,000 ในสนามไม่เพียงพอส้าหรับผู้ชม ผู้ชนะเลิศในการแข่งขันครั้งนั้นคือ ซาลิม ตาตาร์ โอกลู นักกีฬาจากตุรกี

 

สำหรับการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนมาเชียลอาร์ทเกมส์ ครั้งที่ 1

กีฬาคูราชนับเป็นอีกหนึ่งสีสันที่น่าจับตามอง ทั้งนี้ต้องขอบคุณสมาคมมวยปล้ำแห่งประเทศไทยที่เป็นผู้ดูแลด้านการจัดส่งทีมคูราชเข้าร่วมการแข่งขัน เนื่องจากคูราชยังใหม่และยังไม่เคยมีการแข่งขันที่ใดมาก่อน
แต่เดิมนั้นจำนวนชาติสมาชิกที่ส่งนักกีฬาคูราชเข้าแข่งขันในกีฬาเอเชี่ยนมาเชี่ยลอาร์ทเกมส์ ครั้ง 1 มีอยู่ 12 ประเทศ แต่ประเทศอิหร่านและฟิลิปปินส์ ได้ถอนตัวนักกีฬาออกจากการแข่งขัน จึงทำให้ต้องมีการจับสลากแบ่งสายกันใหม่

ทีมงานจากศูนย์สื่อมวลชนหลักได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้ฝึกสอนกีฬาคูราชของทีมชาติไทย คือ อ. สันติภาพ โลกะมิตร และ อ.เพทาย งามทับทิม ณ สนามกีฬาเวสน์ 1 แห่งศูนย์กีฬาเยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง
“คนไทยไม่ค่อยรู้จักกีฬาคูราชมากนัก แต่จริงๆ แล้วมันก็คล้ายๆ กับมวยปล้ำผสมกับยูโดนั่นแหละ จะต่างกันเพียงเล็กน้อยเรื่องกติกาและการนับคะแนนเท่านั้น” อ. สันติภาพ ให้สัมภาษณ์พร้อมเสริมต่อว่า “ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยเราส่งนักกีฬาคูราชลงแข่งในระดับนานาชาติจึงไม่ค่อยมีคนรู้จักคูราชมากนัก ทีมนักกีฬาไทยคงต้องขอแรงเชียร์จากแฟนชาวไทยด้วยนะครับ”

อ. สันติภาพ กล่าวเสริมพร้อมเสียงหัวเราะว่า “นักกีฬาที่เป็นนักกีฬาคูราชจริงๆ ของไทยนั้นไม่มี จึงต้องดึงตัวนักกีฬายูโดหรือนักกีฬามวยปล้ำมาร่วมทีม”

“คูราช จะต่างจากยูโดและมวยปล้ำตรงที่ จะไม่มีการจับขา… ผู้ที่เล่นนั้นต้องมีทั้งพละกำลัง ความคล่องแคล่วว่องไว และต้องคิดเร็ว” อ. สันติภาพผู้ที่อดีตเคยเป็นทั้งนักกีฬายูโดและมวยปล้ำ กล่าวเสริม
ด้าน อ. เพทาย งามทับทิม อีกหนึ่งผู้ฝึกสอนของทีมชาติไทยกล่าวถึงการแข่งขันครั้งนี้ว่า “คู่ต่อสู้ที่น่ากลัวก็คงเป็น มองโกเลีย อิรัก และอุซเบกิสถาน เพราะพวกเขาคุ้นเคยกับเป็นอย่างดี” แต่ถึงแม้คู่ต่อสู้จะมีประสบการณ์และความคุ้นเคยมากกว่าทีมไทย อ. เพทายกล่าวอย่างมีความหวังว่า “พวกเราตั้งเป้าไว้ว่า จะเข้ารอบลึกในทุกรุ่น” ทั้งนี้เป็นผลของการแบ่งสายที่ผ่านมา โดยประเทศไทยส่งนักกีฬาลงแข่งขันทุกรุ่น แต่ความหวังนั้นอยู่ในรุ่นของ 60 กก. กับ 100 กก. ชาย และ 48 กก. กับ 78กก. ขึ้นไปหญิง สำหรับตัวเต็งของเราคือ “ศราวุฒิ เพ็ชรสิงห์” เนื่องจากเพียบพร้อมไปด้วยทักษะของยูโดและมวยปล้ำในรุ่นของเขา เรื่องความพร้อมนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะนักกีฬาต่างฝึกซ้อมกันอย่างหนักในช่วงก่อนหน้านี้ และยังเสริมความมั่นใจด้วยการจ้างผู้ฝึกสอนชาวอุซเบกที่มีทักษะความชำนาญโดยตรงกับกีฬา โดยผู้ ฝึกสอนท่านนี้ชื่อ มร ดูมาโนฟ บาฮีจัน ซึ่ง “ศราวุฒิ เพ็ชรสิงห์”

อ. สันติภาพและ อ. เพทาย ตั้งความหวังให้กีฬาเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมจากสาธารณชนเพิ่มขึ้นด้วยชัยชนะ แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ทีมของไทยก็ถือว่าประสบความสำเร็จเบื้องต้นในการเข้าร่วมการแข่งขันในระดับนานาชาติแล้ว

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 10th, 2019 by sbobetapac

คาราเต้ มือต่อย เท้าเตะ หนึ่งในศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น ผสมเกาหลี

