Category: Uncategorized

February 11th, 2019 by sbobetapac

Aikido ไอคิโด ศิลปะการป้องกันตัวที่รวบรวมการต่อสู้ของญี่ปุ่นไว้ในหนึ่งเดียว

Aikido ไอคิโด

Aikido ไอคิโด ผู้ก่อตั้งคือ ปรมาจารย์มอริเฮะ อูเยชิบะ ในปี ค.ศ.1925 ปัจจุบันแพร่หลายไปทั่วโลก มีผู้ฝึกรวมแล้วเกินกว่าล้านคน มีการนำไปผสมผสานกับวิชาอื่น ๆ เช่น การควบคุมเหตุร้ายของตำรวจ ทหาร การรักษาความปลอดภัย การให้คำปรึกษา และจิตบำบัด (มีหลักสูตรเรียนทางจิตวิทยากับไอคิโด สามารถเรียนได้สูงถึงระดับปริญญาเอก) และการระงับข้อขัดแย้งระหว่างบุคคล

ไอคิโด เป็นการรวบรวม กลั่นกรอง เอาคุณลักษณะพิเศษของศิลปะการต่อสู้หลายแบบของญี่ปุ่นในสมัยโบราณเข้าด้วย กัน ศิลปะการต่อสู้บางแบบที่พบในวิชาไอคิโดมีอายุนับย้อนหลังไปได้ถึงกว่า 700 ปี ปรมาจารย์ไอคิโดได้ศึกษาวิชาเหล่านี้จากอาจารย์ดั้งเดิมซึ่งหลายคนล่วง ลับไปโดยไม่ได้ถ่ายทอดวิชาให้กับคนอื่น ๆ อีก นอกจากปรมาจารย์ของไอคิโดเท่านั้น

วิชาเด่น ๆ ที่พบในศิลปะการต่อสู้แบบไอคิโด ก็คือ ยิวยิดสู วิชาดาบ และหอก ปรมาจารย์ยังได้ศึกษาศาสนาอย่างลึกซึ้งเอาจริงเอาจัง ถึงขั้นมีส่วนร่วมในการไปเผยแพร่ศาสนาในเกาหลี จีน และแมนจูเรีย ศาสนาที่ศึกษาคือ เซ็น และลัทธิโอโมโตเคียวซึ่งเป็นลัทธิหนึ่งของศาสนาชินโต

ด้วยเหตุที่ท่านมีความสนใจในการพัฒนาทางจิตวิญญาณดังกล่าว จึงพยายามที่จะเอาปรัชญาของศาสนามาประยุกต์เข้ากับศิลปะการต่อสู้ เพื่อให้ศิลปะการต่อสู้ก้าวพ้นไปจากระดับของการเอาชนะคู่ต่อสู้หรือทำร้าย ทำลายชีวิตผู้อื่น ไปสู่จุดมุ่งหมายที่สูงส่งหรือลึกซึ้งกว่า

ไอคิโด ไม่ใช่เป็นเพียงแค่วิธีทุ่มคู่ต่อสู้ หรือเอา ชนะผู้อื่นเพื่อสนองอัตตาของตนเองเท่านั้น แต่จุดมุ่งหมายที่ว่าก็คือ การฝึกไอคิโดเป็นไปเพื่อ

– ปรับปรุงความสามารถในการรับรู้คนอื่น ๆ ให้ละเอียดอ่อนขึ้น (ทั้งในด้านจิตใจ ความรู้สึก ความต้องการ)

– ปรับปรุงความสามารถในการควบคุมตนเอง

– กุญแจที่ถือว่าเป็นหัวใจของวิชาไอคิโดก็คือ “มูซูบิ”(musubi) ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า unity (ความเป็นหนึ่งเดียว) หรือ harmonious interaction (การปฎิสัมพันธ์อย่างกลมกลืน)

– ในทางปฏิบัติ มูซูบิ หมายถึงความสามารถที่จะสร้างความกลมกลืน ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ กลมกลืนกับพลังและความเคลื่อนไหวของคู่ฝึก เป็นการศึกษาในเรื่องของการสื่อสารระหว่างบุคคล

– มูซูบิ ในความหมายที่ลึกลงไปอีก หมายถึงความสามารถที่จะควบคุมและเปลี่ยนแปลงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เปลี่ยนจากความก้าวร้าวหรือการเข้าโจมตีทำร้าย ให้กลายเป็นการสัมผัสมือกันเพื่อมิตรภาพแทน

– มูซูบิ ในความหมายที่ลึกซึ้งที่สุด หมายถึงการบรรลุถึงความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง และในแง่ของเทคนิค การฝึก หมายถึงการควบคุมการปฏิสัมพันธ์ให้เป็นไปเพื่อการลงเอยที่ดี ปลอดภัยต่อทุก ฝ่าย

ลักษณะพิเศษของวิชาไอคิโด เมื่อเปรียบเทียบกับกีฬาชนิดอื่น ๆ คือ

– ปฏิเสธการแข่งขัน เอาชนะคนอื่น แต่จะเน้นหนักที่ความร่วมมือกันในการฝึกมากกว่า การฝึกเป็นเหมือนการเป็นพี่น้องหรือเพื่อนร่วมทางกัน มากกว่าเป็นคู่แข่งกัน

– ไม่สอนให้ทำร้ายผู้อื่น เช่น ชก เตะ ถีบ แต่จะสอนให้ระงับหรือควบคุมความก้าวร้าว ความรุนแรงจากคนอื่น ๆ ด้วยความเมตตา ไม่ทำร้ายตอบ ไม่มีจุดประสงค์จะให้ผู้ที่ทำร้ายเราได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต หรือจะให้ดีที่สุดก็คือ “ป้องกัน” ไม่ให้เกิดเหตุร้ายเสียแต่แรก มีวิญญาณของการปกป้องคุ้มครองด้วยความรัก (spirit of loving protection)

ไอคิโดใช้หลักการ 4 ข้อ คือ

(1) นำตัวออกจากทิศทางของการโจมตี

(2) โอนอ่อน กลมกลืน ตามแรง และเปลี่ยนทิศทางของการโจมตี

(3) ใช้เทคนิคการควบคุม โดยไม่มีเจตนาทำร้าย

(4) ยุติความชัดแย้ง ปลดอาวุธ นำกลับเข้าสู่ความสงบดังเดิม

ใช้วิธีการฝึกทางกาย เช่นเทคนิคการเคลื่อนไหว ตามแรง สลายแรง นำแรง เป็นการฝึกเบื้องต้น เป็นอุปมาอุปมัยทางรูปธรรม แต่มุ่งไปสู่การพัฒนาในระดับจิตวิญญาณหรือนามธรรมเป็นจุดหมายในบั้นปลาย ไม่ใช่เป็นเพียง physical martial art แต่เป็น spiritual martial art

ความหมายของคำว่า “ไอคิโด” มาจากคำ ๓ คำ คือ

ไอ หมายถึงความรัก ความเมตตา ความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว

คิ หมายถึงพลังชีวิต (เช่นเดียวกัน ฉี หรือ ชี่ ในภาษาจีน หรือ ปราณ ในภาษาบาลี)

โด หมายถึงวิถีทางหรือวิถีชีวิต

รวมความแล้ว ไอคิโด ก็คือ การใช้ชีวิตอย่างกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับคนอื่น ๆ หรือกับสรรพสิ่ง อยู่บนพื้นฐานของความรักและความเมตตานั่นเอง

 

Aikido ไอคิโด ในประเทศไทย

ไอคิโด เข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2504 โดยมีมิสเตอร์ซิดนี่ ไวท์ นักหนังสือพิมพ์ชาว อเมริกัน และได้ติดต่อประสานกับอาจารย์ ทามูระ ที่สำนักใหญ่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอาจารย์สอน ไอคิโดในมหาวิทยาลัยเอเชียแห่งกรุงโตเกียวอีกด้วย ท่านจึงได้ส่งนักศึกษาที่จบแล้ว และมีความ สามารถพิเศษได้สายดำไอคิโดมาสอนในประเทศไทย ดังนั้นจึงมีอาจารย์ชาวญึ่ปุ่นมาสอน ดำเนินการ สอนแห่งแรกที่วิทยาลัยพลศึกษา (สนามกีฬาแห่งชาติ) เป็นแห่งแรก และได้รับการช่วยเหลือทางด้าน เทคนิคจากสำนักงานใหญ่ไอคิโด ที่ประเทศญึ่ปุ่น จัดส่งอาจารย์มาสอนโดยตลอด จนปัจจุบันถึง 15 ท่าน

ปี พ.ศ. 2505 มีการสอนที่วิทยาลัยพลศึกษาเป็นหลัก นอกเวลาทำการมาตลอด
(พ.ศ.2505-2511)

ปี พ.ศ. 2511 ได้ย้ายไปฝึกที่กองปราบปรามสามยอด สถานฝึกบูโดกัน (Budokan) เยาวราช , โรงเรียนดลวิทยา และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2511 ได้แสดงการฝึกไอคิโดที่หน้าพระที่นั่ง ณ สวนอัมพร

ปี พ.ศ. 2513 บริษัท คาวาซากิ ประเทศไทย ให้ความอุปถัมภ์จัดสถานที่ฝึกให้โดยใช้ชื่อว่า “เรนบูกัง” (Renbukan) ตั้งอยู่ที่ตึกชั้น 4 ตรงข้ามไปรษณีย์กลาง บางรัก กทม.

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2518 ได้ขออนุญาตจัดตั้งเป็น สมาคมไอคิโดแห่งประเทศไทย โดยนายประพันธ์ จิตตะปุตตะ เป็นหัวหน้าคณะขอจัดตั้งสมาคมฯ และได้รับการ จดทะเบียน ได้ในวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2518 มีสมาชิก ร่วมฝึกมากมายจนถึงปัจจุบัน โดยได้แพร่หลาย ไปทางด้าน รร.ทหาร ตำรวจ นักเรียน นักศึกษา แต่สำหรับประชาชน ทั่วไปรู้จักไอคิโด น้อยมาก

วัน ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2525 ได้ย้านสถานที่ฝึกมาตั้งอยู่ภายในสมาคม Y.W.C.A. กรุงเทพ ที่ถนนสาทร และมีชมรมฝึกอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น โรงเรียนเตรียมทหาร, โรงเรียนนายเรือ, โรงเรียนนายร้อย จปร., มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, การไฟฟ้านครหลวง วัดเลียบ, ศูนย์เยาวชนกรุงเทพฯ (ไทย-ญึ่ปุ่น) ฯลฯ

วันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2525 ชมรมไอคิโด ณ ศูนย์เยาวชนฯ ไทย-ญี่ปุ่น เริ่มเปิดมีการฝึก ด้วยเช่นเดียวกัน และในปีนั้นได้มีการฝึกไอคิโด ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, โรงเรียน วชิราวุธ จังหวัดสงขลา, ค่ายทหารจังหวัดอุบลราชธานี

วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 9 ได้มาเยี่ยมชม เริ่มเปิด การฝึกที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครฯ (ไทย-ญี่ปุ่น)

วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2531 จดทะเบียนย้ายที่ตั้งสมาคมฯ ไปที่ 893 ถ.พัฒนาการ แขวง คลองตัน เขตสวนหลวง คณาจารย์ที่มาจากสำนักงานใหญ่ประเทศญี่ปุ่นช่วยสอนตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 จนถึงปัจจุบันเป็นจำนวน 15 ท่าน โดยที่สอนในปัจจุบันมี 4 ท่าน โดยเฉพาะ อาจารย์ โมโตฮิโร ฟูคาคูซา ได้สอนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 40 ปี (พ.ศ.2547) ขณะนี้ดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมไอคิโดแห่งประเทศไทย และนายประพันธ์ จิตตะปุตตะ เป็นเลขาธิการสมาคมฯ

วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2539 สถานที่ฝึกไอคิโดของสมาคม ที่ Y.W.C.A. ได้ยุติล งด้วยเหตุ รื้ออาคารจึงยกเลิกสัญญาให้เช่า จึงย้ายสถานที่ฝึกมาประจำ ณ ศูนย์เยาวชน กรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) จนถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 สถานที่ฝึก ชมรมไอคิโด (ศูนย์ไทย-ญี่ปุ่น) ถือว่าเป็นสถานที่ฝึกของสมาคม ช่วงระยะเวลาหนึ่ง เป็นเวลาประมาณ 3 ปี (1 มกราคม พ.ศ. 2539 – 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541)

วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 สมาคมไอคิโดประเทศไทย ได้ย้ายสถานที่ตั้งสมาคม เลขที่ 1521/3 ชั้น 2 ถ.สุขุมวิท ระหว่างซอย 67-69 แขวงพระโขนงเหนือ เขตคลองเตย กทม. 10110 (โทร. 0-2714-0828) โดยใช้สถานที่ฝึก Renbukan dojo (ไอคิโด พระโขนง) เป็นสถานที่ฝึก และศูนย์กลางสมาชิกจนถึงปัจจุบัน

สมาชิกสาย ดำในประเทศไทยมีทั้งหมด 76 คน (ในรอบ 40 ปี) ที่ได้ประกาศนียบัตร และบัตร ประจำตัวรับรองสมาคมไอคิโดประเทศไทย (AAT) และจากสหพันธ์ไอคิโดระหว่างประเทศ (IAF) และจากสำนักงานใหญ่ไอคิโดแห่งโลก (Aikido World Headquarter, Tokyo, Japan) / HOMBU DOJO

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 11th, 2019 by sbobetapac

Jujitsu ยูยิตสู ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวประจําชาติ ของประเทศญี่ปุ่น

Jujitsu ยูยิตสูJujitsu ยูยิตสู ในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นมีการบันทึกเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้มายาวนานมาก ทั้งใน ประวัติศาสตร์ และตำนานพื้นบ้าน เช่นเรื่องที่รู้จักกันโดยทั่วไปเกี่ยวกับ นักรบ “โนมิ โน เซคูนิ” แห่ง “อิซูโม่” ที่เอาชนะและสังหาร “ทาจิม่า โน เคเฮาย่า” ในจังหวัดชิมาเนะ ต่อหน้าพระพักตร์ของจักรพรรดิ ซุยนิน ซึ่งเทคนิคต่อสู้ที่ “โนมิ โน เซคูนิ” ใช้นั้นประกอบด้วยการต่อย เตะ ทุ่ม และกดล็อคคู่ต่อสู้ รวมทั้งใช้อาวุธชนิดต่างๆ ด้วยลักษณะการต่อสู้กับอาวุธด้วยมือเปล่าชนิดนี้ ภายหลังเริ่มเป็นที่รู้จักกันในนามของ “นิฮอนโคริวจัทสึ” หรือศาสตร์ต่อสู้โบราณของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในหลากหลายแขนงของศิลปะการต่อสู้ในยุค “มูโรมาชิ” ( ค.ศ. 1333-1573 ) ตามที่มีบันทึกในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ทั้งหมดนี้กล่าวถึงรูปแบบการต่อสู้ในสนามรบที่สามารถใช้อาวุธชนิดต่างๆได้หลากหลาย ศิลปะการต่อสู้เหล่านี้มีชื่อเรียกขานต่างๆ กันดังนี้ “โคกุโซคุ” , “ยาวาระ” และ ‘ฮาคุดะ” ซึ่งศิลปะต่อสู้เหล่านี้รวมๆ เรียกว่า “เซงโกคุ จูจัทสึ” (Sengoku Jujutsu) ซึ่งเป็นการต่อสู้โดยใช้มือเปล่า และการใช้อาวุธเบากับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธหนัก หรือมีเกราะป้องกันตัวในสนามรบ
ศาสตร์ “เซงโกคุ จูจัทสึ” ประกอบด้วยการต่อย เตะ การทุ่ม โดยใช้ร่างกาย การหักข้อต่อ หรือการทำให้คู่ต่อสู้เสียสมดุลในการทุ่ม การกด ล็อค รัดคอ การกอดปล้ำ รวมถึงการปัด หลบหลีก และการหลบหนี มีการใช้อาวุธเบาต่างๆ ได้แก่ มีดสั้น (Tanto), โซ่ลูกตุ้ม (Ryufundo Kusari), ค้อนสำหรับทุบหมาวกเกราะ (Kabuto Wari), อาวุธลับ (Kakushi Buki) ทั้งหมดนี้คือจุดเริ่มต้นของวิชาการต่อสู้โบราณของญี่ปุ่นซึ่งในขณะนั้น ยังไม่บัญญัติคำว่า “ยูยิตสู”

ต่อมาศิลปะการต่อสู้โบราณญี่ปุ่นได้มีการพัฒนาในยุคสมัยเอโดะ เรียกว่า “เอโดะ ยูยิตสู” (Edo Jujutsu) ซึ่งได้ถูกคิดค้นไว้ใช้กับคู่ต่อสู้ที่ไม่ได้สวมใส่เกราะ หรืออยู่ในชุดการแต่งกายธรรมดา “เอโดะ ยูยิตสู” จะเน้นเทคนิคการเตะ และต่อยตรงจุดสำคัญของร่างกาย ซึ่งก็คือศาสตร์การต่อสู้ในท่ายืน “อเตมิ วาซ่า” (Atemi Waza) และ มีการใช้อาวุธเบา และเล็กที่สามารถเก็บซ่อนไว้ตามร่างกายได้ เช่นมีดสั้น (Tanto) และพัดเหล็ก (Tessen)

ยังมีอีกศาสตร์หนึ่งที่ในอดีตได้พัฒนาการใช้เชือกที่เรียกว่าเชือกโฮจุ (Hojuchord) ซึ่งถูกรวมไว้ในทั้งเซงโกคุ ยูยิตสู (Sengoku Jujutsu) และ “เอโดะ ยูยิตสู” (Edo Jujutsu) ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า “โฮโจ้ วาซ่า” (Hojo Waza) หรือ “โฮโจจัทสึ” (Hojo Jutsu) “นาวะจัทสึ” (Nawa Jutsu) และ “ฮายานาวะ” (Haya Nawa) เชือกโฮจุนี้จะใช้สำหรับการมัดหรือการรัดคอคู่ต่อสู้ ถึงแม้เทคนิคนี้ได้เสื่อมความนิยมลงสำหรับยูยิตสูทั่วไปในปัจจุบันแต่หน่วยตำรวจของกรุงโตเกียวยังได้รับการฝึกเทคนิคนี้ และตำรวจยังพกเชือกชนิดนี้ไว้คู่กับกุญแจมือ

ประวัติศาสตร์การต่อสู้และการเจริญก้าวหน้าของการต่อสู้ถือเป็นความเจริญก้าวหน้าควบคู่ไปกับประเทศญี่ปุ่นและกลายเป็นศิลปะประเพณีส่วนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นที่โด่งดังในแวดวงของตะวันออกในสมัยนั้น จนเป็นที่กล่าวขานกันอย่างแพร่หลายในหมู่ชน และทำความสนใจแก่ผู้สนใจในความรู้ด้านการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ทำให้วิชาการต่อสู้ยูยิตสูโด่งดังและแพร่หลายมาก ทำให้เกิดการพัฒนาคิดค้นศิลปะป้องกันตัวหลายประเภทเช่น ยูโด,ไอคิโด และฮับกิโด

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 พวกญี่ปุ่นได้เดินทางไปทางตะวันตก และมีบุคคลกลุ่มใหญ่เดินทางไปประเทศบราซิล มีผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งได้ปักหลักอาศัยอยู่ในบราซิลและเริ่มสอนวิชายูยิตสูเป็นครั้งแรกนอกประเทศญี่ปุ่น อันเป็นภัยอย่างหนึ่งของญี่ปุ่น แต่วิชายูยิตสูก็ได้รับความสนใจมีผู้นิยมกันกว้างขวาง ซึ่งภายหลังเป็นที่รู้จักกันในนาม “บาซิลเลียนยูยิตสู” และนับจากนั้นมา ยูยิตสูก็ได้รับการพัฒนารูปแบบต่างๆ ประเทศต่างๆในยุโรปและอเมริกา นำไปฝึกฝนและจัดเป็นการแข่งขัน โดยกำหนดกฎกติกาเพื่อความปลอดภัย และขยายตัวแปลงในรูปแบบต่างๆ วิชายูยิตสูเป็นกีฬาการแข่งขันประเภทหนึ่ง และมีผู้นิยมกันอย่างกว้างขวาง

 

Jujitsu ยูยิตสู คืออะไร???

จูจุสึ ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า ศิลปะแห่งความอ่อน เป็นชื่อเรียกของศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น 🎌

รับอิทธิพลมาจากศิลปะการต่อสู้โบราณของซามูไรที่เรียกกันว่า ไทจุสสุ ซึ่งหมายถึงศิลปะการใช้ร่างกาย โดยจูจุสึนั้นเป็นชื่อเรียกกลางที่ใช้เรียก ศิลปะการต่อสู้มือเปล่าอีกชนิดหนึ่งนั่นเอง

จูจุสึในประเทศไทย ได้เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2464 เช่นกัน แต่ภายหลังเนื่องจากกีฬายูโดเริ่มแพร่หลายทั่วโลก จูจุสึถูกมองว่ามีความรุนแรงจนเกินไป จึงได้เกิดการปรับเปลี่ยนการฝึกโดยทั่วไปเป็นการฝึกกีฬายูโด

โดยปัจจุบันจูจุสึของญี่ปุ่นหรือจูจุสึที่มีการต่อสู้ในแบบดั้งเดิมคือมีการโจมตี หัก ล๊อค ทุ่ม ในบางครั้งจะถูกเรียกว่า “นิฮอน จูจุสึ” (Nihon jūjutsu) เนื่องจากไม่ต้องการให้สับสนกับจูจุสึ ที่มีการพัฒนาขึ้นมาจากบราซิล นั่นก็คือ บราซิลเลี่ยน จูจุสึ (Jiu-jutsu) ซึ่งเน้นการต่อสู้ในท่านอนมากกว่าแบบดั้งเดิม หากสังเกตจะเห็นว่าในภาษาอังกฤษนั้นบราซิลเลี่ยน จูจุสึ จะถูกเขียนว่า Jiu-jutsu ซึ่งแตกต่างกับการเขียนแบบญี่ปุ่น (Jujutsu)

กีฬายูยิตสู เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวประจําชาติ ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีมานาน นับร้อยปี ในประเทศไทยมีการนํายูยิตสูมาฝึกนานแล้ว แต่ไม่ได้ใช้ในการแข่งขัน เป็นการฝึกในการต่อสู้ป้องกันตัว ต่อมาได้การพัฒนามาเป็นกีฬา จึงต้องมี กฎ-กติกา และอุปกรณ์ในการป้องกันอันตรายให้กับผู้แข่งขัน จนกระทั่งในปัจจุบัน ได้จัดให้มีการแข่งขันในระดับ ทวีป และในระดับโลก

มีการใช้เทคนิคการเตะ-ต่อย
เทคนิคการทุ่ม แบบยูโด
เทคนิคการล็อค รัดคอ และหักแขน

กีฬายูยิตสูในปัจจุบัน เป็นกีฬาที่มีสมาคมยูยิตสูแห่งประเทศไทย ดูแลรับผิดชอบในการเตรียมการจัดการแข่งขัน และเตรียมทีมนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันอีกด้วย

 

กีฬาที่เป็นมากกว่ากีฬา

หากจะกล่าวถึงประเภทกีฬายูยิตสูแล้ว กีฬาชนิดนี้แบ่งการแข่งขันเป็น 3 ประเภท คือประเภท ไฟต์ติ้ง ประเภทเนวาซ่า และประเภทดูโอ

ประเภทไฟต์ติ้ง

ชื่อก็บอกอยู่ว่าเป็นการต่อสู้ ดังนั้นจึงมีการเตะต่อยมาเกี่ยวข้อง โดยจะแบ่งผู้แข่งขันที่สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอย่างนวมและสนับแข้งเรียบร้อยเป็น 2 ฝ่ายและมีวิธีการต่อสู้เป็น 3 ขั้นตอนดังต่อไปนี้

-ขั้นตอนแรกคือการเตะต่อย แต่ละฝ่ายจะแลกหมัดและแข้งใส่อีกฝ่าย โดยหากโจมตีแล้วคู่ต่อสู้สามารถป้องกันได้จะได้ 1 คะแนน แต่หากโจมตีแล้วคู่ต่อสู้ไม่สามารถป้องกันตัวได้จะได้ไป 2 คะแนน

-ขั้นตอนที่ 2 คือการจับทุ่ม ทั้งสองฝ่ายต้องมุ่งเป้าไปที่การจับอีกฝ่ายทุ่มลงกับพื้นให้ได้ โดยหากงัดแล้วคู่ต่อสู้เสียหลักแต่ไม่ถึงกับล้มตึงไปจะได้ 1 คะแนน แต่หากถึงขั้นทำให้ไม่สามารถควบคุมร่างกายได้หรือทำให้คู่ต่อสู้เอาหลังลงพื้นได้จะได้ 2 คะแนน

-ขั้นที่ 3 คือการจับล็อคจะขึ้นอยู่กับเวลาที่สามารถจับล็อคได้ถ้าล็อคเป็นเวลาสั้น ๆ จะได้ 1 คะแนน แต่หากเกิน 10-15 วินาทีจะได้ 2 คะแนน และหากทำให้คู่ต่อสู้ตบยอมแพ้ได้จะได้ 3 คะแนน และหากทำได้ครบตั้งแต่ขั้นแรกถึงขั้นที่ 3 จะได้ ‘ฟูล-อิปป้ง’ ชนะการแข่งขันไปเลย

ประเภทเนวาซ่า

ซึ่งคำว่า ‘เนวาซ่า’ ในกีฬายูยิตสูนั้นหมายถึง ‘ท่ากดนอน’ ในประเภทนี้จะเน้นการปล้ำกันในท่านอนเป็นหลักเพื่อการ ‘ซับมิชชั่น’ หรือทำให้อีกฝ่ายยอมแพ้ด้วยการจับล็อค ซึ่งแตกต่างจากประเภทไฟต์ติ้งตรงที่หากตบพื้นยอมแพ้ก็คือแพ้การแข่งขันไปเลย ในชณะที่ประเภทไฟต์ติ้งนั้นจะแค่เสียคะแนนให้อีกฝ่ายแล้วกลับมาเริ่มขึ้นตอนที่ 1 ใหม่เท่านั้น โดยผู้แข่งขันจะแบ่งเป็นสองฝ่ายมาสู้กันโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน

แม้จะวัดผลด้วยการทำซับมิชชั่นเป็นหลัก แต่หากหมดเวลาแล้วยังไม่มีใครยอมแพ้ก็จะใช้การนับคะแนนมาช่วย โดยหากทำให้คู่ต่อสู้นอนอยู่บนพื้นได้ 3 วินาทีจะได้ 2 คะแนน หรือหากหลุดจากการพันธนาการของอีกฝ่ายได้จะได้ 3 คะแนน ใครที่ได้คะแนนมากกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ

ประเภทดูโอ้

คือการแข่งแสดงกระบวนท่าต่อสู้ตามศาสตร์ของยูยิตสู โดยผู้แข่งขันจะมี 2 คนอยู่ทีมเดียวกัน และแสดงศิลปะป้องกันตัวของยูยิตสูตามท่าที่ผู้ตัดสินกำหนด โดยหากทีมใดแสดงศิลปะการต่อสู้ได้ดีกว่าและได้คะแนนสูงที่สุดจะชนะการแข่งขันไป โดยปกติแล้วจะแข่งเป็นซีรี่ส์ ๆ ละ 4-6 ท่าและจะมีกรรมการร่วมตัดสินทั้งหมด 5 คนมาให้คะแนนการสาธิต บางครั้งประเภทดูโอ้จะมีการใช้อาวุธในการสาธิตด้วย

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 11th, 2019 by sbobetapac

Taekwondo เทควันโด รู้จักประวัติความเป็นมาของกีฬาประจำชาติเกาหลี

Taekwondo

Taekwondo เทควันโด กีฬาประจำชาติเกาหลี ที่มีคนเล่นถึง 70 ล้านคน ใน 123 ประเทศทั่วโลก โดยมี 3 ล้านคนที่เป็นนักกีฬาในระดับสายดำ ความหมายของคำว่า เท (Tae) คือ การปะทะหรือโจมตีด้วยเท้า ควัน (Kwon) คือ การปะทะหรือโจมตีด้วยมือ และ โด (Do) คือ หลักการหรือศิลปะ ดังนั้นโดยรวมแล้ว เทควันโด (Taekwondo) หมายถึง ศิลปะหรือหลักการของการปะทะหรือโจมตีด้วยเท้าและมือ เป็นกีฬาที่ผสมผสานระหว่างการต่อสู้ การป้องกันตัวเอง กีฬา การออกกำลังกาย การฝึกสมาธิและปรัชญา

กีฬาเทควัน โด เป็นศิลปะการป้องกันตัวของประเทศเกาหลี ที่มีประวัติที่ยาวนาน โดยทั่วไปรูปแบบของการฝึกมี 2 รูปแบบ โดยรูปแบบแรกเป็นแบบฝึกเพื่อการทหารดั้งเดิม ขณะที่แบบที่สอง เป็นรูปแบบที่เกี่ยวข้องหรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกีฬา ที่มีเรื่องของความเร็วและการแข่งขันมากกว่า

ความสำเร็จและความก้าวหน้าของเทควันโดมีอย่างมากโดยเฉพาะหลังจากการอยู่ภายใต้ การปกครองของประเทศญี่ปุ่น ในช่วงปี ค.ศ. 1940-1945 เมื่ออาจารย์ ซอง คุก ดี แห่งสำนัก Teakyondo ได้สาธิตเทควันโดให้เห็นความแตกต่างจากกีฬาศิลปป้องกันตัวของจีนและญี่ปุ่น และมีการจัดตั้งโรงเรียนสอนเทควันโด และสมาคม Korean Taekwondo Association (KTA) ได้ก่อตั้งขึ้น และต่อมามี 2 สมาคมเทควันโดในระดับนานาชาติเกิดขึ้น 2 สมาคมได้แก่ สหพันธ์เทควันโดนานาชาติ (International Taekwondo Federation: ITF) ได้ก่อตั้งขึ้น ในปี ค.ศ. 1966 ตามด้วย สหพันธ์เทควันโดโลก (World Taekwondo Federation: WTF) ในปี ค.ศ. 1973 และเทควันโดได้รับบรรจุเข้าในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกม ในปี ค.ศ. 1974 และกีฬาโอลิมปิกเกมในปี ค.ศ. 2000 ปัจจุบันมีการแข่งขันตั้งแต่กีฬาโอลิมปิก เอเชียนเกม กีฬามหาวิทยาลัยโลก กีฬาในเครือจักรภพ กีฬาเอเชียใต้

ใน การแบ่งระดับความสามารถของนักกีฬาเทควันโด ใช้การแบ่งด้วยสายสี ที่มีความหมายและระดับความสามารถที่แตกต่างกัน ของแต่ละกลุ่มความสามารถ โดยทั่วไปตั้งแต่สายดำ (สายที่มีความสามารถสูงสุด) จนถึงสายขาว (เป็นสายการแข่งขันที่มีระดับต่ำที่สุด) อย่างไรก็ตามระบบของการเลื่อนชั้นและเข็มขัดมีความแตกต่างกันในแต่ละ โรงเรียนหรือสมาคมที่เกี่ยวข้อง และมีการกำหนดเกณฑ์ในเรื่องนี้ที่แตกต่างกันไม่ตายตัวหรือเหมือนกันทั้งหมด การแบ่งตามอายุโดยสหพันธ์เทควันโดโลกและโอลิมปิกก็เป็นส่วนหนึ่งของกีฬาเท ควันโด โดยกลุ่มแรกอายุระหว่าง 14-17 ขณะที่กลุ่มที่ 2 ระหว่างอายุ 18 ปีและสูงกว่า

ประวัติเทควันโดในไทย

ประวัติของเทควันโดในประเทศไทยมีไม่นาน นัก โดยช่วงแรกของการเข้ามาไม่ใช่เพื่อการแข่งขันเช่นในปัจจุบัน แต่เป็นการเข้ามาเพื่อใช้ฝึกทหารอเมริกันที่มารบในสงครามเวียตนาม ในช่วงปี พ.ศ. 2508 พร้อมๆกับกี่สอนให้กับบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจ การสอนเทควันโดให้กับประชาชนไทยมีโดยตรงจากอาจารย์ซองคิยอง ในปี พ.ศ. 2516 และในปี พ.ศ. 2519 จึงได้ขยายการฝึกสอนไปยังโรงเรียนทหารและหน่วยทหารของไทย

สมาคม เทควันโดแห่งประเทศไทยได้มีการสถาปนาในปี พ.ศ. 2525 โดยใช้ชื่อในขณะนั้นว่า สมาคมส่งเสริมศิลปะป้องกันตัวเทควันโด และเปลี่ยนเป็นสมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2528 พร้อมกับการเข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์เทควันโดโลก และสหพันธ์เทควันโดเอเชีย และอื่นๆ อีกมากมาย มีการพัฒนาการฝึกซ้อมและการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง จนนักกีฬาเทควันโดของไทยได้รับเหรียญทองแดง เหรียญเงินจาการแข่งขันโอลิมปิก และเหรียญทองจากการแข่งขันโอลิมปิกเยาวชน
ผลงานและการดำเนินการของสมาคมฯ ทำให้กีฬาเทควันโดได้รับความสนใจและฝึกซ้อมจากเยาวชนไทยอย่างมาก มีโรงเรียนฝึกสอนมากมายกระจายไปทั่วประเทศ เป็นอีกชนิดกีฬาที่ไม่มีการได้เปรียบ เสียเปรียบในการแข่งจากการที่เทควันโดใช้การแบ่งรุ่นน้ำหนักเป็นเกณฑ์ในการ พิจารณาเช่นเดียวกับมวยสากลหรือยูโด อย่างไรก็ตามการตัดสินโดยผู้ตัดสินก็ยังคงเป็นปัญหาที่คาใจนักกีฬา ผู้ฝึกสอนกีฬาหรือผู้ปกครองอยู่เป็นระยะๆ

การ บริหารจัดการที่ดี มาตรฐานของการสอน และการจัดการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน จะช่วยให้กีฬาเทควันโดยิ่งมีชื่อเสียงและได้รับความสนใจจากคนไทยมากขึ้น

 

Taekwondo เทควันโด  ประโยชน์ของการเล่นเทควันโด

1.พัฒนาเรื่อง การทรงตัว เพราะเมื่อกำลังยกขาเตะ เด็กจะยืนเพียงขาเดียว
2.พัฒนาเรื่อง ความยืดหยุ่น และ ความคล่องตัว เรื่องจาก เทควันโด เน้นเตะสูง และการหมุนตัวเตะ
3.พัฒนาเรื่อง กล้ามเนื้อมัดใหญ่ และระบบข้อต่อ เนื่องจากต้องกระโดด ต้องเตะ ต่อย มือ เท้าต้องกระทบเป้าเตะ ส่วนระบบข้อต่อได้จากการปัด การหมุนข้อมือ หมุนตัว
4.พัฒนาเรื่องระบบการหายใจ และช่วยพัฒนาระบบเผาผลาญอาหาร เพราะเป็นกีฬาที่ต้องการเคลื่อนไหว และต่อเนื่อง เคลื่อนที่เร็ว
5.เสริมสร้างความเชื่อมั่น และบุคลิกภาพ รวมทั้งพัฒนาเรื่อง การอยู่ร่วมกับผู้อื่น
6.ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว มีความยืดหยุ่น ข้อต่อต่างๆ มีการเคลื่อนไหว
7.ทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบหายใจ และหัวใจสูบฉีดเลือดได้ดี