คาราเต้

คาราเต้ (คาราเต้โด)เป็นหนึ่งในศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น ประกอบด้วยเทคนิคพื้นฐานของการต่อย, การบล็อกและการแตะ ต้นกำเนิดของคาราเต้ไม่ชัดเจน แต่มีการพบศิลปะป้องกันตัวนี้ในอาณาจักรRyukyu (ปัจจุบันคือโอกีนาว่า)ซึ่งพัฒนามาเป็นคาราเต้ เป็นการรวบรวมศิลปะป้องกันตัวของจีนและญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน แม้ว่าจะมาจากหลายมุมมอง คาราเต้ได้เริ่มใช้ในญี่ปุ่นปี1900 คาราเต้มีลักษณะเหมือนเทควันโด(กีฬาประจำชาติของเกาหลีใต้)และการต่อยนวม (กีฬาการต่อสู้ของญี่ปุ่น) การฝึกฝนแบ่งออกเป็นดังนี้

-คาตะ เป็นการสาธิตโดยผู้ฝึกเพียงคนเดียว

-คุมิเต้ เป็นการแสดงของสองผู้ฝึกฝน

เทคนิคคาตะของคาราเต้ จะแตกต่างจากยูโด คาราเต้จะไม่รวบอยู่ในงานการแข่งขันและมีโรงเรียนต่อสู้มากมาย แต่ละโรงเรียนจะมีวิธีฝึกซ้อมที่แตกต่างกันไปและจะมีกฎเกณฑ์ในการแข่งขันแตกต่างกันไปด้วย โรงเรียนคาราเต้สามารถแบ่งออกเป็นสองโรงเรียนหลักๆคือ Conventional karateและfull-contact karate

-Convention karateหรือเรียกอีกอย่างว่าnon-contract karate ผู้ฝึกฝนจะไม่สามารถตีคู่ต่อสู้ได้ จะมีการมองถึงมารยาทและปรัชญาสูงกว่า จะใช้เทคนิคคาตะมากกว่าโรงเรียนอื่นๆ สำหรับ

-full-contact karate ผู้ฝึกสามารถตีคู่ต่อสู้ได้ด้วยมือและเท้าเปล่า จะใช้เทคนิคtsuki-waza(เทคนิคการชกต่อย) แต่ห้ามสำหรับส่วนใบหน้าของผู้ต่อสู้ นอกจากนี้มีความแตกต่างของกฎกติกาในแต่ละโรงเรียน เช่นการใช้เครื่องป้องกัน , การล็อคตัว เทคนิคการรัดหรือโจมตีตรงหน้าคู่ต่อสู้ด้วยหนึ่งมือเปล่า

 

คาราเต้ 8 เทคนิคในการต่อสู้ด้วยเท้าของคาราเต้

เท้า ถือเป็นอาวุธหลักในการต่อสู้ของคาราเต้ก็ว่าได้ และยังเป็นการโจมตีที่รุนแรงและหนักหน่วง โดยในทุกศิลปะการต่อสู้ มักจะมีการใช้ท่าเท้า และขา รวมอยู่ด้วยเสมอ คาราเตะมีเทคนิคมากมายในการ รุก และ รับศัตรู โดยท่าที่มีประสิทธิภาพมากสุด 8 ท่า ได้แก่

1 Axe Kick

เป็นการยกขาขึ้น และสับลงมายังเป้าหมาย เหมือนกับขวาน โดยผู้ที่จะใช้ท่านี้ต้องยกขาให้สูงที่สุดก่อนที่จะทิ้งลงมากระแทกกับเป้าหมาย โดยส่วนที่จะได้รับความเสียหายมากสุดก็คือ ส่วนหัว ใบหน้า และกระดูกหัวไหล่ ควรระวังการโต้กลับให้ดี เพราะในระหว่างที่คุณใช้ท่านี้ จะเปิดโอกาสให้ช่วงล่างของคุณไร้การป้องกันโดยสิ้นเชิง

2 Back Kick

การเตะกลับหลังนั้น ถูกใช้อย่างแพร่หลายในศิลปะการต่อสู้อย่าง เทควันโด กังฟู มวยไทย และกีฬาประเภทอื่น ๆ โดยจะต้องยืนให้มั่น และใช้ขาที่อยู่ด้านหลังของลำตัวสำหรับเตะ หันมองไปด้านหลังเพื่อจับตาเป้าหมาย และหมุนตัวเพื่อปล่อยลูกเตะออกไป หลังจากเป้าหมายโดนลูกเตะไปแล้ว จะต้องกลับไปยืนท่าเตรียมพร้อมให้เร็วที่สุด เพื่อเตรียมการเตะครั้งต่อไป

3 Front Kick

เป็นท่าเตะที่พื้นฐานที่สุด โดยใช้การเตะข้างใดข้างหนึ่งออกไป อย่างในการป้องกันตนเองนิยมใช้ในการเตะหว่างขาของเป้าหมาย โดยมีทั้งการกระโดดเตะ ลอยตัวเตะ และการเตะซ้ำ โดยการเตะที่ดีนั้น นิยมใช้บริเวณช่วงเนินเท้าเป็นตัวปะทะ หรือ ที่เรียกว่า (Ball of Foot) หรือจะเป็นการกระโดดถีบขาคู่ (Jumping Front Kick) จะต้องอาศัยระยะทาง และวิ่งมาเพื่อกระโดดถีบเป้าหมาย

4 Push Kick or Front Thrust Kick

การเตะแบบนี้ เป็นการเตะเพื่อสร้างพื้นที่ เพิ่มระยะห่างจากเป้าหมายให้ไกลออกไป ในกรณีที่เป้าหมายเข้าใกล้เกินไป อีกทั้งยังเป็นท่าสำหรับป้องกันได้อย่างดี โดยจะยกขาขึ้นมา พร้อมกับเตะออกไปให้ได้ไกลที่สุดเพื่อสร้างแรงกระแทกให้เป้าหมายกระเด็นออกไป