ประโยชน์เมื่อได้ฝึกเล่นเป็นประจำ

การเล่นกีฬาเกือบทุกประเภทจะมีผลต่อสุขภาพร่างกายของเราด้วยกันทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญถ้าอยากให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายเราจำเป็นต้องเล่นกีฬาเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และแต่ละครั้งไม่ควรน้อยกว่า 30 นาที ก็จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่กับการเล่นกีฬา และสำหรับกีฬาเทควันโดถ้าเราฝึกฝนเป็นประจำก็จัดได้ว่าเป็นการออกกำลังกายประเภทหนึ่งที่สามารถช่วยทำให้ร่างกายของเราสมบูรณ์แข็งแรงได้ไม่แพ้กีฬาหรือการออกกำลังกายประเภทอื่นกันเลย สำหรับประโยชน์ทั่วไปที่

เราจะได้รับจากการเล่นกีฬาเทควันโดนั้น พอจะสรุปได้ดังนี้

1. เพื่อทำให้สุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง เพราะการเล่นกีฬาเทควันโด เราต้องใช้การเคลื่อนไหวเกือบทุกส่วนของร่างกาย จึงมีผลทำให้กล้ามเนื้อกระชับและแข็งแรง โดยเฉพาะแขนขาเพราะท่าของกีฬาเทควันโดจะเป็นในลักษณะท่าเตะและท่ายืดแขนไปข้างหน้า รวมทั้งใช้ในการปัดป้องคู่ต่อสู้ และในระหว่างการฝึกจะต้องมีการฝึกจังหวะการหายใจและการเปล่งเสียง จึงมีส่วนในการช่วยทำให้ปอดทำงานดีขึ้น ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น ทำให้ระบบภายในร่างกายโดยเฉพาะระบบเลือดไหลเวียนดี และร่างกายสามารถได้รับออกซิเจนเข้าไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้อย่างเต็มที จึงมีส่วนในการช่วยทำให้ร่างกายของเราสามารถสร้างภูมิคุ้มกันการเกิดโรคต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

2. ช่วยในการฝึกสมาธิ โดยเฉพาะถ้าใครฝึกเพื่อใช้ในการแข่งขัน เรื่องของสมาธิจะมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก SBOBET เพราะเราต้องคอยจับดูการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้หรือคู่แข่งขันอยู่เสมอๆ ตลอดเวลาในการแข่งขัน นอกจากนี้การฝึกสมาธิยังมีส่วนในการช่วยทำให้สมองมีความจำดี ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

3. เป็นวิชาป้องกันตัว เพราะจริงๆ แล้วก่อนที่เทควันโดจะถูกบรรจุเป็นกีฬาที่ใช้ในการแข่งขันในการแข่งขันกีฬาเกือบทุกประเภทนั้น เทควันโดคือศิลปะการป้องกันตัวด้วยมือเปล่า ของประเทศเกาหลีมาก่อน และต่อมาจึงได้มีการแพร่หลายไปเกือบทั่วโลก และได้รับนิยมจากผู้คนเป็นจำนวนมาก จึงมีการบรรจุศิลปะป้องกันตัวเทควันโดเป็นกีฬาประเภทหนึ่งในเกมการแข่งขันกีฬาในระดับประเทศและในระดับโลก

4. ช่วยในการผ่อนคลายความตรึงเครียดในอารมณ์และจิตใจ ทำให้ผู้ฝึกนอนหลับสนิท และเป็นคนใจเย็นมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่ดี

5. เป็นการฝึกการมีระเบียบวินัย และความอดทนไปพร้อมๆ กัน จึงเป็นกีฬาที่เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับเด็กๆ ที่กำลังเจริญเติบโต

 

ข้อดีของการเล่นกีฬาเทควันโด

  • เทควันโดช่วยเสริมพัฒนาด้านการทรงตัว เสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดี ความเชื่อมั่นในตัวเอง
  • เทควันโดช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ ข้อต่อส่วนต่างๆ ให้มีความแข็งแรง มีความยืดหยุ่น และคล่องตัวมากขึ้น
  • เทควันโดช่วยส่งผลต่อระบบหายใจ ทำให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ไม่เหนื่อยง่าย และมีสุขภาพที่แข็งแรง
  • เทควันโดช่วยเสริมสร้างสมาธิให้ดีขึ้น และมีระเบียบวินัย
  • เทควันโดช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านจิตใจ ให้เด็กรู้จักการมีน้ำใจเป็นนักกีฬา
  • เทควันโดเป็นกีฬาที่สามารถใช้ป้องกันตัวในชีวิตประจำวันได้
  • เป็นการฝึกใช้ไหวพริบ ช่วยให้เด็กสามารถรู้จักแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้

 

จุดมุ่งหมายของการเล่นกีฬาเทควันโด

กีฬาเทควันโดมีเปิดสอนกันอย่างกว้างขวาง มีสถานที่สอนกันอยู่หลายแห่ง รวมไปถึงในสถาบันการศึกษาบางแห่งก็เปิดสอนให้กับนักเรียน นักศึกษาที่สนใจด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังเป็นกีฬาที่สามารถเล่นกันได้ทุกเพศทุกวัยไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ที่สำคัญยังเป็นกีฬาที่มีประโยชน์หลายอย่าง และยังช่วยฝึกทักษะต่างๆ ของร่างกายได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการใช้สายตา การหายใจ การเคลื่อนไหวต่างๆ โดยเฉพาะสำหรับเด็กจะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก จึงทำให้มีผู้ปกครองหลายท่านที่สนใจส่งบุตรหลานมาทำการฝึกฝนตั้งแต่ยังเล็ก และถ้าตั้งใจจริงในการฝึกฝนกีฬาเทควันโดก็จัดเป็นกีฬาที่มีประโยชน์ไม่แพ้กีฬาประเภทอื่นเช่นกัน

1. เพื่อเป็นศิลปะในการป้องกันตัว อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเทควันโดเป็นกีฬาที่เริ่มมาจากศิลปะการป้องกันตัวแบบมือเปล่า ก่อนที่จะนำมาบรรจุเป็นกีฬาประเภทหนึ่ง จึงมีผู้สนใจฝึกไว้เพื่อป้องกันตัวและเป็นการออกกำลังกายไปพร้อมๆ กัน

2. เพื่อเป็นการออกกำลังกาย เพราะท่าที่ใช้สำหรับการฝึกเทควันโด จะมีส่วนช่วยให้กล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆ ของร่างกายยืดหยุ่นได้ดีขึ้น กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น และเจริญเติบโตดีขึ้น โดยเฉพาะในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต และยังเป็นการฝึกสมาธิช่วยให้สมองพัฒนาไปได้ดีเพราะเราต้องจับตาดูการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ในระหว่างการแข่งขันอยู่ตลอดเวลาถ้าสมาธิไม่ดีพออาจเกิดพลาดท่าในระหว่างการแข่งได้ ท่าที่ใช้ในการฝึกยังอาศัยหลักในการเปล่งเสียงเป็นการช่วยบริหารปอด ทำให้ออกซิเจนไหลเวียนดีขึ้น ช่วยให้สมองผ่อนคลาย จึงสามารถช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี

3. เพื่อเป็นการศึกษาและเรียนรู้วิธีการเล่น เนื่องจากเทควันโดเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยม ทำให้บางครั้งหลายคนที่เลือกเล่นกีฬาประเภทนี้ เพราะมีความอยากรู้ในกฎกติกาและวิธีต่างๆ ในการเล่น และสำหรับบางคนการเล่นกีฬาหลากหลายประเภทก็เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่น่าสนใจ และยังเป็นวิธีการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์อีกด้วย

4. เพื่อเป็นเกมการแข่งขัน เพราะเทควันโดจัดเป็นเกมเล่นกีฬาที่ได้รับความนิยมกันไปทั่วโลกดังที่กล่าวมาแล้ว และยังเป็นกีฬาที่ถูกบรรจุไว้เกือบทุกโปรแกรมการแข่งขัน SBO ทำให้ผู้ที่มีใจรักกีฬาในด้านนี้สนใจในการฝึกซ้อมเพื่อลงแข่งขันกันอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันในประเทศไทยก็มีการส่งเสริมให้ผู้ที่สนใจสามารถฝึกซ้อมและทำการแข่งขันเพื่อแข่งกันทั่วไปในระดับประเทศและในระดับโลกเช่นเดียวกัน

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 11th, 2019 by sbobetapac

Judo ยูโด ประวัติกีฬายูโด ศิลปะการป้องกันจากประเทศญี่ปุ่น

Judo ยูโด

Judo ยูโด เป็นศิลปะการป้องกันตัวประเภทหนึ่งที่ถือกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันมีผู้นิยมฝึกหัดเล่นกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ยูโดเป็นรูปแบบของการป้องกันตัว เป็นศิลปะส่วนหนึ่งของชาวญี่ปุ่นที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัย นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็นการบริหารร่างกายเพื่อให้ เกิดความแข็งแรง ฝึกสมาธิให้มั่นคง ผู้ฝึกจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านร่างกาย และสมาธิด้านจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจู่โจมคู่ต่อสู้ หรือการตั้งรับ

ยูโดมีชื่อเต็มว่า โคโดกัน ยูโด (Kodokan Judo) เดิมทีเดียวนั้นพัฒนามาจาก ยูยิตสู (Jiujitsu) ซึ่งเป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธด้วยมือเปล่าและเป็นการ ทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ ในประเทศญี่ปุ่นมีการเล่นยูยิตสูกันอย่างแพร่หลายมาก

ท่านจิโกโร่ คาโน่ พบว่าวิชายูยิตสูแบบดั้งเดิมนั้นไม่สามารถที่จะฝึกอย่างเต็มกำลังได้เนื่อง เพราะว่าเทคนิคอันตรายต่างๆ เช่น การจิ้มตา การเตะหว่างขา การดึงผม และอื่นๆ อาจทำให้คู่ฝึกซ้อมบาดเจ็บสาหัสจากการฝึกได้ รวมทั้งการฝึกที่เรียกว่า กาต้า (KATA: การฝึกแบบเข้าคู่โดยทั้งสองฝ่ายรู้กันและฝึกตามท่าโดยที่ไม่มีการขัดขืนกัน ) แต่เพียงอย่างเดียวก็ยังไม่ได้ประสิทธิภาพที่เพียงพอ เพราะเราจะไม่สามารถคาดหวังได้ว่าศัตรูของเราจะให้ความร่วมมือในท่าที่เรา ฝึกมาโดยที่ไม่มีการขัดขืน

ท่านจึงปรับปรุงการฝึกส่วนใหญ่ในโรงเรียนของท่านให้เป็นแบบ รันโดริ (RANDORI) คือการฝึกซ้อมแบบจริง โดยใช้แนวความคิดว่า นักเรียนสองคนใช้เทคนิคต่างๆที่ตนเรียนรู้เพื่อการเอาชนะอย่างเต็มกำลัง ทั้งนี้นักเรียนจะคุ้นเคยกับความรู้สึกต่อต้าน ขัดขืนจากคู่ต่อสู้ การฝึกแบบนี้นักเรียนจะสามารถพัฒนา ร่างกาย จิตใจและความคล่องตัวได้ดีกว่า เพื่อทำให้การฝึกซ้อมแบบรันโดริมีประสิทธิภาพมากขึ้น ท่าน จิโกโร คาโน่ จำเป็นต้องเอาเทคนิครุนแรงที่ก่อให้เกิดอันตรายบางส่วนเช่น การชก เตะ หัวโขก ในจูจิสสุออกไป การล็อกสามารถกระทำได้เพียงแค่ข้อศอก ซึ่งปลอดภัยกว่าการล็อกสันหลัง คอ ข้อมือ หรือหัวไหล่ เขาเรียกการฝึกซ้อมแบบนี้ว่า ยูโด

ยูโดในปัจจุบันเป็นกีฬาสากลประเภทบุคคล มีหลักการและวัตถุประสงค์คือ มุ่งบริหารร่างกายและจิตใจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้แรงให้น้อยที่สุด เพื่อสวัสดิภาพและประโยชน์สุขร่วมกัน การฝึกยูโดต้องมีการฝึกการต่อสู้และป้องกันตัว ก็เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกได้ออกแรง ซึ่งเป็นหนทางก่อให้เกิดสมรรถภาพทางกายตามอุดมคติของท่านจิโกโร คาโน (Jigoro kano) ผู้ให้กำเนิดกีฬาประเภทนี้ว่า “Maximum Efficiency with minimum Effort and Mutual Welfare and Benefit” คือยูโดใช้วิธีการโอนอ่อนผ่อนตาม หรือที่เรียกว่า “ทางแห่งความสุภาพ” “Gentleness or soft way” ทำให้ได้เปรียบแก่ผู้ที่มีกำลังมากกว่าเป็นวิธีการที่ทำให้คนตัวเล็กกว่า น้ำหนักน้อยกว่าและกำลังด้อยกว่า สามารถต่อสู้กับผู้ที่อยู่ในลักษณะเหนือกว่าได้

ในเริ่มแรก ท่านจิโกโร คาโน ต้องต่อสู้กับอุปสรรคจากบุคคลหลายๆ ฝ่ายเพื่อให้เกิดการยอมรับในวิชายูโด โดยเฉพาะจากบุคคลที่นิยมอารยธรรมตะวันตกบุคคลพวกนี้ไม่ยอมรับว่ายูโดเป็น สิ่งที่เกิดใหม่และดีกว่ายูยิตสู ในปี พ.ศ. 2429 กรมตำรวจญี่ปุ่นได้จัดการแข่งขันระหว่างยูโดกับยูยิตสูขึ้น โดยแบ่งเป็นฝ่ายละ 15 คน ผลการแข่งขันปรากฏว่ายูโดชนะ 13 คน เสมอ 2 คน เมื่อผลปรากฏเช่นนี้ ทำให้ประชาชนเริ่มสนใจยูโดมากขึ้น ทำให้สถานที่สอนเดิมคับแคบจึงต้องมีการขยายห้องเรียน เพื่อต้อนรับผู้ที่สนใจ จนปี พ.ศ. 2476 จึงได้ย้ายสถานที่ฝึกไปที่ซูอิโดบาชิ (Suidobashi) และสถานที่นี้เองที่เป็นศูนย์กลางของนักยูโดในโลกปัจจุบัน
ยูโดดำเนินการไปด้วยดีและเริ่มมีมาตรฐานอันสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2465 ได้ตั้ง The Kodokun Cultural Xociety ขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2455 ได้ก่อตั้งสหพันธ์ยูโดระหว่างประเทศขึ้น โดยมีประเทศต่างๆ ที่ร่วมก่อตั้งครั้งแรกประมาณ 20 ประเทศ

ในปี พ.ศ. 2499 สหพันธ์ยูโดระหว่างชาติได้จัดให้มีการแข่งขันเพื่อความชนะเลิศยูโดระหว่าง ชาติขึ้น โดยอยู่ในการอำนวยการของสหพันธ์ยูโดระหว่างประเทศโดโดกัน และหนังสือพิมพ์อาซาอิซัมบุน ซึ่งทั้ง 2 องค์กรช่วยกันจัดการแข่งขันขึ้นมา

ประวัติยูโด ในประเทศไทย

ในปี ค.ศ.1970 (พ.ศ.2450)ชาวญี่ปุ่นชื่อ กิโยฟูจิ(KIYOFUJI)ได้เข้ามาทำงานในประเทศไทยในบริษัทของชาวญี่ปุ่น ชื่อบริษัทมิตซุยบุนเซนไกซา พร้อมทั้งนำเอาวิชายูยิตสูเข้ามาเผยแพร่ให้แก่ผู้ร่วมงานได้ฝึกหัดกัน มีชาวญี่ปุ่นอีกคนหนึ่งชื่อ นายเอนโด เป็นทันตแพทย์ชาวญี่ปุ่นมีความรู้ทางยูยิตสู ได้เข้าร่วมเป็นผู้ฝึกสอนเผยแพร่จนเป็นที่นิยมในหมู่คนใกล้ชิด และคนไทยพอสมควร ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นวิชายูยิตสูอยู่

ปี ค.ศ.1912 (พ.ศ.2455) หม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิวงศ์ สวัสดิกุล ได้ทรงศึกษาวิชายูยิตสูมาจากประเทศยุโรป เมื่อกลับมารับราชการอยู่ในกระทรวงต่างประเทศ ทรงเห็นว่ายูยิตสูมีประโยชน์ต่อสังคม มีความประสงค์จะให้มีการศึกษาวิชานี้ในโรงเรียนต่างๆ เช่นเดียวกับนานาประเทศ จึงทรงนำเอายูยิตสูไปสอนแก่ครู นักเรียน ในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเป็นแห่งแรก ในจำนวนนี้มี อาจารย์ทิม อดิเปรมานนท์ และอาจารย์นิยม ทองชิตร์ เข้าศึกษาวิชายูยิตสูรวมอยู่ด้วย

ปี ค. ศ. 1916 (พ.ศ.2459)หม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิวงศ์ สวัสดิกุล ได้เสนอวิชายูยิตสูแก่กรมตำรวจเพื่อพิจารณาจัดสอนให้แก่นักเรียนตำรวจ กรมตำรวจพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อตำรวจ จึงอนุมัติให้สอนวิชานี้แก่ตำรวจได้

ปี ค.ศ.1955 (พ.ศ.2498) พล.ต.ท.พิชัย กุลละวาณิชย์ พล.ต.ต.มงคล จีรเศรษฐ และอาจารย์สิทธิผล พลาชีวิน ได้ร่วมกันก่อตั้งสมาคมยูโดแห่งประเทศไทยขึ้น และจดทะเบียนอย่างถูกต้องเมื่อวันที่24 พฤศจิกายน 2498

 