5 Round Kick

เป็นการเตะแบบตวัดขา โดยจะใช้ขาท่อนล่างเป็นจุดหมุนพร้อมกับบิดสะโพกให้เกิดแรงตวัดขาไปปะทะกับเป้าหมาย โดยจะใช้โจมตีช่วงคอ และใบหน้า มีพลังปะทะที่สูง โดยใช้ส่วนของหน้าแท่งเป็นตัวกระแทกเป้า ในมวยไทยใช้เป็นท่าหลัก ๆ ในการต่อสู้

6 Side Kick

เป็นท่าเตะที่รุนแรงที่สุด แต่มีความเชื่องช้าที่สุดในหมู่การเตะทั้งหลาย โดยจะต้องยกเข่าข้างที่จะใช้เตะเป้าหมายขึ้น แล้วหมุนตัวให้ส้นเท่าหันไปทางด้านหน้า แล้วออกแรงถีบอย่างรวดเร็วจึงกลับมาในท่าเตรียมพร้อมเริ่มต้น

7 Hook Kick

การเตะเกี่ยวเป้าหมาย เป็นการเตะแบบเดียวกับท่า Side kick โดยใช้แรงจากสะโพกช่วยในการดึงเป้าหมายเข้าหาลำตัว และใช้ท่าเตะอื่นในการซ้ำได้

8 Two way side kick

การกระโดดแยกเท้า 2 ข้างพร้อมกันกลางอากาศ เพื่อถีบเป้าหมายที่ยืนอยู่ทั้งสองด้านให้กระเด็นออกไป และเข้าสู่ท่าเตรียมพร้อมต่อไป

จุดสำคัญของท่าเท้าทั้งหลาย คือการรักษาความสมดุลของร่างกายให้มั่นคง จะต้องไม่ล้มเด็ดขาดระหว่างการใช้ท่าเท้าในการบุก เท่านี้ก็สามารถใช้ได้ทั้งรุก และรับ

สุดยอดนักคาราเต้ขวัญใจคนไทย มีใครกันบ้าง ?

กีฬาคาราเต้เป็นศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น เป็นศาสตร์การต่อสู้ป้องกันที่สวยงามแต่เต็มไปด้วยพลกำลังในท่วงท่า ซึ่งในปี 2561 มีหลายทัวร์นาเมนระดับนานาชาติที่รอนักคาราเต้ไทยไปพิสูจน์ฝีมืออยู่ แต่ทั้งนี้นักกีฬาเยาวชนเด็กเล็กของกีฬาชนิดนี้อาจจะเฝ้าติดตามผลงานฮีโร่อยู่ แล้ววันนี้เรามาดูกันว่าใครคือนักคาราเต้ขวัญใจคนไทยกันบ้าง

1. “น้ำผึ้ง” มนสิชา ธารารัตนากุล

สาวน้อยนักคาราเต้ประเภทร่ายรำคนนี้เป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง หลังจากผลงานบนเวทีนานาชาติในช่วงหลังถือว่าค่อนข้างดีเยี่ยมบวกกับใบหน้าที่น่ารักแม้ยามที่ต้องทำสีหน้าดุดันตอนร่ายรำก็ตาม ซึ่งการเข้าวงการคาราเต้ของ “น้ำผึ้ง” นั้นค่อนข้างจะหักมุมนิดหน่อย โดยเจ้าตัวยังเคยออกมายอมรับว่าในตอนแรกแม่ให้ไปเรียนนาฏศิลป์

แต่ทว่าสายตาดันไปเจอกับคาราเต้ที่ห้องข้างๆ ทำให้ใจพาขาและร่างกายเดินเลี้ยวเข้าห้อง “คาราเต้ ลืม นาฏศิลป์” ไปเสียสนิท ก็เป็นธรรมดาเพราะด้วยชุดเสื้อผ้าของคาราเต้ดูจะสมาร์ทกว่าจึงไม่แปลกที่จะมัดใจสาวน้อยน้ำผึ้งในตอนนั้น และยิ่งไปกว่านั้นเหมือนเธอมีพรสวรรค์ในตัวเพราะยิ่งเล่นยิ่งซ้อมยิ่งมีแวว ทำให้ก้าวไปเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยโชว์การร่ายรำสู่สายตาชาวโลกได้เห็นหลายแมตช์

ปัจจุบันนี้น้องน้ำผึ้งอายุ 19 ปี ยังสามารถเดินทางในวงการและเป็นกำลังหลักให้กับทีมชาติได้อีกนาน โดยมีเป้าหมายใหญ่ที่จะต้องทำให้ได้คือการไปโอลิมปิกเกมส์และคว้าเหรียญให้ได้ ส่วนในปีนี้ก็มุ่งเป้าที่เอเชียนเกมส์ที่อินโดนีเซีย ในด้านของลักษณะนิสัยส่วนตัวก็เป็นคนร่าเริง ถ้าเป็นคนที่สนิทกันจะรู้ว่าน้องน้ำผึ้งค่อนข้างจะพูดมากพูดตลอดเวลาที่ว่าง แต่ไม่ค่อยชอบความวุ่นวายมีมุมอินดี้นิดๆ ซึ่งเจ้าตัวได้ฝากข้อความถึงน้องๆนักคาราเต้ว่า “ขอให้น้องๆมีความมุ่งมั่นตั้งใจ แล้วความสำเร็จจะมาเอง แต่ถ้าเราไม่มีความมุ่งมั่น ไม่ตั้งใจที่จะทำอะไรให้สำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน เเล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเราจะทำสิ่งนั้นได้”

 

2. “เบสท์” ศุภ งามพึงพิศ

นี่คือฮีโร่ซีเกมส์ครั้งล่าสุดของทีมคาราเต้ไทยในประเภทต่อสู้บุคคลชายน้ำหนักไม่เกิน 67 กก.ที่สามารถคว้าเหรียญทองมาครองได้ ซึ่ง “เบสท์” ถือว่าเป็นนักคาราเต้อนาคตไกลความหวังไทยลำดับต้นๆอีกทั้งยังมีมาดความสมาร์ทสไตล์นักสู้อย่างสมบูรณ์แบบ จุดเริ่มต้นของเขาคือเด็กตี๋ตัวน้อยๆที่ตามพี่ชายผู้เป็นไอดอลของตัวเองไปเล่นกีฬาต่อสู้ตั้งแต่ยังเด็ก โดยเริ่มจากกีฬาเทควันโดก่อนแต่ก็เล่นได้ไม่นานก็ต้องหยุดเรียนไปเพราะติดปัญหาเรื่องการเดินทางไปเรียนในสมัยนั้นค่อนข้างจะลำบากอีกทั้งพี่ชายต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัยทำให้ไม่มีคนพาไปฝึกเทควันโด

จากนั้นกีฬาคาราเต้ก็เข้ามาในชีวิตในตอนที่ “เบสท์” อายุ 13 ปี หรือเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งคนที่ทำให้รู้จักก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นั่นก็คือพี่ชายแท้ๆของเขาเอง “พลธวัฒน์ วราสุทธิพันธ์” ที่ได้วิชาคาราเต้จากมหาวิทยาลัยแล้วกลับมาเปิดชมรมสอนคาราเต้ที่โรงเรียนวชิรธรรมสาธิต ด้วยความที่ “เบสท์” มีเลือดนักสู้อยู่แล้วทำให้กีฬาคาราเต้จึงเป็นของง่ายสำหรับเขาเลย ความมุ่งมั่นบวกกับการฝึกฝนทำให้ฝีมือพัฒนาขึ้นเรื่อยๆจนเจริญรอยตามพี่ชายติดทีมชาติไทย โดยเจ้าตัวโลดแล่นในวงการมากว่า 10 ปีแล้ว และยังเปรียบเสมือนเป็นจิตวิญญาณให้กับเด็กๆและเยาวชนให้เดินตามรอยนักสู้ในฐานะฮีโร่

เป้าหมายที่ “เบสท์” ตั้งไว้คือต้องไปให้ถึงแชมป์เอเชีย, แชมป์โลก และไปแข่งในโอลิมปิกเกมส์ มีความตั้งใจอยากจะนำประสบการณ์ที่ได้ทั้งหมดมาถ่ายทอดให้คนรุ่นต่อไปเพื่อนำไปต่อยอด ทำผลงานให้แก่คาราเต้ไทยมีชื่อเสียง และยังได้ฝากถึงน้องๆรุ่นหลังว่า “คนเราทำอะไรไม่สำเร็จ ชอบคิดว่าตัวเองล้มเหลว ท้อถอย และล้มเลิกไปในที่สุด ซึ่งผมก็เคยเป็นเช่นนั้น แต่ผมยังไม่ล้มเลิก เพราะฉะนั้นผมจึงยังไม่แพ้”

3. “จ้าจีน” ณีรนุช แตงเลี้ยง

นี่คือเพชรเม็ดงามของวงการคาราเต้ไทยที่กวาดแชมป์ในระดับเยาวชนมาครองจนนับไม่ถ้วน ด้วยวัยเพียง 17 ปี และยังเหลือเวลาอีก 1 ปีที่จะโลดแล่นในระดับเยาวชนแต่กลับไม่มีใครสามาารถต่อกรได้เลยทั้งในกีฬาเยาวชนแห่งชาติและชิงแชมป์ประเทศไทย หากจะลองพลิกประวัติเอาที่เน้นๆก็คือ ชนะเลิศชิงแชมป์ประเทศไทยตั้งแต่ปี 2009-2017 และ ชนะเลิศกีฬาเยาวชนแห่งชาติปี 2008-2017 นี่ยังไม่ร่วมไทยแลนด์โอเพ่นที่กวาดเรียบ

หลายคนเริ่มอยากจะรู้จักสาวน้อยหน่อยก้านดีรายนี้แล้วล่ะสิ โดย “จ้าจีน” เริ่มเรียนคาราเต้ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เพราะทางโรงเรียนฝั่งมัธยมมีการสอนคาราเต้ ซึ่งตัวเองไม่ได้มีความสนใจแต่ที่เรียนเพราะเพื่อนชวน เมื่อเรียนไปได้สักพักก็หยุดไม่อยู่จนมาถึงปัจจุบันเพียงแค่คิดในใจว่า “อยากมีทักษะในการป้องกันตัว และ อยากเป็นนักกีฬาอยากทำชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย” ซึ่งการเริ่มต้นของ “จ้าจีน” ก็ดูจะเรื่อยๆแต่ระหว่างที่เรียนก็มีเดินสายแข่งขันจนสามารถติดทีมชาติไทยในระดับเยาวชน

เมื่อสาวสวยรายนี้มีโอกาสติดทีมชาติสมใจก็ไม่ปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดลอย กลับเร่งพัฒนาฝีมือตัวเองในช่วงแรกๆบนเวทีนานาชาติอาจจะดูกระท่อนกระแท่นแต่เมื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์เส้นกราฟความสำเร็จพุ่งทยานถึงขีดสุดด้วยตำแหน่งแชมป์เยาวชนเอเชีย ในด้านชีวิตส่วนตัวอาจจะไม่หวือหวาเพราะด้วยวัยที่ยังเป็นเด็กมัธยมและกำลังเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่กองเชียร์คาราเต้ไทยก็ภาวนาให้ “จ้าจีน” ต่อสู้ทั้งการเรียนในอนาคตและนักกีฬาทีมชาติ อยากให้ฟอร์มในระดับเยาวชนอยู่ติดตัวไปถึงระดับประชาชน ซึ่งเชื่อว่าตอนนี้หลายคนกำลังจับตาคาราเต้สาวรายนี้อยู่แน่นอน