Judo ยูโด ว่าด้วยเรื่องของกติกา

พื้นที่แข่งขันจะต้องมีเนื้อที่อย่างน้อย 14 x 14 เมตร และอย่างมากที่สุด 16 x 16 เมตร โดยจะปูด้วยตาตามิ หรือวัสดุอื่นที่ได้รับการรับรอง โดยทั่ว ๆ ไปจะเป็นสีเขียว พื้นที่แข่งขันจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน เส้นแบ่งเขตทั้งสองนี้จะเรียกว่าเขตอันตราย จะมีสีที่เห็นได้ชัด โดยทั่ว ๆ ไปแล้วจะเป็นสีแดง กว้างประมาณ 1 เมตร เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่แข่งขัน หรือจะใช้เส้นทาบติดเป็นสี่เหลี่ยมรอบบริเวณแข่งขันก็ได้ พื้นที่ภายในรวมทั้งเขตอันตรายจะเรียกว่า บริเวณแข่งขัน และมีบริเวณอย่างน้อย 9 x 9 เมตร หรืออย่างมาก 10 x 10 เมตร บริเวณนอกเขตอันตรายจะเรียกว่าบริเวณปลอดภัย และจะมีความกว้างประมาณ 3 เมตร (แต่จะต้องไม่น้อยกว่า 2.5 เมตร) เทปเหนียวสีแดงและสีขาว กว้างประมาณ 6 เซนติเมตร และยาว 25 เซนติเมตร จะต้องติดตรงกลางบริเวณที่แข่งขันในระยะห่างกัน 4 เมตร เพื่อเป็นที่ชี้แสดงให้ผู้เข้าแข่งขันทราบในการเริ่มและจบการแข่งขัน เทปสีแดงจะอยู่ข้างขวาของกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวที และเทปสีขาวจะอยู่ข้างซ้ายของผู้ชี้ขาดบนเวที บริเวณที่แข่งขันจะต้องอยู่บนพื้นที่ยืดหยุ่นได้หรือยกพื้น เมื่อบริเวณที่แข่งขันสองบริเวณหรือมากกว่าใช้ติดต่อกัน อนุญาตให้ใช้บริเวณปลอดภัยติดต่อกันได้ แต่ต้องมีระยะ 3 เมตรเป็นอย่างน้อย มีบริเวณว่างรอบบริเวณที่แข่งขันทั้งหมดอย่างน้อยอีก 50 เซนติเมตร

ตาตามิ จะใช้วัสดุลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 183 x 91.5 เซนติเมตร หรือเล็กกว่าเล็กน้อย สุดแท้แต่ถิ่นแคว้นของประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันนี้ โดยทั่ว ๆ ไปแล้วจะมีขนาดวัดได้ 1 x 2 เมตร ทำด้วยฟางข้าวอัดแน่น หรือส่วนมากจะใช้โฟมอัดแน่นก็ได้ เบาะนี้จะต้องแน่นเมื่อเหยียบและมีคุณสมบัติไม่กระเทือนในขณะที่นักกีฬาทำอูเกมิ เบาะจะต้องหุ้มด้วยแผ่นพลาสติกสีแดงหรือสีเขียว และจะต้องไม่ลื่นหรือหยาบเกินไป ซึ่งเบาะยูโดเมื่อปูต่อกันแล้วจะต้องเรียบสนิทไม่มีร่อง แน่น และไม่เลื่อนออกจากกัน เวทียกพื้นต้องทำด้วยไม้แข็ง ซึ่งควรจะมีความยืดหยุ่นพอสมควร วัดได้ประมาณ 18 x 18 เมตร ไม่สูงเกินจากพื้น 50 เซนติเมตร

อุปกรณ์
1. เก้าอี้ และธง (ผู้ตัดสินข้างเวที)
ต้องมีเก้าอี้เบา ๆ สองตัวอยู่มุมนอกของบริเวณแข่งขันบนเขตปลอดภัยทแยงมุมตรงข้ามกันมุมละหนึ่งตัว โดยที่นั่งของผู้ตัดสินข้างเวทีจะต้องไม่บังกรรมการที่จดผลการแข่งขัน และป้ายคะแนนแจ้งผลการแข่งขัน ซึ่งมีธงสีแดงและสีขาวจะใส่อยู่ในซองติดกับเก้าอี้ของผู้ตัดสินข้างเวที
2. ป้ายบอกคะแนน
เวทีแข่งขันแต่ละเวทีจะต้องมีป้ายบอกคะแนน 2 ป้าย ตั้งทแยงมุมตรงข้ามกัน ป้ายนี้จะไม่สูงเกิน 90 เซนติเมตร และกว้างเกิน 2 เมตร อยู่นอกบริเวณแข่งขัน ซึ่งกรรมการผู้ตัดสิน เจ้าหน้าที่ และผู้ชม ต้องเห็นได้ชัดเจน คะแนนที่ถูกทำโทษจะเปลี่ยนเป็นคะแนนได้แต้มทันทีบนป้ายบอกคะแนน อย่างไรก็ตาม จะต้องทำป้ายที่แจ้งแสดงจำนวนที่ผู้เข้าแข่งขันถูกทำโทษด้วย และต้องมีกากบาทสีแดงและสีขาวบนป้ายบอกคะแนน ซึ่งจะบอกการตรวจครั้งที่หนึ่งและสองของแพทย์เมื่อใช้ป้ายคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะต้องมีป้ายคะแนนที่ใช้มือเปล่าเพื่อควบคุมด้วย
3. นาฬิกาจับเวลา ต้องมีดังต่อไปนี้
จับเวลาแข่งขัน 1 เรือน
จับเวลาโอซาเอะโกมิ 2 เรือน
สำรอง 1 เรือน
เมื่อใช้นาฬิกาจับเวลาอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องมีนาฬิกาที่ใช้ควบคุมด้วยมือเพิ่มขึ้นด้วย
4. ธง (ผู้จับเวลา) จะใช้ธงดังต่อไปนี้
สีเหลือง – เวลาแข่งขันหยุด
สีฟ้า – เวลาโอซาเอะโกมิ
ไม่จำเป็นต้องใช้ธงสีเหลืองและสีฟ้า เมื่อเครื่องจับเวลาอิเล็กทรอนิกส์แสดงการแข่งขัน และเวลาโอซาเอะโกมิกำลังใช้อยู่ อย่างไรก็ตาม ต้องมีธงเหล่านี้พร้อมไว้
5. สัญญาณเวลา
ต้องมีระฆังหนึ่งใบหรือเครื่องมือที่ดังได้ยินเหมือนกัน เพื่อให้กรรมการผู้ตัดสินทราบว่าหมดเวลาการแข่งขันที่กำหนด
6. สายคาดเอวสีแดงและสีขาว
ผู้เข้าแข่งขันจะต้องคาดเอวด้วยสายสีแดงหรือสีขาวที่มีความกว้างอย่างน้อย 5 เซนติเมตร ยาวพอที่จะพัรอบเอวได้หนึ่งรอบทับบนเข็มขัดวุฒิ และเมื่อคาดแล้วต้องให้เหลือปลาย 20 ถึง 30 เซนติเมตร ทั้งสองข้าง

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 11th, 2019 by sbobetapac

มวยไทยโคราช มวยไทยอีสาน ศิลปะการต่อสู้อันดุดันและทรงคุณค่า

มวยไทยโคราช

มวยไทยโคราช เป็นการต่อสู้แบบมือเปล่าที่พันด้วยเชือกหรือด้ายดิบของชนชาติไทยในเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 – 6 มวยไทยโคราช เป็นมวยที่มีมาในประวัติศาสตร์ไทยมาช้านานเป็นศิลปะมวยไทยที่มีชื่อเสียงตลอดมาเท่ากับมวยลพบุรี มวยอุตรดิตถ์ มวยไชยา ซึ่งมีนักมวยจากหัวเมืองคือเมืองโคราชได้สร้างชื่อเสียง

จากการไปแข่งขันชกมวย ในพระนครโดยชกชนะนักมวยภาคอื่นๆ นับไม่ถ้วน ซึ่งล้วนแต่มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งสิ้น โดยเริ่มตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงครองราชย์ พ.ศ.2411 พระองค์ทรงโปรดกีฬามวยไทยมาก

การฝึกหัดมวยไทยแพร่หลายไปตามหัวเมืองต่างๆ ทั่วประเทศทรงจัดให้มีการแข่งขันชกมวยหน้าพระที่นั่งในงานศพของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์อุรุพงษ์รัชสมโภช ในวันที่ 18 – 21 มีนาคม ร.ศ.128 (พ.ศ.2452) ณ ทุ่งพระรุเมรุ นักมวยที่เจ้าเมืองต่างๆ นำมาแข่งขันล้วนแต่คัดเลือกคนที่มีฝีมือดีจากทั่วประเทศ การแข่งขันครั้งนี้ได้นักมวย ที่สามารถชกชนะคู่ต่อสู้หลายคนเป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระองค์

และโปรดเกล้าฯพระราชทานยศและบรรดาศักดิ์ให้กับนักมวยมณฑลนครราชสีมาเมืองโคราชเป็นขุนหมื่นครูมวย คือ “หมื่นชงัดเชิงชก” ถือศักดินา 300 คือ นายแดง ไทยประเสริฐ ลูกศิษย์คุณพระเหมสมาหารเจ้าเมืองโคราช มีชื่อเสียงในการใช้ “หมัดเหวี่ยงควาย”

อีกทั้งยังมีนักมวยโคราช ที่มีความสามารถจนได้เป็นครูสอนพลศึกษา ในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จนถึงเกษียณอายุราชการ รวมเวลาถึง 28 ปี คือ ครูบัว นิลอาชา (วัดอิ่ม) และยังมีมวยโคราชที่มีฝีมือดี เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ถึงกับเป็นครูสอนมวยไทยให้กับนักมวยจากเมืองโคราชที่วังเปรมประชากร เช่น นายทับ จำเกาะ นายยัง หาญทะเล นายตู้ ไทยประเสริฐ นายพูน ศักดา เป็นต้น

มวยโคราชคาดเชือกยุคฟื้นฟูอนุรักษ์ สมัยรัชกาล 9 ถึงปัจจุบัน ไม่มีการฝึกซ้อมที่เมืองโคราช แต่ยังมีลูกศิษย์ครูบัว วัดอิ่ม (นิลอาชา) คือ พันเอกกำนาจ พุกศรีสุข ทำการถ่ายทอดมวยโคราชคาดเชือกให้กับผู้ที่สนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบสาน อยู่ที่สยามยุทธ์ กรุงเทพฯ ทุกวัน ครูเช้า วาทโยธา ที่ยังอนุรักษ์ สืบสาน ถ่ายทอด มวยโคราช ให้กับลูกศิษย์ และผู้ที่สนใจเป็นประจำที่โรงเรียนบ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น พร้อมทั้งเปิดสอนในวิชาเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 ปีละ 450 คน

 

มวยไทยโคราช  “หมัดเหวี่ยงควาย”

มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยอยุธยา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะชาวไทยมีการฝึกการต่อสู้ด้วยอาวุธสั้นประกอบกับศิลปะมวยไทย โดยมีเป้าหมายในการปกป้องประเทศชาติ อีกทั้งโคราชเป็นเมืองหน้าด่านชั้นเอกที่ต้องทำการรบกับผู้รุกรานอยู่เสมอ จึงทำให้ชาวโคราชมีความเป็นนักสู้โดยสายเลือดมาหลายชั่วอายุคน

เมื่อบ้านเมืองสงบ มวยไทยจึงพัฒนามาเป็นศิลปะวัฒนธรรม ทางการต่อสู้ป้องกันตัวประจำชาติไทย ด้วยเหตุเพราะคนไทยในสมัยโบราณ นับตั้งแต่พระมหากษัตริย์ ลงมาจนถึงพลเมือง ทั้งชายและหญิงต้องฝึกการต่อสู้ป้องกันตัวให้เจนจัด ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นห้วงเวลาที่มวยคาดเชือกรุ่งเรือง มีการจัดแข่งขันมวยคาดเชือกหน้าพระที่นั่ง ณ บริเวณหน้าพลับพลาทรงธรรม สวนมิสกวัน ในงานศพของพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช ในวันที่ 18 มีนาคม ร.ศ.128 (พ.ศ. 2452)

โดยให้หัวเมืองทั่วประเทศคัดเลือกนักมวยฝีมือดีเข้าแข่งขัน นักมวยฝีมือดีชนะคู่ต่อสู้หลายคนเป็นที่พอพระราชหฤทัย ทรงโปรดฯ พระราชทานยศและบรรดาศักดิ์ เป็น “ขุนหมื่นครูมวย” ถือศักดินา 300 จำนวน 3 คน คือ นายปรง จำนงทอง จากเมืองไชยา เป็น “หมื่นมวยมีชื่อ” นายกลึง โตสะอาด จากเมืองลพบุรี เป็น “หมื่นมือแม่นหมัด” และนักมวยจากเมืองโคราช นายแดง ไทยประเสริฐ ลูกศิษย์ของพระเหมสมาหาร เจ้าเมืองโคราชเป็น “หมื่นชงัดเชิงชก” นอกนั้นยังมีนักมวยจากเมืองโคราชอีกหลายคนที่มีฝีมือดีเยี่ยมจนมีชื่อเสียงไปทั่วประเทศที่เดินทางเข้าไปฝึกซ้อมมวยกับกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ณ วังเปรมประชากร เช่นนายทับ จำเกาะ นายยัง หาญทะเล นายบัว วัดอิ่ม (นิลอาชา) นายตู้ ไทยประเสริฐ นายพูน ศักดา

การแบ่งยุคของมวยไทยโคราช ออกเป็น 4 ยุค ดังนี้

1) มวยไทยโคราชยุคเริ่มต้น (สมัยรัชกาลที่ 1 – รัชกาลที่ 4) คุณหญิงโม ได้นำชาวเมืองโคราชเข้าต่อสู้กับกองทัพทหารของเจ้าอนุวงศ์แห่งเมืองเวียงจันทร์ ซึ่งยกทัพมากวาดต้อนพลเมืองชาวโคราชไปเวียงจันทร์ จนได้รับชัยชนะที่ทุ่งสัมฤทธิ์ ต่อมาคุณหญิงโมได้รับการปูนบำเหน็จให้สถาปนาเป็น “ท้าวสุรนารี”

2) มวยไทยโคราชยุครุ่งเรือง (รัชกาลที่ 5 – รัชกาลที่ 6) เป็นยุคที่มวยไทยโคราชและมวยไทยภาคอื่นๆ ซึ่งชกกันในแบบคาดเชือกเจริญพัฒนารุ่งเรืองสูงสุด มีนักมวยฝีมือดีจากเมืองโคราชลูกศิษย์ของพระเหมสมาหาร เจ้าเมืองโคราช เดินทางเข้าไปฝึกซ้อมอยู่ที่วังเปรมประชากรของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์หลายคน เป็นที่พอพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 กรมหลวงชุมพร รวมถึงประชาชนทั่วประเทศเป็นอย่างยิ่งจนหาคู่ชกแทบไม่มี

3) มวยไทยโคราชยุคเริ่มต้นสวมนวม (รัชกาลที่ 6 – รัชกาลที่ 8) มีการนำเอานวมสวมชกแทนการคาดเชือก มีนักมวยจากนครราชสีมาเดินทางไปชกในกรุงเทพฯหลายคนมีการสอนมวยไทยโคราชในโรงเรียนนายร้อย จปร. มีคณะมวยเกิดขึ้นหลายคณะเช่น เทียมกำแหง อุดมศักดิ์ แขวงมีชัย สิงหพัลลภ สินสุวรรณ ลูกโนนไทย ฯลฯ

4) มวยไทยโคราชยุคฟื้นฟูอนุรักษ์ (รัชกาล ที่ 9 – ปัจจุบัน) ไม่มีการฝึกหัดศิลปะมวยไทยโคราชแบบคาดเชือกในสมัยโบราณในเขตพื้นที่เมืองโคราชหรือจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน ทั้งๆที่ในสมัยโบราณนั้นมวยสายโคราชมีความเก่งกล้าสามารถเป็นเลิศ แต่เป็นยุคที่มีเวทีจัดการแข่งขันมวยไทยอยู่ทุกหนทุกแห่งโดยทั่วไป

การฝึกซ้อมและการจัดแข่งขันเน้นไปในทางธุรกิจเป็นสำคัญมากกว่าที่จะเน้นในด้านศิลปะแม่ไม้มวยไทยโคราชคาดเชือก แต่ยังมีลูกศิษย์ครูบัว วัดอิ่ม (นิลอาชา) ที่ได้รับต้นฉบับตำรามวยไทยโคราช ซึ่งเขียนด้วยลายมือครูบัว คือ พ.อ.อำนาจ พุกศรีสุข ทำการถ่ายทอดศิลปะมวยไทยโคราชให้กับผู้ที่สนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เพื่อฟื้นฟู อนุรักษ์ และสืบทอด อยู่ที่สถาบันสยามยุทธ กรุงเทพฯ และนายเช้า วาทโยธา ลูกศิษย์ของ พ.อ.อำนาจ พุกศรีสุข ทำการฝึกหัดอยู่ที่โรงเรียนบ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ทุกวัน

 

เอกลักษณ์มวยไทยโคราช

ในส่วนไม้มวยไทยตำหรับโคราช หมัดเป็นอวัยวะและอาวุธที่สำคัญยิ่ง ส่วนเท้าเป็นอาวุธยาวที่ใช้ในการเตะ ถีบ และใช้เคลื่อนไหวไปมา การถีบแบบมวยโคราชนั้นคือท่าถีบสลัดซึ่งเป็น ท่าถีบแบบโบราณที่ใช้เป็นอาวุธทำลายเกราะป้องกันของคู่ต่อสู้ได้ ส่วนเข่าฝึกให้โยนได้ทั้งซ้ายและขวาและศอกเป็นอาวุธสั้นที่ใช้ในระยะประชิดตัวที่ทรงอนุภาพมาก ศอกใช้ตีและถองเกี่ยวกับท่ารำมวยโดยทั่วๆไปนั้นมีท่าย่างสามขุมและท่าพรหมสี่หน้า