เป้าหมายที่ “จ้าจีน” วางไว้และต้องฝ่าฟันให้ได้คือการแข่งขันในระดับประชาชนทั้งชิงแชมป์เอเชีย กับ ซีเกมส์ 2019 ที่เจ้าตัวจะมีโอกาสรับใช้ชาติอย่างเป็นทางการ นอกเหนือไปกว่านั้นก็จะขอไปโอลิมปิกเกมส์สักครั้ง ดั่งคำขวัญที่บอกไว้ว่า “ตั้งเป้าหมายให้ไกล แล้วไปให้ถึง”

4. “แม็ก” ธีรวัฒน์ คลังทอง

หลายคนเล่นกีฬาเพราะมีเหตุผลบางอย่างในชีวิต อาจจะเหมือนอย่าง “แม็ก” ที่เลือกเล่นกีฬาประเภทต่อสู้ป้องกันตัวเพราะในวัยเด็กมักจะโดนรังแกอยู่บ่อยครั้ง และทำให้เขาเลือกสายคาราเต้เพื่อที่จะให้ร่างกายแข็งแรงรวมไปถึงการป้องกันตัวเองจากเด็กคนอื่นๆที่ชอบรังแก แต่แล้วก็กลับเป็นจุดที่ทำให้ “แม็ก” มีทางเดินที่สดใสในวิถีนักคาราเต้ทีมชาติไทย เนื่องจากยิ่งเล่นความคิดก็เริ่มเปลี่ยนจากการเล่นเพื่อป้องกันตัวไปเป็นเล่นเพื่อชาติ

“แม็ก” จะเป็นคนที่เฮฮามีอารมณ์ขัน แต่ดูจากร่างกายที่บึกบึนอาจจะขัดๆกันบ้าง สำหรับจุดเริ่มต้นคาราเต้ก็มาจากโรงเรียนกีฬา จ.อุบลราชธานี จากนั้นก็ฝึกเรื่อยๆลงแข่งในประเทศทุกรายการ จนฝีมือได้ไปสะดุดตาสต๊าฟทีมชาติไทย แล้วก็ติดทีมชาติเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่ง “แม็ก” เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเด็กรุ่นใหม่ในการมีความฝันแล้วทำเพื่อใครสักคน โดยใครสักคนของเขาก็คือ “แม่” ที่การต่อสู้ทุกครั้งก็จะนึกถึงแม่ตลอดเวลา ทำให้มีพลังแฝงที่ใครหลายคนคาดไม่ถึง

ตลอดระยะเวลา 10 ปีในเส้นทางคาราเต้ โดยมีเป้าหมายก็คือยืนบนแท่นเหรียญทองในทุกๆแมตช์ที่แข่งขัน แต่ที่สูงสุดก็คืออยากจะไปโอลิมปิกในปี2020 ให้ได้ แต่กว่าจะถึงจุดนั้นก็ต้องหมั่นฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องและพัฒนาฝีมือเรื่อยๆ อยากจะฝากน้องๆที่มีความฝันลองทำเพื่อใครสักคนพลังตรงนั้นก็จะมาเอง

5. “อาร์ม” อาร์ม สุขเขียว

นี่คือตัวอย่างของคนสู้ชีวิต ซึ่งไม่ได้สู้ต่อความยากลำบาก แต่กลับเป็นการสู้ต่อแรงกดดันจากครอบครัวที่ต้องการพิสูจน์ตัวเองของ “อาร์ม” ว่าเราก็ทำได้และไม่ได้อ่อนแออย่างที่คิดด้วยเส้นทางคาราเต้ โดยเธอรู้จักกีฬาการต่อสู้ชนิดนี้ครั้งแรกเพราะมีครูโรงเรียนกีฬา จ.อุบลราชธานี ไปแนะแนวที่โรงเรียนบ้านนาแวง ทำให้ตัดสินใจมาเข้าเรียนที่โรงเรียนกีฬาแห่งนี้และก็ได้รู้จักกับ อ.สมศักดิ์ จันทราภร ที่คอยฝึกสอนคาราเต้ จากนั้นก็เป็น “โค้ชบอย” อ.ดุลยรัตน์ รัตนพันธ์ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยมาสอนอีก ซึ่งตอนนั้นก็ลงแข่งกีฬาเยาวชนแห่งชาติครั้งแรกก็ได้เหรียญทองเลย

โดย “อาร์ม” เล่นคาราเต้จนถึงปัจจุบันก็ 10 ปีแล้ว และได้พิสูจน์ตัวเองว่าคาราเต้ก็สามารถเป็นอาชีพสร้างรายได้รวมไปถึงมีอนาคตที่ดีโดยที่ไม่ทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัว ทำให้ “อาร์ม” คือแบบอย่างที่ดีของนักคาราเต้รุ่นหลังหรือนักกีฬาชนิดอื่นๆ เพราะกีฬาสามารถสร้างอาชีพได้ หากเราตั้งใจและอยู่กับมันจนถึงความเป็นเลิศ ซึ่งเธอจะย้ำกับตัวเองเสมอว่า “ไม่ว่าจะทำอะไรอาชีพไหน สิ่งแรกคือแรงศรัทธาในสิ่งที่เรากำลังจะทำ เราตัองเชื่อว่าสิ่งที่ทำมันคือสิ่งที่เรารัก เพราะถ้าไม่รักในสิ่งที่เราทำ ต่อให้ทำไปก็ไม่มีทางทำสำเร็จ และสิ่งต่อมาเมื่อมีแรงศรัทธาในสิ่งที่ทำแล้ว ต้องเชื่อมั่นในตัวเองว่าสิ่งที่เรารักเราเชื่อว่ามันคือสิ่งที่ดี แล้วมั่นใจว่าความสามารถของตัวเองว่าต้องทำได้และต้องประสบผลสำเร็จ หากยังไม่ประสบผลสำเร็จก็ต้องทำจนกว่าจะทำสิ่งที่ศรัทธาจะสำเร็จ”

ความใฝ่ฝันคืออยากรับราชการทหารและมียิมของตัวเองอยากสร้างเด็กๆรวมไปถึงทำให้กีฬาคาราเต้เป็นที่รู้จักในประเทศไทยมากขึ้น ที่สำคัญคืออยากไปแข่งในโอลิมปิกเกมส์และอยากได้ยินคำว่า “อาร์ม…วันนี้เล่นดีนะ” จากปากของ “โค้ชบอย”

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 9th, 2019 by sbobetapac

เคนโด้ วิถีแห่งดาบของชาวญี่ปุ่น ผนวก ดาบ จิตใจ และร่างกาย เข้าเป็นหนึ่ง

เคนโด้

เคนโด้ (Kendo) คือ ศิลปวิทยายุทธ์ ที่มีความหมายว่า วิถีแห่งดาบ โดยมีพื้นฐานมาจากการใช้ดาบของซามูไร ซึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่ ค.ศ. 789 จนกระทั่งพัฒนามาเป็นกีฬาเคนโด้ และกำลังได้รับความนิยมในกว่า 28 ประเทศทั่วโลก นอกจากจะเป็นวิชาการต่อสู้ที่รวดเร็วและเด็ดขาดแล้ว เคนโด้ยังแฝงหลักจริยธรรมของนักรบ และความลึกล้ำด้านจิตวิญญาณของศาสนาไว้อีกด้วย วิชาเคนโด้จึงถูกนำมาเป็นวิชาการปกครองแขนงหนึ่งซึ่งนักรบชนชั้นปกครอง รวมทั้งเหล่าวิญญูชนให้ความนับถือ ยกย่องเป็นพิเศษมาช้านาน จนกระทั่งแพร่หลายไปเป็นวิชาหนึ่งในสถาบันวิชาการปกครอง และการทหารต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย

แก่นแท้ของวิชาเคนโด้ (Kendo)?คือ การผนวก ดาบ จิตใจ และร่างกาย เข้าเป็นหนึ่ง การโจมตีโดยดาบไม้ไผ่ หรือชินัย ซึ่งประสานจิตและกายไว้เป็นหนึ่งเดียว จนเอาชนะคู่แข่งได้ในพริบตานั้นจะเรียกว่า อิทโชะคุ อิตโต ( ISSOKU ITTO) หรือ “ดาบเดียวในหนึ่งก้าว” ซึ่งถือเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่อันเกิดจากการใช้พลังเพียงนิดเดียว ดังนั้น ผู้ที่ฝึกเคนโด้อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้สูงอายุเพียงไหนก็สามารถ ใช้หลักการนี้เอาชนะคู่ต่อสู้ที่มีร่างกายแข็งแรงกว่าได้อย่างง่ายดาย

สำหรับประวัติเคนโด้ในประเทศไทย

คำว่า “เคนโด้ (Kendo)” นั้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2514-5 ประเทศไทยเรารู้จักกีฬาเคนโด้เป็นครั้งแรกทางหน้าจอโทรทัศน์ ก็คือเรื่อง Ore wa Otoko da! (ข้าคือลูกผู้ชาย) ที่ใช้ชื่อเรื่องภาษาไทยง่ายๆแต่ติดปากว่า “เคนโด้ (Kendo)“ เนื้อเรื่องกล่าวถึงการต่อสู้ของลูกผู้ชายอย่าง โคบายาชิ โคจิ ที่ไม่ชอบการที่ผู้หญิงมีอิทธิพลอย่างสูงในโรงเรียนอาโอบะ โดยใช้การต่อสู้ของลูกผู้ชายคนหนึ่งผ่านดาบไม้ไผ่ (เคนโด้) สร้างชมรมเคนโด้ขึ้นมาด้วย ความยากลำบาก การเป็นขมิ้นกับปูนกับ โยชิคาว่า มิซาโอะ หัวหน้าชมรมดรัมเมเยอร์ได้สร้างสีสันให้กับหนังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก หลังจากเรื่องดังกล่าวจบไปแล้ว คำว่า “เคนโด้” ก็เลือนหายไป

จนกระทั่งเมื่อเดือนธันวาคมปีพ.ศ. 2528 ได้มีอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นผู้ชำนาญในสาขาพลศึกษาชื่ออาจารย์เคอิชิ นากาเน่ ( Keishi Nakane) เดินทางมาเป็นอาสาสมัครประจำที่วิทยาลัยพลศึกษากรุงเทพฯ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี และได้นำเคนโด้ที่อาจารย์ถนัดที่สุดเผยแพร่เป็นครั้งแรก โดยทำการฝึกสอนให้กับทางคณาจารย์และนักศึกษาที่สนใจในเวลาเย็น ขณะนั้นอาจารย์ได้รับ 5 ดั้งจากสหพันธ์เคนโด้ญี่ปุ่น