ครูมวยจะกำหนดให้ผู้ที่จะมาเป็นศิษย์ได้ฝึกหัดท่ารำมวยให้คล่องแคล่วเสียก่อน จึงจะค่อยฝึกท่าลูกไม้และแม่ไม้สำคัญเป็นประการต่อไป ท่ารำมวยย่างสามขุม นอกจากจะเป็นท่ารำมวยอันเป็นต้นแบบของตำรามวยไทยสายโคราชแล้ว ยังเป็นวิชาท่าเท้าแม่บทที่สำคัญ จะทำให้ผู้ฝึกเคลื่อนไหวไปมาโดยสัมพันธ์กับร่างกายได้อย่างคล่องแคล่ว ผู้ฝึกเมื่อทำได้จนเกิดความชำนาญแล้ว จะสามารถใช้อาวุธเช่นหมัด เท้า เข่า ศอก ฯลฯ ได้ทั้งทางซ้ายและทางขวา การเข้า ออก ของทางมวยโคราชนั้นจะเข้าออกในลักษณะฉากซ้าย และฉากขวา

1.การ แต่งกายของมวยไทยโคราช
สวมกางเกงขา สั้น ใช้ผ้าขาวม้าม้วนผูกเป็นนวมทับอย่างแน่นหนาป้องกันลูกอัณฑะ ปกคลุมมาจนถึงด้านบั้นตรงเอว ไม่สวมเสื้อ และปลายเท้าเปลือยเปล่า ต่อมาได้ทำเป็นเบาะรูป 3 เหลี่ยม ใช้เชือกผูกชายมุมทั้ง 3 มุม ใช้แทนกระจับ สวมมงคล แม้ขณะชกก็ยังสวมอยู่ มีผ้าประเจียดมัดไว้ที่ต้นแขนซ้ายและขวา
ทางมวยโคราชเป็นมวยเตะและต่อยวงกว้างเรียกกันว่า “เหวี่ยง ควาย” รับเตะและป้องกันตนเองด้วยการใช้แขน จึงใช้ด้ายดิบคาดหมัดและขมวดรอบๆแขนจรดข้อศอกด้วยวิธีพิเศษไม่เหมือนใคร วิธีคาดหมัดเช่นนี้เป็นที่กล่าวขวัญกันมาเนิ่นนานคือ แดง ไทย ประเสริฐ (หมื่นชงัดเชิงชก)

2. การพันหมัดแบบคาดเชือก
วิธีการคาด เชือกแบบมวยไทยโคราช ผู้จะขึ้นชกจะต้องได้รับการคาดเชือกจากพี่เลี้ยงหรือครูผู้ประสิทธิ์ ประสาทวิชาเสียก่อนด้วยการนั่งชันหัวเข่าไว้ทั้งสองข้าง เพื่อรับแขนที่เหยียดออกไปข้างหน้าตรงข้อศอก คว่ำมือ กางนิ้วทั้งห้าออกเต็มที่ แล้วเริ่มคาดด้ายดิบตรงข้อศอก ต่อจากนั้นก็พันรอบๆหลังมือและข้อมือไปจนจดปลายนิ้วอย่างหลวมๆ หันกลับมาทางข้อมืออีกครั้งแล้วจึงสอดด้ายรวบรั้งจากปลายนิ้วเข้ามาจนเลย ง่ามมือให้ข้อนิ้วโผล่ ถึงระยะนี้หมัดที่คาดเชือกยังคงอ่อนนุ่ม คล้ายนวม

เมื่อด้ายดิบยังเหลืออยู่ประมาณ 1 เมตร ครูผู้คาดเชือกจะบิดด้ายดิบให้เป็นเกลียวเขม็งแข็งเป็นก้นหอย นักมวยจะต้องขยับนิ้วเพื่อป้องกันเหน็บชา สอดก้นหอยเข้าทีละตัวเรียงรายจนทั่ว หลังหมัดซึ่งจะมีความ ตึงเข้าทุกที เท่านี้ยังไม่พอเพราะก้นหอยยังพลิกได้ ยังใช้ด้ายเรียกว่าหางเชือก หรือสัก สอดตรึงให้ก้นหอยไม่เอียง ตั้งตรง เป็นลักษณะหนามทุเรียน ขลิบเอาปลายแหลมออก เมื่อเริ่มจะชกจริงพี่เลี้ยงยังอมน้ำพ่นลงไปที่หลังหมัด ด้ายดิบที่ถูกบิดตัวกลมๆเป็นก้นหอยเมื่อถูกน้ำเข้าจะเป่งตัวแข็ง

3. การจดมวยตำรามวยไทยโคราช
ทางมวยไทยของ โคราชนิยมจดมวยทางหนา ลักษณะทิ้งเท้าเข่างอเล็กน้อย ให้น้ำหนักเท้าอยู่ที่เท้าหน้า ส้นเท้าหลังเขย่ง เท้าไหนออกหน้าหมัดข้างนั้นจะต้อง จดอยู่ด้านหน้า เท้าไหนอยู่ด้านหลังหมัดข้างนั้นจะต้องคุมอยู่เหนือราวนมหรือสูงกว่าเล็ก น้อย ลำตัวหันเข้าหาคู่ต่อสู้เต็มตัว เมื่อจะเปลี่ยนทางการจดมวย ให้สืบเท้าหน้าไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อการช่วยจังหวะ เท้าหลังก้าวไปข้างหน้า หมัดหลังที่คุมอยู่ม้วนเป็นวงช้าๆข้ามหมัดที่จดอยู่ด้านหน้าไปเป็นหมัดจด และหมัดที่จดอยู่ด้านหน้ากลับมาเป็นหมัดคุมแทน ทิ้งเท้าหลังช่วยจังหวะอีกเล็กน้อย

การรุกเข้าออกโดยใช้ท่าเท้าเช่นที่กล่าวนี้เอง ทำให้ผู้ที่ฝึกจนชำนาญสามารถใช้วิธีถ่ายแรงคู่ต่อสู้ที่ใช้อาวุธมาให้ผ่อน จากหนักเป็นเบาได้ และในคราวเดียวกันก็สามารถ ใช้วิธีผสมแรง เมื่อคู่ต่อสู้เข้าทำ ทำให้เกิดแรงบวก ทำให้ใช้อาวุธได้หนักหน่วงรุนแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถออกอาวุธยืดหยุ่นโดยผสมท่าเท้า รั้งเข้า รั้งออก ได้ดังใจปรารถนาอีกด้วย คนโบราณเรียกวิธีรั้งเข้า ออก นี้ว่า สำรอก กลับ ซึ่งลักษณะการใช้ทำให้คู่ต่อสู้นั้นหลง คิดว่าเสียหลักถลำตัวไปแล้วก็จะเข้าซ้ำเติม ก็จะถูกใช้วิชาสำรอกกลับนี้โดยไม่ได้คาดคิด ฉะนั้น การรำมวยประกอบท่าเท้าย่างสามขุมนี้ จึงสำคัญและเป็นท่าแม่บทเบื้องต้น ผู้จะศึกษาควรฝึกฝนให้เกิดความชำนาญและให้เกิดความเชี่ยวชาญเสียก่อน เพื่อจะเป็นรากฐาน พื้นทางมวยที่ดีและมีความสามารถ การจดมวยควรปฏิบัติให้เกิดความคล่องทั้ง 2 เหลี่ยม คือจดมวยเหลี่ยมขวา และจดมวยเหลี่ยมซ้าย

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 11th, 2019 by sbobetapac

มวยไทยลพบุรี มวยไทยภาคกลาง หมื่นมือแม่นหมัด รุกรับ หลบหลีกว่องไว

มวยไทยลพบุรี

มวยไทยลพบุรี มีวิวัฒนาการและเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทำให้มวยลพบุรีแบ่งช่วงเวลาต่าง ๆ ตามความสำคัญเป็น 4 ช่วงคือ “ช่วงที่ 1 อยู่ระหว่างปีพุทธศักราช 1200 ถึง 2198” นับเป็นช่วงเริ่มต้นของมวยลพบุรี มีปรมาจารย์สุกะทันตะฤาษี เป็นผู้ก่อตั้งสำนักขึ้นที่เขาสมอคอน เมืองลพบุรีมีลูกศิษย์รุ่นสุดท้ายคือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

“ช่วงที่ 2 อยู่ระหว่างปีพุทธศักราช 2199 ถึง 2410” ถือเป็นช่วงสืบทอดของมวยลพบุรี ในสมัยนี้ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์ที่ส่งเสริมมวยลพบุรีอย่างกว้างขวาง มีการจัดการแข่งขันโดยกำหนดขอบสังเวียนและมีกติกาการแข่งขันโดยมีพระพุทธเจ้าเสือ พระมหากษัตริย์ อีกพระองค์หนึ่งที่สนับสนุนมวยไทยและชอบชกมวยและมักปลอมพระองค์ไปชกมวยกับชาวบ้านอยู่เป็นประจำ

“ช่วงที่ 3 อยู่ระหว่างปีพุทธศักราช 2411 ถึง 2487” เป็นช่วงพัฒนาของมวยลพบุรี ช่วงนี้มวยลพบุรีโด่งดังมากและเฟื่องฟูจนถึงขีดสุด โดยเฉพาะในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์เรียนวิชามวยไทยจากปรมาจารย์หลวงมลโยธานุโยค

“เอกลักษณ์ของมวยลพบุรีคือ เป็นมวยที่ชกฉลาด รุกรับคล่องแคล่วว่องไว ต่อยหมัดตรงได้แม่นยำ เรียกลักษณะการต่อยมวยแบบนี้ว่า มวยเกี้ยว ซึ่งหมายถึง มวยที่ใช้ชั้นเชิงเข้าทำคู่ต่อสู้” โดยใช้กลลวงมากมายจะเคลื่อนตัวอยู่เสมอ หลอกล่อหลบหลีกได้ดี สายตาดี รุกรับและออกอาวุธ หมัด เท้า เข่า ศอก ได้อย่างรวดเร็ว สมกับฉายา ฉลาดลพบุรี เอกลักษณ์ที่เห็นชัดเจนอีกประการหนึ่งก็คือ มีการพันมือครึ่งแขน แต่ที่เด่นและแปลกกว่ามวยสายอื่น ๆ ก็คือ การพันคาดทับข้อเท้า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมวยลพบุรี

เมื่อ พ.ศ.1200 สุกะทันตะฤาษี เปิดสำนักวิทยายุทธเขาสมอคอน เมืองลพบุรี มีลูกศิษย์ ที่เรียนได้แก่ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พ่อขุนงำเมือง ช่วงสืบทอดของมวยลพบุรีซึ่งมวยลพบุรีเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในสมัย สมเด็จพระนารายณ์ มหาราช เป็นพระมหากษัตริย์ ที่ส่งเสริมมวยลพบุรี อย่างกว้างขวาง

สมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2411 พระองค์ทรงโปรดกีฬามวยไทยมากได้จัดให้มีการแข่งขันชกมวยไทยหน้าพระที่นั่ง มีนักมวยฝีมือดีจากทุกหัวเมือง สามารถชนะคู่ต่อสู้หลายคน หนึ่งในนั้นคือ นายกลึง โตสะอาด จากอำเภอท่าวุ้ง ลพบุรีได้รับการกล่าวขานว่า ฉลาดลพบุรี ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็น หมื่นมือแม่นหมัด

เอกลักษณ์ของมวยลพบุรีเป็นมวยที่ชกฉลาด รุกรับคล่องแคล่วว่องไว ต่อยหมัดตรงได้แม่นยำ เรียกลักษณะการต่อยมวยแบบนี้ว่า มวยเกี้ยว ซึ่งหมายถึง มวยที่ใช้ชั้นเชิงเข้าทำคู่ต่อสู้โดยใช้กลลวงมากมาย จะเคลื่อนตัวอยู่เสมอ หลอกล่อ หลบหลีกได้ดี สายตาดี รุกรับและออกอาวุธ หมัด เท้า เข่า ศอกได้อย่างรวดเร็ว สมกับ ฉายาฉลาดลพบุรี จริงๆ เอกลักษณ์ที่เห็นชัดอีกประการหนึ่งคือ มีการพันมือครึ่งแขน แต่ที่เด่นและแปลกกว่ามวยอื่นคือ การพันคาดทับข้อเท้าซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมวยลพบุรี

-ท่าจดมวยพระกาฬเปิดโลก  หงายมือทั้งสองข้างขึ้น หมัดหน้าสูงเท่าระดับคาง หมัดหลังสูงเท่าราวนม ยืนเท้าหน้าหลัง ขาทั้งสองข้างยืดตรง หันหน้าตรงเข้าหาคู่ต่อสู้

-ลักษณะการชก จะชกกระแทกไปอย่างรวดเร็วในลักษณะหงายมือ เป้าหมายคือคางหรือไม่ก็ใบหน้าคู่ต่อสู้ เรียกว่า ยกเขาพระสุเมรุ และเมื่อต่อย 2 หมัดพร้อมกันเรียกว่า หนุมานถวายแหวน

-การไหว้ครู มีท่าที่เน้นเฉพาะของมวยลพบุรีคือ ท่านารายขว้างจักร และท่าพระรามแผลงศร

-แม่ไม้มวยลพบุรี ส่วนมากเกี่ยวข้องกับลิง ช้าง และตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ เช่น ขุนยักษ์จับลิง หักงวงไอยรา หักคอเอราวัณ ยกเขาพระสุเมรุ

-ลูกไม้มวยลพบุรีได้แก่ ขุนยักษ์พานาง หนุมานถวายแหวน เอราวัณเสยงา พระรามน้าวศร กวางเหลียวหลัง

 

มวยไทยลพบุรี 4 “สาย” ของมวยไทย

คำกล่าวที่ว่า “หมัดหนักโคราช ฉลาดลพบุรี ท่าดีไชยา ไวกว่าท่าเสา’” แสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นของมวยไทยจากสำนักหรือ “สาย” ต่างๆกล่าวคือ”มวยโคราช” มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะชาวไทยมีการฝึกการต่อสู้ด้วยอาวุธสั้นประกอบกับศิลปะมวยไทย โดยมีเป้าหมายในการปกป้องประเทศชาติ อีกทั้งโคราชเป็นเมืองหน้าด่านชั้นเอกที่ต้องทำการรบกับผู้รุกรานอยู่เสมอ จึงทำให้ชาวโคราชมีความเป็นนักสู้โดยสายเลือดมาหลายชั่วอายุคน

ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นับว่าเป็นห้วงเวลาที่มวยคาดเชือกรุ่งเรือง มีการจัดแข่งขันมวยคาดเชือกหน้าพระที่นั่ง ณ บริเวณหน้าพลับพลาทรงธรรม สวนมิสกวัน ในงานพระศพของพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช วันที่ 18 มีนาคม ร.ศ.128 (พ.ศ. 2452) มีนักมวยฝีมือดีชนะคู่ต่อสู้
หลายคนเป็นที่พอพระราชหฤทัยทรงโปรดฯ พระราชทานยศและบรรดาศักดิ์ เป็น “ขุนหมื่นครูมวย” ถือศักดินา 300 จำนวน 3 คน คือ นายปรง จำนงทอง จากเมืองไชยา เป็น “หมื่นมวยมีชื่อ” นายกลึง โตสะอาด จากเมืองลพบุรี เป็น “หมื่นมือแม่นหมัด” และนายแดง ไทยประเสริฐนักมวยจากเมืองโคราช เป็น “หมื่นชงัดเชิงชก

“มวยลพบุรี” เป็นอีกสายของมวยไทย จ่าสิบเอกสมนึก ไตรสุทธิ ผู้ทรงคุณวุฒิมวยลพบุรีบันทึกว่า มวยลพบุรีมีประวัติความเป็นมายาวนาน ย้อนกลับไปได้ ถึงยุคกำเนิดอาณาจักรทวาราวดีลพบุรี “เขาสมอคอน” ซึ่งทอดตัวเป็นแนวยาวจากทิศตะวันออกสู่ทิศตะวันตกในพื้นที่ตำบลเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรีในปัจจุบันนั้น เคยเป็นที่ตั้งของสำนักศิลปะวิทยาการต่างๆ รวมทั้งวิชามวยมาตั้งแต่ราวปีพ.ศ.1200

มวยลพบุรีเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่ได้ทรงส่งเสริมมวยลพบุรีอย่างกว้างขวางทั้งการจัดแข่งขันและการวางกติกา ต่อมาในสมัยพระเจ้าเสือ ทรงสนับสนุนมวยไทย และทรงชอบการชกมวยถึงขั้นปลอมพระองค์ไปแข่งขันชกมวยกับชาวบ้าน มวยลพบุรี เป็นมวยที่ชกฉลาด รุกรับแคล่วคล่องว่องไว ต่อยหมัดตรงได้แม่นยำ มีลักษณะการชกที่เรียกว่า “มวยเกี้ยว” หมายถึงมวยที่ใช้ชั้นเชิงกลลวงต่างๆ เข้าทำคู่ต่อสู้ หลอกล่อ หลบหลีกได้ดี สายตาดี รุกรับ ออกอาวุธได้อย่างรวดเร็ว

การแต่งกายของมวยลพบุรีมีเอกลักษณ์ที่การพันมือครึ่งแขน และที่สำคัญมีการพันคาดข้อเท้าซึ่งพบเห็นเฉพาะในมวยลพบุรีเท่านั้น นักมวยลพบุรีมักนุ่งกางเกงสีกรมท่า
มีการคาดผ้าสามเหลี่ยมหรือกระจับอ่อนป้องกันจุดสำคัญ “ไม้มวย” หรือกระบวนท่าของลพบุรี มีชื่อเรียกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องรามเกียรติ์และตำนานการสร้างเมืองลพบุรี ชื่อสัตว์ต่างๆ รวมถึงชื่อเทพและฤาษีอีกด้วย

ประวัติมวยดัง 4 ภาค เริ่มจากภาคเหนือ “มวยท่าเสา” สร้างชื่อยุคกรุงธนบุ นับแต่พระยาพิชัยดาบหักจัดแข่งขันชกมวยเสมอๆ บนสังเวียนลานดิน ชื่อเสียงดีก็มีมีนายเมฆบ้านท่าเสา นายเที่ยงบ้านเก่ง นายแห้วแขวงเมืองตาก นายนิลทุ่งยั้ง นายถึกศิษย์ครูนิล ถึง พ.ศ.2472 นายแพ เลี้ยงประเสริฐ จากบ้านท่าเสา อุตรดิตถ์ ชกนายเจีย แขกเขมรตายด้วยหมัดคาดเชือก ทำให้รัฐบาล (สมัยรัชกาลที่ 7) มีคำสั่งให้การชกมวยไทยทั่วประเทศเปลี่ยนจากคาดเชือกเป็นสวมนวม

ภาคอีสาน “มวยโคราช”มีบันทึกว่าเฟื่องฟูสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นมวยต่อยวงกว้างเรียกกันว่าเหวี่ยงควาย ด้ายดิบคาดหมัดแล้วขมวดรอบๆ แขนจนจรดข้อศอกเพื่อป้องกันการเตะ ที่เลื่องลือได้แก่เจ้าฉายา หมื่นชงัดเชิงชก คือนายแดง ไทยประเสริฐ จากเมืองโคราช เตะรุนแรง หมัดเหวี่ยโด่งดัง อีกคนคือนายยัง หาญทะเล จากวังเปรมประชากรของกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ผู้สอนท่ารำหนุมานควานสมุทรให้ (สมัยรัชกาลที่ 6)

ภาคกลาง “มวยลพบุรี” มีชื่อเสียงรัชกาลที่ 5 เช่นกัน ในงานพระเมรุกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ณ ท้องทุ่งพระเมรุป้อมเผด็จดัสกร กรุงเทพฯ มีการตีมวยหน้าพระที่นั่งครั้งใหญ่ เลื่องชื่อว่าเป็นมวยชกหมัดตรงดี ต่อยแหวกการคุมได้ดีกว่ามวยถิ่นอื่น คาดหมัดเพียงครึ่งแขนใช้ด้ายผ้าดิบ ครูมวยคนดังเจ้าฉายา หมื่นมวยแม่นหมัด
คือนายกลิ้ง ไม่ปรากฏสกุล จากเมืองลพบุรี ผู้มีลีลาการชกฉลาด รุกรับ หลบหลีกว่องไว ใช้หมัดตรงดียอดเยี่ยม

ภาคใต้ “มวยไชยา” เจ้าฉายา หมื่นมวยมีชื่อ คือนายปล่อง จำนงทอง ผู้มีท่าเสือลากหางเป็นอาวุธสำคัญ ทั้งเน้นวงในใช้ความคมของศอก เข่า ประวัติมวยไชยาสืบค้นได้ถึงพระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย) เจ้าเมืองไชยาในแผ่นดินรัชกาลที่ 5 ถ่ายทอดมายังบุตรชายคือปรมาจารย์เขตร์ ศรียาภัย ซึ่งภายหลังย้ายมาตั้งรก
รากในกรุงเทพฯ เผยแพร่มวยไชยาแก่ศิษย์มากมายกระทั่งจากไปในปี 2521

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 11th, 2019 by sbobetapac

มวยท่าเสา มวยไทยภาคเหนือ ต้นแบบการต่อสู้ข้าศึกของพระยาพิชัยดาบหัก

มวยท่าเสา

มวยท่าเสา เป็นสายมวยไทยภาคเหนือ ที่ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสายมวยไทยท่าเสากำเนิดขึ้นเมื่อใดใครเป็นครูมวยคนแรกแต่จากหลักฐานที่ปรากฏอยู่ทำให้ทราบว่าครูมวยไทยสายท่าเสาที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่งคือ ครูเมฆที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในเรื่องความคล่องแคล่วว่องไว รวดเร็ว เด็ดขาด มีลีลาท่าทางสวยงามและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม้เตะ ถีบ และศอก เป็นที่ลือกระฉ่อนจนนายทองดี เองถึงกับปฎิญาณกับตัวเองว่าจะต้องมาขอเรียนศิลปะมวยไทยกับสำนักท่าเสาให้ได้ และก็ได้มาเป็นลูกศิษย์ของครูเมฆผู้ประสิทธิประสาทวิชามวยไทยให้แก่ นายทองดี ซึ่งได้นำความรู้ที่ได้รับไปผสมผสานกับมวยจีนอีกต่อหนึ่ง

เมื่อนายทองดีได้เป็นเจ้าเมืองพระยาพิชัย ก็ได้มาคารวะครูเมฆและแต่งตั้งให้ครูเมฆเป็นกำนันปกครองตำบลท่าอิฐต่อไป ครูเมฆได้ถ่ายทอดวิชาให้แก่ผู้สืบสกุลต่อมาจนถึงครูเอี่ยม ครูเอี่ยมถ่ายทอดแก่ผู้สืบสกุลคือครูเอม ครูเอมถ่ายทอดแก่ผู้สืบสกุลคือครูอัด คงเกตุ ซึ่งเมื่อครูอัด คงเกตุ และลูกศิษย์มาชกมวยในกรุงเทพฯ ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 2 ได้ใช้ซื่อค่ายมวยว่า เลือดคนดง

ครูเอมยังได้ถ่ายทอดวิชามวยไทยให้แก่หลานตาอีก 5คน รุ่นราวคราวเดียวกับครูอัด ทั้ง 5คน เป็นนักมวยตระกูล เลี้ยงเชื้อ ซึ่งต่อมา กรมหลวงชุมพร ฯ ได้เปลี่ยนให้เป็น เลี้ยงประเสริฐ เป็นบุตรนายสอน นางขำ (ลูกครูเอม) สมพงษ์ แจ้งเร็ว เขียนกล่าวว่า ทั้ง 5 คน เป็นยอดมวยเชิงเตะ มีกลเม็ดเด็ดพรายแพรวพราวทุกกระบวนท่าที่ได้สืบทอดมาจากสำนักท่าเสาของครูเมฆจนมีชื่อเสียงลือลั่นในช่วงเวลานั้น ทั้ง 5คน ได้แก่

1. ครูโต๊ะ เกิดประมาณ พ.ศ.2440 เป็นบุตรคนที่ 2 ของนายสอนและนางขำ เป็นนักมวยที่มีอาวุธหนักหน่วงและเชิงเตะ เข่า และหมัดรวดเร็ว
2. ครูโพล้ง เกิดปี พ.ศ.2444 มีอาวุธมวยไทยรอบตัว โดยเฉพาะลูกเตะที่ว่องไว และรุนแรง และความสามารถในการถีบอย่างยอดเยี่ยม จนได้รับฉายาว่า มวยตีนลิง ครูโพล้งมีเอกลักษณ์การไหว้ครูร่ายรำตามแบบฉบับของสำนักท่าเสา ในจำนวน 5 คน ครูโพล้ง มีฝีมือยอดเยี่ยมที่สุด เมื่อมาชกกรุงเทพ ฯ เคยชนะ นายสร่าง ลพบุรี และครูบัว วัดอิ่ม เคยชนะนายสิงห์วัน ประตูเมืองเชียงใหม่ ที่เชียงใหม่ และนายผัน เสือลาย ที่โคราช แต่เคยพลาดท่าแพ้ นายสุวรรณนิวาสวัด ที่กรุงเทพ ฯ ครั้งหนึ่ง เพราะโดนจับขาเอาศอกถองโคนขาจนกล้ามเนื้อพลิก
3. ครูฤทธิ์ เกิดปี พ.ศ.2446 มีฝีมือไม่ยิ่งหย่อนกว่าพี่น้องทั้งหลาย เคยชกชนะหลายครั้งที่กรุงเทพ ฯ และเคยชกเสมอ บังสะเล็บ ครูมวยคณะศรไขว้ (ลูกศิษย์ครูแสง อุตรดิตถ์ ผู้สืบทอดสายมวยพระยาพิชัยดาบหัก)
4. ครูแพ เกิดปี พ.ศ.2447 เป็นนักมวยเลื่องชื่อระดับครูโพล้ง เคยปราบ บังสะเล็บ ศรไขว้ ชนิดที่คู่ต่อสู้บอบช้ำมากที่สุด และชก นายเจียร์ พระตะบอง นักมวยแขกครัวเขมร ถึงแก่ความตายด้วยไม้หนุมานถวายแหวน ทางราชการจึงกำหนดให้มีการสวมนวมแทนคาดเชือก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
5. ครูพลอย เกิดปี พ.ศ.2450 เป็นมวยที่คล่องแคล่วว่องไวในเชิงเตะ ถีบ และหมัด เนื่องจาก ครูโพล้ง เป็นผู้ถ่ายทอดเชิงชกให้ด้วย ครูพลอยถึงถอดแบบการใช้เท้าจากครูโพล้ง ครูพลอยเคยมาชกชนะในกรุงเทพ ฯ หลายครั้งแต่ก็ได้ถึงแก่กรรมเมื่ออายุเพียง 24 ปีเท่านั้น

นอกจากครูโพล้งและพี่น้องได้ร่วมกันสอนเชิงมวยให้แก่ลูกศิษย์หลายคนที่มีชื่อเสียงแล้วยังมีศิษย์สำนักท่าเสาอีกหลายคนคือ นายประพันธ์ เลี้ยงประเสริฐ นายเต่า คำฮ่อ (เชียงใหม่) นายศรี ชัยมงคล ผู้เป็นเพื่อนสนิทของครูพลอยและเป็นผู้ที่ ผล พระประแดง ยอมรับว่าเจ็บตัวมากที่สุดเมื่อได้ชกแพ้ นายศรี อย่างสะบักสะบอม ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตการต่อสู้เลย เพราะนายศรี มีอาวุธหนักหน่วงเกือบทุกอย่างและรวดเร็ว อีกทั้งยังมีเชิงมวยสูงมากด้วย

ครูมวยจากสายท่าเสาทั้ง 5 ได้จากไปหมดแล้ว โดยครูพลอย ถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังหนุ่ม หลังจากนั้นก็ตามด้วย ครูฤทธิ์ สำหรับครูโต๊ะก่อนถึงแก่กรรมได้บวชจนได้เป็นเจ้าอาวาสวัด คุ้งตะเภา ครูแพ ถึงแก่กรรม เมื่อปี พ.ศ.2520 และครูโพล้ง ถึงแก่กรรม เมื่อปี พ.ศ.2522 มีอายุได้ 78 ปี

ก่อนถึงแก่กรรม คณะกรรมการจัดงานพระยาพิชัยดาบหัก ซึ่งจัดให้มีการแข่งขันชกมวยประจำปี จะเชิญ ครูโพล้ง ขึ้นไปไหว้ครูร่ายรำตามแบบฉบับของสำนักมวยท่าเสาให้คนชมทุกปี หลังจากการจากไปของครูโพล้ง มวยไทยสายท่าเสา ได้ลดบทบาทลงไปอย่างมาก ยิ่งครูมวยใน

ปัจจุบันสอนมวยตามแบบฉบับของสายมวยอื่น ๆ มวยไทยสายครูเมฆ แห่งสำนักท่าเสาก็ยิ่งถูกลืมเลือนไป แม้แต่ชาวอุตรดิตถ์เองปัจจุบันยังไม่สามารถทราบหรือบอกความแตกต่างของมวยท่าเสากับมวยสายอื่น ๆ ได้เลย

 

มวยท่าเสา เอกลักษณ์ของมวยสายท่าเสา

เอกลักษณ์ของมวยสายท่าเสา การไหว้ครูจะไหว้พระแม่ธรณีก่อนทำพิธีไหว้ครู การไหว้ครูมวยท่าเสาจะไหว้บรมครูก่อนคือ พระอิศวร เพราะถือว่าพระอิศวรเป็นผู้ประสิทธิประสาทวิชาการต่อสู้แบบฉบับมวยท่าเสา การกราบพระรัตนตรัย จะกราบในทิศหรดี(ทิศตะวันตกเฉียงใต้) ซึ่งเป็นทิศที่ผีฟ้าไม่ข้าม การนับหน้าไหว้ครูไปทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นไปตามประเพณีของพราหมณ์

ในการเห็นหน้าโบราณสถาน หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สอดคล้องกับความเชื่อว่าบรมครูของมวยท่าเสามีพระอิศวรและทิศตะวันออกเป็นทิศที่พระอาทิตย์ส่องแสงมาสู่โลก และมวลมนุษย์เป็นสัญญาลักษณ์ของวันใหม่และจุดเริ่มต้นที่เป็นมงคล หรือนักมวยก่อนกราบจะหันหน้าเข้าหาดนตรี ปี่ กลอง เพราะถือว่า ดนตรี ปี่ กลอง ได้ไหว้ครูหรือพระอิศวรแล้ว การจดมวยของมวยท่าเสามือซ้ายนำและสูงกว่ามือขวา เมื่อเปลี่ยนเหลี่ยมมือขวานำและสูงกว่ามือซ้าย เมื่อตั้งมวยได้ถูกต้องและย่างแปดทิศได้คล่องแคล่วว่องไวแล้ว

นักมวยจะต้องฝึกท่ามือสี่ทิศพร้อม ๆ กัน กับการจดมวยและย่างแปดทิศ ท่ามือต้องออกด้วยสัญชาตญาณเพื่อให้เกิดการ “หลบหลีก ปัด ป้อง ปิด” ในการป้องกันตัว การคาดเชือกสายมวยท่าเสาต้องเอาเชือกด้านตราสังผีมาลงคาถาอาคมแล้วบิดให้เขม็งเกลียง

หลังจากนั้นเอามาขดก้นหอย 4 ขด แล้วเอาด้ายตราสังมาเคียนทำเป็นวง 4 วง รองข้างล่างก้นหอยอีกทีหนึ่ง เพื่อสวมเป็นสนับมือ เมื่อสวมนิ้วมือแล้วก็เอาด้ายตราสังมาเคียนทับอีกทีหนึ่ง จากนั้นเชือกที่คาดจะต้องลงรักและคลุกน้ำมันยาง จากนั้นก็คลุกแก้วบดอีกทีหนึ่งเป็นอันเสร็จพิธีคาดเชือก นักมวยสายท่าเสาจะต้องเสกพริกไทย 7 เม็ด กินทุกวันเพื่อให้อยู่ยงคงกะพันและเสกคาถากระทู้ 7 แบกประจำทิศบูรพา คือ อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา 15 จบ

ก่อนขึ้นชกต้องเสกหมากหรือว่านเคี้ยวกินด้วยคาถาฝนแสนห่า ประจำทิศอาคเนย์ 8 จบ คือ ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง ครูอาจเสกแป้งประหน้านักมวยก่อนชกด้วยนะจังงัง มวยท่าเสาอาจจะสูญสิ้นไปหากไม่มีการอนุรักษ์ สืบสาน ตำนานมวย “ลาวแกมไทย ตีนไวเหมือนหมา” เอาไว้ ลาวแกม หมายถึงคนเมืองอุตรดิตถ์ ซึ่งมีคนเมือง คนไทยภาคกลาง และคนลาวอยู่ร่วมกัน โดยคนเมืองอยู่เหนือแม่น้ำน่าน คนไทยอยู่ใต้แม่น้ำ และคนลาวอยู่ทางตะวันออก จึงมีการผสมผสานวัฒนธรรม ประเพณี และภาษาเข้าด้วยกัน ทั้งยังมีการแต่งงานระหว่างกันด้วย ทำให้คนอุตรดิตถ์มีลักษณะ “ลาวแกมไทย”

มวยของอุตรดิตถ์

นับเป็นแม่ไม้มวยไทย ที่มีความโดนเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีครูเมฆเป็นปรมาจารย์ซึ่งก็ได้ส่งเสริมให้อนุรักษ์ไว้ โดยคณะศิษย์มวยท่าเสาและมวยพระยาพิชัยดาบหัก

มวยท่าเสา เป็นแบบการต่อสู้ข้าศึกของพระยาพิชัยดาบหัก การจดมวยท่าเสาจะกว้างและใช้น้ำหนักตัวไปด้านหลังเท้าหน้าจะสัมผัสพื้นเบาๆ ทำให้ออกไม้มวยได้ไกล รวดเร็วและรุนแรงในการต่อสู้ หมัดหน้าจะไกลจากหน้าและสูงกว่าไหล่หมัดหลังจะต่ำ ผ่อยคลาย บริเวณขากรรไก

ปรัชญาและกลยุทธ์ของมวยพระยาพิชัยดาบหักที่ต้องพิชิตข้าศึกให้เร็วที่สุด ด้วยการ
เผด็จศึกอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

มวยพระยาพิชัยดาบหักเป็นทั้งมวยอ่อนและมวยแข็ง สามารถรุกหรือรับตามแต่สถานการณ์ รู้วิธีรับก่อนรุก เรียนแก้ก่อนผูก เรียนรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตนเองและคู่ต่อสู้

ไม้มวยพระยาพิชัยดาบหักมีทั้งหมดไม่น้อยกว่า ๕๓๕ ไม้ด้วยกัน คือ ไม้หมัด ไม่น้อยกว่า ๑๓๔ ไม้ ไม้ศอก ไม่น้อยกว่า ๑๔๐ ไม้ ไม้เข่าไม่น้อยกว่า ๖๒ ไม้ ไม้ถีบ ไม่น้อยกว่า ๕๙ ไม้ ไม้เตะ ไม้น้อยกว่า ๑๐๑ ไม้ ไม้หัว ไม่น้อยกว่า ๓๙ ไม้ (ใช้เฉพาะวงใน)

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 11th, 2019 by sbobetapac

มวยไชยา มวยไทยภาคใต้ ศิลปะการต่อสู้ของไทยมาแต่โบราณ

มวยไชยา

มวยไชยา เป็นศิลปะการต่อสู้ของไทย ที่มีบทบาทสำคัญในการปกป้องบ้านเมืองมาตั้งแต่โบราณกาล มวยไชยามีที่มาจาก พ่อท่านมา แห่งวัดทุ่งจับช้าง ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งแต่เดิมก่อนพ่อท่านมาจะเข้าอุปสมบทนั้น ท่านเป็นทหารอยู่ในกรุงเทพฯ ดังนั้นมวยไชยาที่แท้จริงแล้วน่าจะเป็นมวยที่มีที่มาอันยาวไกลยากที่จะสืบสาวได้