แต่เนื่องจากชุดและอุปกรณ์ในการฝึกซ้อมเคนโด้นั้นมีราคาสูงมาก อาจารย์เคอิชิ นากาเน่ จึงได้ติดต่อชุดอุปกรณ์จาก JICA (Japan International Cooperation Agency) จำนวน 20 ชุดและขอชุดเก่าจากสหพันธ์เคนโด้ญีปุ่นอีกจำนวนหนึ่งเพื่อให้ผู้ที่สนใจในเมืองไทยได้ฝึกซ้อมหลังจากนั้น ผู้ที่เล่นเคนโด้ซึ่งมีอยู่ประมาณ 15 คนก็ได้ออกไปเผยแพร่ตามสถานที่ต่างๆ และถูกส่งไปเข้าร่วมการแข่งขันฝึกซ้อมกันกับประเทศอาเซียนที่เล่นกันอยู่เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์อยู่เป็นประจำ ต่อมาก็มีสถาบันหลายแห่งที่ให้ความสนใจในกีฬาเคนโด้จึงได้เรียนเชิญอาจารย์เคอิชิ นากาเน่ ไปช่วยแนะนำ การเล่นและฝึกสอน เช่นโรงเรียนนายเรือ , มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, กรมพลศึกษา

ต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2533 ก็ได้มีคนไทยที่ไปเรียนยังต่างประเทศเช่นสหรัฐอเมริกา, เกาหลีและญี่ปุ่นได้ฝึกเล่นเคนโด้ และเดินทางกลับมารวมตัวกัน ขึ้นร่วมกับชาวญี่ปุ่นที่สนใจอยู่แล้วรวมกันก่อตั้ง ชมรมกีฬาเคนโด้แห่งประเทศไทย ( Thailand Kendo Club) ขึ้น และในวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2534 ทางชมรมได้ร่วมกับกรมพลศึกษาเป็นเจ้าภาพรับจัดการแข่งขันเคนโด้ชิงชนะเลิศอาเซียนครั้งที่ 3 ขึ้น ณ อาคารนิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ

อุปกรณ์และเครื่องแบบ เคนโด้ (Kendo)

1.ดาบไม้ไผ่ (Shinai : ชินัย) เป็นดาบที่ทำจากไม้ไผ่ 4 แผ่น มามัดรวมด้วยกันด้วยเชือกหนัง ใช้สำหรับฝึกฝนทั่วไป

2.ดาบไม้ (Bokuto : โบคุโต) เป็นดาบที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง ใช้ในการฝึกที่เป็นทางการ

3.เสื้อ (Keigoki : เคย์โกกิ)

4.กางเกง (Hakama : ฮากามะ)

5.เสื้อเกราะ (Boku : โบกุ) มีทั้งหมด 4 ชิ้น คือ หัว(Men : เม็ง) ตัว(Do : โด) ข้อมือ(Kote : โคเทะ) และส่วนสะโพก(Tare : ทาเระ)

 

วิธีการเล่นเคนโด้(Kendo) จะมีวิธีการฝึกซ้อมอยู่สองแขนง

แขนงที่หนึ่งคือการฝึกท่ารำ คล้ายๆ กับกระบี่กระบองของบ้านเรา การรำนี้เขาเรียกว่า คาตะ(KATA)เป็นการรำที่ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ สมาธิ ในการรำจะประกอบด้วยผู้ฝึกเคนโดจำนวนสองคน ผลัดกันรุกและรับ

แขนงที่สองคือการต่อสู้ของผู้ฝึกเคนโด โดยการใส่ชุดเกราะที่เรียกว่า โบกู (BOGU) และใช้อาวุธเป็นดาบไม้ไผ่ที่เรียกว่า Shinai
ในการฝึกเคนโดนั้น ตามปกติโดยทั่วไปผู้เข้าฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ประเภทนี้จะต้องเริ่มฝึกจากท่ารำคาตะก่อนแล้วจึงตามด้วยการฝึกแบบใส่ชุดเกราะ และก่อนที่จะใส่ชุดเกราะจะมีการสวมชุดอีกชุดหนึ่งข้างในก่อน ชุดนี้จะประกอบด้วยเสื้อ (Kendo-gi) และกางเกง (Hakama) ในการฝึกแบบต่อสู้นั้นจะทำให้ผู้ฝึกได้ฝึกการใช้สมาธิและการตัดสินใจอย่างรอบคอบและรวดเร็ว เพราะกีฬาประเภทนี้ตัดสินกันที่เสี้ยววินาที

จุดทำคะแนน

เมื่อฝึกได้เข้าขั้นจนได้เข้าทำการแข่งขันแล้ว ในการแข่งขันผู้เล่นจะต้องตีให้ถูกจุดทำคะแนนทั้งสามจุดนั่นคือ ศีรษะ (Men) ข้อมือ (Kote) และลำตัว (Do) การที่จะทำให้การทำคะแนนแต่ละครั้งได้รับการยอมรับจากกรรมการขึ้นอยู่กับความหนักแน่นและความถูกต้องแม่นยำ ไม่ใช้ว่าใครก็สามารถจะทำกันได้ง่ายๆ สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและประสบการณ์

สนามในการแข่งเคนโด้(Kendo)

ส่วนสนามที่ใช้ในการฝึกต้องเป็นพื้นที่เรียบเป็นพื้นไม้และอยู่ในร่มถ้าเป็นประเทศไทยถ้าติดแอร์ได้จะเป็นการดีเพราะชุดเคนโดรวมเสื้อเกราะและหน้ากากจะทำความร้อนให้กับตัวเราเป็นอย่างดีในการแข่งขันจะมีการตีกรอบเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 6 x 6 หรือ 8 x 8 เมตร ขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่ การต่อสู้จะต่อสู้กันภายในกรอบและผู้ใดที่ก้าวเลยออกนอกกรอบจะโดนตัดคะแนน