.เหตุที่มวยของพ่อท่านมามีชื่อเรียก ติดปากว่า “มวยไชยา” นั้นสืบเนื่องจากที่ท่านได้เบื่อชีวิตการเป็นทหารและเบื่อต่อฆราวาสสมบัติ ท่านจึงได้ออกบวชแล้วได้เดินธุดงค์เรื่อยไป จนได้ไปอยู่ที่วัดทุ่งจับช้าง ซึ่งในขณะนั้นเองท่านได้เมตตาถ่ายทอดศิลปะการต่อสู้ของไทยให้กับประชาชนที่ นั่น หนึ่งในลูกศิษย์ของท่าน ก็คือ ท่านพระยาวจีสัตยารักษ์(ขำ ศรียาภัย) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองไชยา ณ กาลนั้นเอง มวยไทยสายพ่อท่านมาจึงถูกเรียกขานจนติดปากว่า “มวยไชยา”

ท่านพระยาวจีสัตยารักษ์ ซึ่งเป็นเจ้าเมืองไชยา ท่านก็ได้ถ่ายทอดวิชานี้ให้แก่ลูกๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ นายเขตร ศรียาภัย และหลังจากที่นายเขตร ศรียาภัย ได้ร่ำเรียนจากบิดาคือท่านเจ้าเมืองแล้ว นายเขตร ศรียาภัย ยังได้ร่ำเรียนจากครูมวยอื่นๆอีกรวมแล้วถึง 12 ครู

ซึ่งในกาลต่อ มาท่านได้ถูกขนานนามว่า “ปรมาจารย์” ซึ่งมวยไชยาตำรับของ พ่อท่านมาที่สืบทอดมายัง ท่านปรมาจารย์เขตร ศรียาภัยนั้น ได้ถูกเกลา ถูกวิเคราะห์ ต่อเติมให้เข้ากับยุคสมัยและยังคงสามารถใช้ได้ในเหตุการณ์จริง

มวยไชยาตั้งแต่ครั้งอดีตจะสอนตั้งแต่การป้องกันตัว และจะเป็นการป้องกันตัวแบบ ป.คือ ป้อง ปัด ปิด เปิด เป็นท่าสำคัญ ท่า ๔ ป.ของไชยานั้นจะป้องกันตัวได้ตั้งแต่หัวแม่เท้ายันเส้นผม เมื่อผู้ได้ฝึก ๔ ป. จนมีความชำนาญแล้ว จะสามารถเข้าใจและจะรู้ตัวเองว่า ได้ยืนอยู่หน้าประตูของการใช้ลูกไม้ต่างๆ แล้ว

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า มวยไชยาเป็นมวยที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันตัว ดังนั้นมวยไชยาจึงเป็นหนึ่งในสายมวยที่ถูกเลือกให้เป็น กรมทนายเลือก คอยดูแลอารักขาความปลอดภัยพระมหากษัตริย์ในสมัยโบราณ และยังเป็นหนึ่งในสายมวยที่ได้รับฉายา “หมื่นมวยมีชื่อ” เมื่อครั้งที่นายปล่องจำนงทอง ใช้ท่าเสือลากหางอันเป็นท่าลูกไม้สำคัญเข้าทุ่มทับนักมวยจากโคราช ลงไปสลบหน้าพระที่นั่งพระพุทธเจ้าหลวง

.ดังนั้นสมบัติของชาติชิ้นนี้จึงควร ค่าแก่การอนุรักษ์ ส่งเสริม สานต่อให้เป็นรูปธรรม เนื่องจากเป็นวิชาหลวง เป็นของเจ้านายชั้นสูง ไม่ใช่วิชาการต่อสู้ที่ชกกันเพื่อการเลี้ยงชีพเพียงอย่างเดียว ยังหมายถึงปกป้องแผ่นดินเกิด ตลอดจนการอารักขาเบื้องพระยุคลบาทอีกด้วย

มวยไชยา ศาสตร์แห่งมวยไชยา

มวยไชยา  มิใช่เป็นเพียงมวยใต้ที่ก่อกำเนิดจากเมืองไชยา แท้จริงมวยไชยานั้นเป็นมวยในกองทนายเลือกของวังหลวง เป็นกองมวยรักษาพระองค์หน่วยที่สำคัญที่สุดใกล้ชิดองค์พระประมุขกว่าทหารหรือตำรวจเหล่าอื่นใด ประมาณช่วงรัชกาลที่ ๓ จึงได้ไปสู่เมืองไชยา เป็นสิ่งสูงสุดแล้วที่ได้ไป สูงสุดในทุกมิติทั้งมือเปล่าและอาวุธ หมายถึงเมื่อพระมหากษัตริย์ออกรบ หน่วยนี้ก็ต้องติดตามใกล้ชิดที่สุด เป็นทั้งหน้าช้าง เป็นทั้งรักษาพระองค์ เป็นทั้งจตุรงคบาท และอีกหลายๆชั้นหลายๆวง เป็นรัศมีรอบทิศ สภาพการรบรุกตลุมบอนแบบโบราณย่อมสั่งสมเคี่ยวกรำวิชาแห่งชีวิตนี้มาอย่างเอกอุ ในทุกมิติ ทุกสถานการณ์ ทุกสภาพภูมิประเทศ ทุกๆจำนวนศัตรูที่รุมล้อมรุมรบ ไทยมิเคยมีกำลังมากกว่าผู้รุกราน จะใหญ่จะเล็กไม่มีโอกาสหลบลี้หลีกหนี

ศักดิ์ศรีแห่งทนายเลือกที่เป็นมวยหลวง ปรมาจารย์เขตร และครูทอง ท่านแรงมากในเรื่องนี้ ครูแปรงเองก็ได้รับอิทธิพลให้รู้สึกหยิ่งในศักดิ์ศรีแห่งสายวิชาของตนมิให้ปนกับวิชาใด (มิได้หมายถึงหยิ่งยโส) ทั้งนี้เพื่อส่งต่ออย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์นั่นเอง เรื่องเคล็ดวิชา หลักวิชา มีครบมาแต่เดิม ไม่ว่าจะเป็น “เหยาะ ย่าง ยัก เยื้อง” , “ป้อง ปัด ปิด เปิด” , “ล้ม ลุก คลุก คลาน” , “ทุ่ม ทับ จับ หัก” ฯลฯ ซึ่งมีครบทุกเคล็ดอย่างสมบูรณ์อยู่แล้วก่อนลงใต้ ทุกเคล็ดวิชามีเคล็ดซ้อนเคล็ดมากมาย เนื่องเพราะมวยไชยาเป็นศาสตร์ การคุมมวยแบบไชยาเป็นแม่บทปฐมหลักอันสำคัญที่บูรพาจารย์ท่านกำหนดด้วยปัญญาอันลุ่มลึกแหลมคมแล้วว่า ดีเลิศที่สุดเท่าที่มนุษย์พึงมี เพราะได้รับยกย่องว่ามวยไชยาเป็นมวยที่จรดมวยรัดกุมที่สุดในประเทศ เท่าที่เคยมีมาตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบัน (เป็นคำกล่าวของปราชญ์ในอดีต) อนาคตมวยต่างๆ โดยเฉพาะมวยที่มีมิติการเข้าทุ่ม จรดมวยแบบไชยา ก็มีให้เห็นกันบ้างแล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้โลกได้รู้จักกันมากขึ้น

ลักษณะมวยไชยา เป็นการรับด้วยมุมแหลมของอวัยวุธที่มาจากการจรดมวย ทุกมุมและทุกมิติของท่าคุมมวยไชยา จะเต็มไปด้วยเหลี่ยมด้วยมุมรอบตัวคอยส่ายรับการจู่โจม เป็นเส้นสายลวดลายของวิชา จึงมีเอกลักษณ์และอัตลักษ์ในการจรดมวยอย่างที่เห็น อีกทั้งยังส่งเสริมการใช้เคล็ดหลักวิชาที่มีทั้งหมดให้สอดประสานร่วมกันจนเป็นหนึ่งเดียวดั่งสายน้ำ “ตีได้ตี” “จับได้ให้จับ” “ทุ่มได้ให้ทุ่ม” “หักได้ให้หัก” ฯลฯ แล้วแต่สถานการณ์นั้นๆ

 

มวยไชยา (มวยไทยภาคใต้)

มวยไชยา เป็นมวยไทยโบราณของภูมิปัญญาไทย บรรพบุรุษไทย กษัตริย์ไทยที่สืบทอดกันมาจากอดีตสู่ปัจจุบัน เพื่อสืบสานต่อไปในอนาคตที่ยั่งยืน มวยไชยาสามารถแบ่งออกเป็น 4 ยุค คือ ยุคเริ่มต้น กำเนิดขึ้นจากพ่อท่านมา หรือหลวงพ่อมาอดีตนายทหารจากพระนครสมัยรัชกาลที่ 3 ฝึกมวยให้กับชาวเมืองไชยา ยุคเฟื่องฟูในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอุรุพงศ์รัชสมโภช จากนั้นได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ แก่นักมวยจากเมืองไชยา คือ นายปรง เป็นหมื่นมวยมีชื่อ ตำแหน่งกรรมการพิเศษ เมืองไชยา ถือศักดินา 300 ยุคเปลี่ยนแปลงในช่วงรัชสมัยพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เกิดขึ้นเพราะต้องรื้อเวที และพระครูโสภณเจตสิการาม (เอี่ยม) เจ้าอาวาสเจ้าอาวาสวัดไชยามรณภาพลง

มวยไทยไชยาจึงสิ้นสุดลงด้วยยุคอนุรักษ์หลังจากสิ้นสุดสมัยพระครูโสภณเจตสิการาม (เอี่ยม) มวยไทยไชยาเริ่มเลือนหายไปจากความทรงจำของชาวไชยา อย่างไรก็ตามยังมีผู้ที่เคยเรียนมวยไทยไชยา แล้วนำมาสืบทอดต่ออีกหลายท่าน เช่น ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย นายทองหล่อ ยา และนายอมรกฤต ประมวล นายกฤษดา สดประเสริฐ นายอเล็กซ์ สุย และพันเอก อำนาจ พุกศรีสุข เป็นต้น

นักมวยที่มีชื่อเป็นที่รู้จักได้แก่ หมื่นมวยมีชื่อ นายปล่อง จำนงทอง ผู้มีท่าเสือลากหางเป็นอาวุธสำคัญการต่อสู้เน้นวงในใช้ความคมของศอก เข่า ประวัติมวยไชยาสืบค้นได้ถึง พระยาจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย) เจ้าเมืองไชยา ในสมัยรัชกาลที่ 5 ถ่ายทอดมายังบุตรชายคือ ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย ซึ่งภายหลังย้ายมาตั้งรกรากที่กรุงเทพ ฯ เผยแพร่มวยไชยาแก่ศิษย์มากมายจนกระทั่งถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.2521

เอกลักษณ์ของมวยไชยา

เอกลักษณ์ของมวยไชยา พบว่ามีอยู่ 7 ด้าน คือ การตั้งท่ามวยหรือการจดมวย ท่าครูหรือ ท่าย่างสามขุม การไหว้ครูร่ายรำ การพันมือแบบคาดเชือก การแต่งกาย การฝึกซ้อมมวยไชยาและแม่ไม้มวยไชยา กระบวนท่ามวยไชยามีทั้งหมด 5 ชุด คือ แม่ไม้มวยไทยไชยา 7 ท่า ได้แก่ ปั้นหมัด พันแขน พันหมัด กระโดดตบศอก พันหมัดพลิกเหลี่ยม เต้นแร้งเต้นกา ย่างสามขุม ท่าที่สำคัญคือท่า เสือลากหาง เคล็ดมวยไชยาที่ใช้ป้องกันได้ดีที่สุดคือ ป้อง ปัด ปิด เปิด (จัตุชัย จำปาหอม, 2550)

 

ลูกไม้มวยไทยไชยา ๑๐ ท่า ในขั้นสายดำ

ขั้นแรกของมวยไทยไชยาบ้านครูแปรง สาธิตโดยครูแปรงและแบต ที่ออลสตาร์ยิม ปี 2553

๑. ยอเขาพระสุเมรุ

๒. เถรค้ำฟัก

๓. ชักศึกเข้าบ้าน

๔. ยกดานประตู

๕. ดับชวาลา

๖. ผ่าลูกหมาก

๗. พิงแข้งชก

๘. ยกฉัดแก้เตะ

๙. ยกฉัดแก้ต่อย

๑๐. ปิดด่าน

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 11th, 2019 by sbobetapac

ดาบพุทไธศวรรย์ เปิดตำนานดาบพุทไธสวรรย์ พุทธานุภาพดาบกู้ชาติแห่งอโยธยา

ดาบพุทไธศวรรย์

ดาบพุทไธศวรรย์ ตามประวัติความเป็นมาคร่าวๆ ระบุว่า สำนักดาบพุทไธสวรรย์ได้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยเริ่มจากการใช้พื้นที่บริเวณวัดพุทไธสวรรย์เป็นที่ฝึกซ้อมเพลงอาวุธให้แก่พระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ แม่ทัพ นายกอง นักรบผู้กล้าถ่ายทอดมาหลายชั่วคน โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาให้วัดพุทไธสวรรย์แห่งนี้ โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 พระเจ้าอู่ทองเป็นผู้สร้างขึ้น

ทั้งนี้วัดพุทไธสวรรย์เปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย สั่งสอนอบรมศิลปะทุกแขนง แม้กระทั่งยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีทางการเมือง การปกครอง และสถานที่ฝึกซ้อมอาวุธเพื่อเตรียมความพร้อมไว้ในยามศึก
ส่วนในปัจจุบันยังมีสำนักดาบพุทไธสวรรย์ที่ได้ก่อตั้งโดยพ่อครูสมัย เมษะมาน ซึ่งได้เสียชีวิตแล้ว พ่อครูสมัยมีความรู้เรื่องศิลปะการต่อสู้ที่เรียนมาจากสำนักดาบเก่าที่อยุธยาและต้องการจะถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ให้แก่คนรุ่นหลัง

ประวัติอาจารย์สมัย เมษะมาน ท่านเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาจนจบพลศึกษาเอก ด้วยสำนึกถึงคุณแผ่นดินและบรรพบุรุษ ตลอดจนพระบารมีของพระเจ้าอู่ทองที่ได้ทรงเสียสละ อุทิศพระวรกายด้วยความเหน็ดเหนื่อยเพื่อแลกผืนแผ่นดินศรีอยุธยา จึงนำเรื่องเข้าปรึกษาหารือกับท่านอาจารย์นาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้น และเป็นอาจารย์สอนวิชากระบี่-กระบองของวิทยาลัยพลศึกษา เพื่อขออนุญาตท่านฝึกศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ ท่านก็สนับสนุน จึงเริ่มทดลองฝึกสอนครั้งแรกขึ้นที่ข้างวัดระฆังโฆสิตาราม

ต่อมามีเยาวชนสนใจมากขึ้น ท่านอาจารย์สมัย เมษะมาน จึงขออนุญาตจดทะเบียนเป็นโรงเรียนใช้ชื่อว่า “โรงเรียนสำนักดาบพุทไธสวรรย์ แห่งกรุงศรีอยุธยา” ณ บริเวณสี่แยกบ้านแขก ถนนอิสรภาพ
ในขณะเดียวกัน ก็ได้ขยายขอบเขตเข้าไปฝึกอบรมผู้นำเยาวชน รพช.ประจำหมู่บ้านในเขตดินแดนสีชมพูทั่งประเทศ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันตนเอง ป้องกันหมู่บ้าน โดยท่านได้รับตำแหน่งเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ” สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ต่อมาได้ขยายผลไปสู่ลูกเสือชาวบ้าน อส.ทสปช. และพัฒนาชุมชนทั่วประเทศ เมื่อเห็นว่าวิชานี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเยาวชนไทย จึงกราบบังคมทูลขอพระราชทานธงชัยและตราประจำโรงเรียน สำนักดาบพุทไธสวรรย์ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2500

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรกิจกรรม และการดำเนินงานต่างๆ ของโรงเรียน จึงดำรัสแก่อาจารย์สมัยว่า “จงทำตนให้เป็นที่น่าเชื่อถือ อย่าเลิกนะ ฉันเอาใจช่วย จงจัดให้เป็นกองทัพ” ด้วยถ้อยรับสั่งเพียงสั้นๆ เหมือนมีน้ำอมฤตมาชโลมใจ ทำให้อาจารย์สมัยเกิดพละพลังในการทำงานให้ยิ่งขึ้นไป โดยไม่ย่นย่อ ต่อมาได้ขยายงานเผยแพร่เข้าไปในหน่วยงานทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน และหน่วยราชการต่างๆ จนได้รับเกียรติเป็นบุคคลดีเด่นของชาติ สาขาเผยแพร่เกียรติภูมิของชาติไทย ประจำปี 2537

ส่วนผู้สืบทอดวิชาดาบพุทไธสวรรค์คือ แม่ครูขวัญยืน เมษะมาน ภรรยาของพ่อครูสมัย เป็นผู้สืบสานศิลปวัฒนธรรมและเป็นผู้อำนวยการของสำนักดาบพุทไธสวรรย์ สำนักดาบพุทไธสวรรย์อยู่ในความควบคุมดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ

เมื่อศึกษาจบจากสำนักดาบแล้ว ก็จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ ภายในสำนักดาบจะจัดสถานที่ไว้สำหรับให้นักเรียนได้ไหว้ครูและสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธ์ก่อนที่จะทำการเรียนการสอน
เครื่องสักการะบูชาครูก็จะมีชุดบายศรีชุดใหญ่ เครื่องเซ่นไหว้ได้สืบสานมาแต่โบราณ ซึ่งแม่ครูขวัญยืนเป็นผู้จัดทำขึ้นเอง สำนักดาบพุทไธสวรรย์มีดาบที่เก่าแก่ที่ตกทอดมาจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งมีความงดงามมาก ด้ามของดาบทำด้วยทองคำแท้ ตัวดาบมีความประณีตในการทำ ซึ่งเป็นสมบัติที่สำคัญที่สุดของสำนักดาบ และได้มีการเก็บรักษาอย่างดี ภายในสำนักดาบจะมีแต่ของเก่าแก่