สำหรับวิธีการคิดคะแนน

ในการตัดสินผู้เข้าแข่งขันคนใดได้สองคะแนนจากกรรมการก่อนจะเป็นผู้ชนะ

เคนโด้ (Kendo) ไม่ว่าจะเป็นกีฬาสัญชาติไหน แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นกีฬาแล้ว นอกจากให้ความแข็งแกร่งต่อร่างกายยังเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจของผู้ฝึกฝนได้เป็นอย่างดี ‘รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย คือหัวใจของนักกีฬาที่ดี’ สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในกีฬาทุกประเภท

เคนโด้ คืออะไร

เคนโด้เป็นศิลปะป้องกันตัวแบบbudoอย่างหนึ่งของญี่ปุ่น โดยจะฝึกซ้อมด้วย กู (อุปกรณ์) เคนโด้เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น ในปี2012 โรงเรียนมัธยมตอนต้นได้บรรจุศิลปะป้องกันตัวbudoเป็นวิชาบังคับ (ตัวเลือกได้แก่ยูโด ซูโม่และเคนโด้) วัตถุประสงค์ของการซ้อมเคนโด้คือการศึกษาธรรมชาติของเคน รวมถึงจิตวิญญาณของซามูไร ซึ่งอ้างอิงจากสมาคมเคนโด้แห่งประเทศญี่ปุ่น
ต้นกำเนิดของเคนโด้

มันยากที่จะบอกได้ว่าเคนโด้เกิดขึ้นเมื่อไร แต่มีทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่าย้อนเวลากลับไปในยุคkenjutsu เทคนิคการต่อสู้ด้วยnihonto(ดาบของญี่ปุ่น) ได้ปรากฏ Nihontoได้ปรากฏในกลางสมัยHeian(794-1185)มันเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว เมื่อเวลาผ่านไปkenjutsuได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงสงคราม(1467-1590)มีการสร้างโรงเรียนketjutsuมากมาย และต่อมาในสมัยEdo(1603-1868)ประชาชนรักความสงบ kenjutsuค่อยๆมีการพัฒนารวมถึงมีมุมมองของปรัชญาได้เกิดขึ้น ในสมัยMeiji(1868-1912)เมีการกำจัดชนชั้นซามูไร ทำให้มีการต่อต้านการพกพาดาบ ส่งผลให้kenjutsuได้รับความนิยมน้อยลง Kenjutsuได้กลับมาฟื้นฟูอีกครั้งเมื่อตำรวจญี่ปุ่นนำมาเป็นวิชาในการฝึกฝน หลังจากนั้นสมัยTaisho(1912-1926)รูปแบบของเคนโด้ได้เกิดขึ้น

 

เครื่องแต่งกายและอุปกรณ์

ผู้ฝึกจะสวมใส่kendo-gi(ชุดเครื่องแบบ) giและhakama(กางเกงจีบกว้าง ข้างในเป็นนวมและที่ป้องกันได้แก่ tare(สะบัด), do(เสื้อเกราะหน้าอก), men(หน้ากาก), kote(ที่ป้องกันแขน) พวกเขาต่อสู้กันด้วยshinai(ดาบไม้ไผ่)

Shinai (ดาบไม้ไผ่, ด้านซ้าย), men(หน้าการ, ขวาบน), do(เสื้อเกราะหน้าอก, ขวากลาง), kote(ที่ป้องกันแขน, ขวากลาง)และtare(สะบัด, ขวาล่าง)

 

กฎกติกา

ทุกวันนี้เคนโด้มีกฎกติกาเหมือนกีฬา ผู้ฝึกจะต่อสู้กันแบบตัวต่อตัว เมื่อเข้าสู่พื้นที่การแข่งขัน ผู้ฝนจะโค้งคำนับซึ่งกันและกันและตามทำขั้นตอนสามขั้นตอน ในขณะถือดาบพวกเค้าจะก้มหน้าลงและรอสัญญาณเรียกของผู้ตัดสิน ผู้ตัดสินเรียกจะเรียกเพียงหนึ่งครั้ง พวกเขาจะยืนขึ้นและเริ่มการต่อสู้ พื้นที่การแข่งขันจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมมุมฉากแต่ละด้านจะกว้าง9-11เมตร การแข่งทั่วไปใช้เวลาสี่นาทีและเกินเวลาได้สามนาทีเท่านั้น

เคนโด้จะใช้waza(เทคนิค)จำกัด ในการแข่งทั่วไปคะแนนจะขึ้นเมื่อตีที่men(ศรีษะ),do(ลำตัว), kote(แขนระหว่างข้อมือ), หรือtsuki(คอ) จะได้รับพิจารณาคะแนน(ippon) เมื่อผู้ตัดสินตัดสินว่าได้ippon ผู้ตัดสินจะยกธงขึ้น

ผู้แข่งขันที่ได้คะแนน2จาก3คะแนน หรือ1จาก2คะแนนที่นำคู่ต่อสู้จะเป็นผู้ชนะ ถ้าผู้แข่งขันทั้ง2ไม่ได้แต้นในเวลาที่กำหนด ผู้ตัดสินจะตัดสินผู้ชนะ

วัตถุประสงค์ของการฝึกเคนโด้

  1. เพื่อหล่อหลอมจิตใจ กับร่างกายเป็นส่วนเดียวกัน
  2. ฝึกจิตวิญญาณให้แรงกล้า
  3. เพื่อความมีวินัยในการฝึกและเข้มงวดกับตนเอง
  4. ปฏิบัติกับผู้อื่นด้วยความซื่อตรง และจริงใจ
  5. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาวัฒนธรรม

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,