สภาพภายในทั้งหมดเหมือนเดิมเมื่อครั้งที่พ่อครูยังมีชีวิตอยู่ ต่อเมื่อพ่อครูสมัยเสียชีวิตแล้วก็ไม่มีใครกล้าเคลื่อนย้ายสิ่งของ เพราะว่าพ่อครูได้สั่งไว้ว่า ต้องการที่จะให้ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ถ้าหากผู้ใดเคลื่อนย้ายสิ่งของก็จะมีอันเป็นไปตามคำสาปแช่งของพ่อครู แม้แต่พวกขโมยเองก็ยังไม่กล้าเข้ามาขโมยของ เพราะกลัวคำสาปแช่งของพ่อครู

สำนักดาบพุทไธสวรรย์สอนศิลปะการต่อสู้ให้กับทุกคนไม่จำกัดเพศและอายุ ทำให้สำนักดาบมีลูกศิษย์มากมาย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นอกจากรับสอนศิลปะการต่อสู้แล้ว ยังรับงานแสดงที่เกี่ยวกับการต่อสู้ มีทั้งการแสดงละครกลางแจ้งที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ออกทางโทรทัศน์และเดินทางไปต่างประเทศ เครื่องมือในการเรียนการสอน เช่น ดาบ หอก ดาบสั้น ดาบยาว โล่ และกลอง

 

ดาบพุทไธศวรรย์ วัดพุทไธศวรรย์ สถานที่ฝึกดาบและอาคมสมัยอยุธยา

พาไปทำความรู้จักกับวัดพุทไธศวรรย์ วัดโบราณอันสำคัญยิ่งในสมัยอยุธยา วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ใดในปัจจุบัน มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ไปเที่ยวชมได้วันไหนบ้าง เราค้นหาคำตอบมาไว้ให้แล้ว

ว่ากันว่า “วัดพุทไธศวรรย์” เป็นวัดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในสมัยอยุธยา สร้างมายาวนานกว่า 600 ปี และปัจจุบันยังคงมีความสมบูรณ์สวยงามน่าไปเที่ยวชม ในเรื่องบุพเพสันนิวาสวัดนี้่ก็มีความสำคัญ ด้วยเป็นสถานที่ฝึกดาบฝึกอาคมของลูกศิษย์อาจารย์ชีปะขาว มีการพูดถึงในหลาย ๆ ตอนของละครเรื่องนี้ วันนี้เราจึงจะพาไปทำความรู้จักกับวัดแห่งนี้ให้มากขึ้นค่ะ 🙂

1. ที่ตั้งวัดพุทไธศวรรย์

วัดพุทไธศวรรย์ ปัจจุบันตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านทิศตะวันตก ที่ตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พิกัด : 14.339782, 100.557519 ทิศเหนือ ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ทิศใต้ ติดกับที่ของวัดตำหนัก (ร้าง) ทิศตะวันออก ติดกับโรงเรียนพุทไธศวรรย์ และทิศตะวันตก ติดกับบ้านเรือนราษฎร

2. พระราชอนุสรณ์แห่งการสถาปนากรุงศรีอยุธยา

ตามประวัติศาสตร์กล่าวกันว่าวัดพุทไธศวรรย์เป็นวัดที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในบริเวณที่เคยเป็นสถานที่ตั้งพลับพลาที่ประทับเมื่อครั้งที่ทรงอพยพมาอยู่กรุงศรีอยุธยาในช่วงก่อนที่จะมีการสถาปนา พอหลังจากที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ 3 ปี แล้ว ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 1896 ก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดนี้เพื่อเป็นพระราชอนุสรณ์ รวมอายุแล้วจนถึงปัจจุบัน (ปี พ.ศ. 2561) ก็ 665 ปี

3. วัดสำคัญยิ่งตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยาและรัตนโกสินทร์

มีบันทึกเกี่ยวกับวัดพุทไธศวรรย์ในหลายช่วงตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้บอกเล่าว่าที่แห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ หรือแม้แต่เป็นสถานที่ตั้งค่าย อย่างในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ วัดพุทไธศวรรย์ ได้ถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งทัพของพม่าในคราวที่ยกทัพมาล้อมกรุง เพื่อทำการรบกับกรุงศรีอยุธยา ส่วนในสมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 ราว พ.ศ. 2243 สมเด็จกรมหลวงโยธาเทพ และสมเด็จกรมหลวงโยธาทิพ สมเด็จพระอัครมเหสีฝ่ายซ้าย และฝ่ายขวาของพระองค์ ได้ทูลลาสมเด็จพระเจ้าเสือออกจากพระราชวัง พร้อมด้วยเจ้าตรัสน้อยราชบุตร ไปตั้งนิวาสสถานอยู่ใกล้วัดพุทไธศวรรย์

ในช่วงตอนปลายสมัยอยุธยา วัดพุทไธศวรรย์ก็ยังได้เป็นสถานที่ประกอบการเมรุสำคัญถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ปี พ.ศ. 2258 กรมหลวงโยธาทิพทิวงคต ณ ตำหนักริม วัดพุทไธศวรรย์ ก็ได้มีการสร้างพระเมรุทองขึ้นตามราชประเพณีที่วัดแห่งนี้ ครั้งที่ 2 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมเด็จกรมหลวงโยธาเทพทิวงคต ณ ตำหนักริม วัดพุทไธศวรรย์ เช่นกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศโปรดให้สร้างพระเมรุมาศขึ้นที่วัดแห่งนี้ตามโบราณราชพิธี

ส่วนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีการบันทึกอ้างถึงวัดพุทไธศวรรย์หลายครั้ง โดยในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ก็ได้สถาปนาให้วัดนี้เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ

4. พระมหาธาตุและสถานที่สำคัญภายในวัด

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดภายในวัดพุทไธศวรรย์ก็คือ “พระมหาธาตุ” หรือปรางค์ประธานสีขาวสะอาดตา มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบปราสาทขอม หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตั้งอยู่บนฐานไพทีที่รองรับไปถึงมณฑปที่อยู่ทางด้านทิศเหนือและทิศใต้อีก 2 หลัง มีบันไดขึ้น 2 ทาง คือทางทิศตะวันออกและทางทิศตะวันตก

บริเวณรอบพระปรางค์จะมีพระระเบียง ด้านนอกทึบ ด้านในมีเสารับเครื่องบนหลังคาและชายคาเป็นระยะ ๆ มีพระพุทธรูปสีทองอร่ามศิลปะแบบสุโขทัยเรียงรายอยู่อย่างสวยงาม

วิหารพระพุทไธศวรรย์ (วิหารพระนอน) ก็เป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรพลาดของวัดพุทไธศวรรย์ ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ในเขตพุทธาวาส ตัวอาคารนั้นปัจจุบันเหลือแต่เพียงกำแพง และองค์พระพุทธไสยาสน์ นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอื่น ๆ อาทิ พระอุโบสถ, ตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์, พระอนุสาวรีย์กษัตริย์ 3 พระองค์, จิตรกรรมฝาผนัง เป็นต้น

5. ตำนานเหล็กไหล จตุคามรามเทพ และสำนักดาบวัดพุทไธศวรรย์

นอกจากจะเป็นวัดที่มีชื่อเสียงด้านประวัติศาสตร์อันยาวนานและสำคัญแล้ว วัดพุทไธศวรรย์ยังถูกพูดถึงในแง่ที่ว่าเป็นวัดที่มีพระพุทธรูปและเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ ด้านในอุโบสถเป็นสถานที่ประดิษฐานของ “หลวงพ่อดำ” พระพุทธรูปปูนปั้นสีดำปางมารวิชัย ลักษณะศิลปะแบบอยุธยาตอนต้น สมัยก่อนใครเจ็บป่วยก็มาขอหลวงพ่อดำให้หายเจ็บป่วย ขอบุตรก็จะได้บุตร และยังมีการเล่าขานกันว่าอดีตวัดแห่งนี้เป็นสถานที่ฝึกอาวุธยุทโธปกรณ์ของทหารก่อนที่จะออกศึกสงคราม จึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ด้านอยู่ยงคงกระพัน

โดยเฉพาะในช่วงสมัยที่พระพุทไธศวรรย์วรคุณ หรือหลวงพ่อหวล ภูริภัทโท เป็นเจ้าอาวาส ก็ได้ทำพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลเหล็กไหล ใครรับไปบูชาก็รอดพ้นจากอันตราย ไม่มีใครทำร้ายได้

ส่วนองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพที่ประดิษฐานอยู่ภายในวัดนั้น มีลักษณะเป็นรูปหล่อขนาดหน้าตัก 29 นิ้ว ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวนิยมมากราบไหว้ขอพรกันในช่วงวันหยุด

6. การเข้าเที่ยวชมวัดพุทไธศวรรย์

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าเที่ยวชมวัดพุทไธศวรรย์ สามารถเข้าเที่ยวชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

7. เส้นทางการไปวัดพุทไธศวรรย์

จากกรุงเทพฯ ขึ้นทางด่วนปากเกร็ด-บางปะอิน ไปลงที่เชียงรากน้อยบรรจบกับถนนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 หรือถนนกาญจนาภิเษก ขับตรงไปอีกนิดเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 347 ตรงไปจนถึงสี่แยกวรเชษฐ์ เลี้ยวขวามาทางอยุธยาพาวิเลียน ตรงไปจนเจอไฟแดงแรก เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3469 ตรงไปอย่างเดียวจะมีป้ายบอกตลลอดทาง

ส่วนใครไม่มีรถยนต์ส่วนตัว สามารถนั่งรถตู้โดยสารประจำทางไปลงได้ที่ตัวเมืองอยุธยา แล้วเช่าเหมารถตุ๊กตุ๊ก หรือสองแถวไปยังวัดพุทไธศวรรย์ หรือถ้าขี่รถมอเตอร์ไซค์ได้ ก็เช่ารถมอเตอร์ไซค์ขี่เที่ยวรอบ ๆ กรุงเก่าอยุธยาก็ได้

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,

February 11th, 2019 by sbobetapac

ดาบอาทมาฏ นเรศวร สุดยอดเพลงดาบสองมือในตำนาน

ดาบอาทมาฏ

ดาบอาทมาฏ “ท่ารุกคือท่ารับ ท่ารับคือท่ารุก หากเขาฟันเราไม่รับ หากเขารับเราไม่ฟัน และจะรับต่อเมื่อหลบไม่พ้น” วิชาดาบอาทมาฏนเรศวรเป็นวิชาดาบสองมือที่ถูกบรรจุอยู่ในตำราพิชัยสงคราม ที่ถูกฉีกทำลายออกตั้งแต่ก่อนกรุงศรีแตก และนำไปเก็บรักษาไว้ทางภาคเหนือ และสาเหตุที่เรียกว่าวิชาดาบอาทมาฏนเรศวรนั้น เพราะมีที่มาจากในสมัยพระนเรศวรนั่นเอง (เป็นของสมเด็จพระนเรศวรฯ) ตามที่มีการศึกษากันมาหลายแห่ง บางทีก็บอกว่า วิชาดาบอาทมาฏเป็นของกองทัพอาทมาฏ ที่ทำหน้าที่รักษาเท้าช้างของพระมหากษัตริย์ หรือ “จตุองคบาท” นั่นเอง แต่บางที่ก็บอกว่า เป็นกองทหารมอญที่ทำหน้าที่หลายอย่าง ทั้งแต่สืบข่าว สอดแนม จนถึงเป็นหน่วยบุกทะลวงยามทำศึกอีกด้วย บางแห่งก็พูดถึงเรื่องอาคมไว้ด้วย ว่าพวกนี้มักจะมีวิชากำบังกาย และวิชาอยู่ยงคงกระพัน

วิชาดาบอาทมาฏเป็นวิชาที่รวดเร็ว รุนแรง และอันตรายมาก คนที่จะหัดได้ต้องมีจรรยาบรรณ ห้ามไปทะเลาะเบาะแว้งกับใคร เพราะอาจตีเขาตาย โดยเฉพาะวิชาตัดข้อตัดเอ็น ซึ่งเป็นวิชาสูงสุดของอาทมาฏ คือไม่มีการฟันดาบ แต่มุ่งฟันข้อต่อของร่างกาย

วิชาดาบอาทมาฏ จะเน้นสิ่งที่เรียกว่า ความสมบูรณ์แบบ เพราะทุกการรุกคือการรับ ทุกการรับ ก็จะเป็นการรุก จะไม่มีการเปิดโอกาสใดๆ ให้แก่ศัตรูเลย ไม่ว่าจะโอกาสในการรับ หรือโอกาสในการรุก โดยหลักๆ แล้ว วิชาดาบอาทมาฏจะแบ่งเป็น

– วิชาเท้า 4 ทิศ 8 แฉก ไว้เพื่อฝึกการหลบหลีก
– วิชาควงพลอง 4 กระบวนท่า อันได้แก่ พิรุณร้องไห้ แข่งแสงสูรย์ นารายทรงจักร และไอยราฟาดงวง

แม่ไม้หลัก มี 3 แม่ไม้ด้วยกันคือ คลุมไตรภพ ย้อนฟองสมุทร และ ตลบสิงขร

คลุมไตรภพ จะเป็นการ วาดดาบสองเล่ม ประสากันเป็นรูป เลข 8

ตลบสิงขน จะวาดดาบวนอยู่บริเวณเอว

ย้อนฟองสมุทร จะคล้ายคลึงกับ คลุมไตรภพ แต่จะอยู่ในรูปของ 8 สองตัวต่อกัน

แม่ไม้ สาม ท่าหลักนี้ สามารถแตกได้เป็น ท่ารำอีก 12 ท่า อันได้แก่ เสือ ลากหาง ไอยราฟาดงวง ท่ายักษ์พระรามแผลงศร สอดสร้อยมาลา เรียงหมอน มอญส่องกล้อง เงื้อฟันสีดา เชิญเทียนตัดเทียน ลับหอกลับดาบ ช้างประสานงา กาล้วงไส้ พญาครุฑยุดนาค

ความร้ายกาจของวิดาบดาบอาทมาฏยังไม่ได้หมดเพียงเท่านี้ นอกจากนี้ยังมีวิชาชั้นสูง ที่ครูผู้สอนไม่ยอมเผยแพร่ครับ นอกจากกับศิษย์คนที่ไว้ใจแล้วจริงๆ นั่นคือ เคล็ดวิชาตัดข้อตัดเอ็น 27 ท่า และกระบวนท่าหนุมานเชิญธง 48 ท่า อันเป็นวิชาที่ จะใช้ต่อสู้กับคนจำนวนมาก เช่น 10 -20 รุมเรา คนเดียว

 

ดาบอาทมาฏ ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

อาทมาต, อาทมาฏ, อาตมาท, อาทมารถ หรือ อาจสามารถ เป็นชื่อเรียกวิชาดาบแขนงหนึ่งของไทย เชื่อกันว่าตกทอดมาครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตั้งแต่ยังมีพระอิสริยยศ เป็น พระอุปราชวังหน้ารั้งเมืองพิษณุโลก วิชาดาบอาทมาฏ มีจุดเด่นอยู่ที่ความรวดเร็วและรุนแรง สามารถสู้ได้เพียงคนเดียวต่อคู่ต่อสู้หลายคน มีท่ารุกเป็นท่าเดียวกับท่ารับ เมื่อคู่ต่อสู้ฟันมาจะรับและฟันกลับทันที ไม่มีอะไรตายตัว มีแม่ไม้ 3 ท่า คือคลุมไตรภพ ตลบสิงขร และย้อนฟองสมุทร และมีท่าไม้รำ 12 ท่า ได้แก่

  1. เสือลากหาง
  2. พระรามแผลงศร
  3. เชิญเทียนตัดเทียน
  4. ฟันเงื้อสีดา
  5. มอญส่องกล้อง
  6. ช้างประสานงา และ กาล้วงไส้
  7. ท่ายักษ์
  8. หงส์ปีกหัก
  9. สอดสร้อยมาลา
  10. ฟันเรียงหมอน
  11. ลับหอกลับดาบ
  12. พญาครุฑยุดนาค

โดยหัวใจของวิชาอาทมาฏ มีเป็นคำกล่าวที่คล้องจองกันดังนี้
“มีเรื่องต้องหนี
หนีไม่ได้ให้สู้
สู้ได้อย่าให้เจ็บ
เจ็บได้อย่าให้ตาย”

ลักษณะของดาบแบบอาทมาฏ จะเป็นดาบสองมือ (ดาบคู่) ที่สั้นและมีน้ำหนักเบา มีความคล่องแคล่ว มีด้ามที่ยาวกว่าดาบปกติ เพื่อป้องกันข้อแขนและเส้นเอ็นของผู้ใช้ อีกทั้งสามารถใช้ผลักหรือดันคู่ต่อสู้ให้เสียหลักได้ รวมถึงใช้กระแทกกระทุ้งด้วย และด้านคมที่ต่อจากด้ามจะเป็นสันที่หนาและยาวใช้สำหรับรับ โดยไม่ใช้ส่วนคมดาบเพราะจะทำให้ดาบบิ่นชำรุดได้ง่าย ซึ่งหัวใจของดาบแบบอาทมาฎ มีเป็นคำที่คล้องจองกัน คือ
‘เขาฟันเราไม่รับ เขารับเราไม่ฟัน จะฟันต่อเมื่อเขาไม่รับ จะรับต่อเมื่อหลบหลีกไม่ทัน’

ตามตำนานเล่าว่าวิชานี้มีที่มาจากกองอาทมาฏและทหารคุมเท้าช้างในสมัยอยุธยา หากยังมีข้อขัดแย้งในประวัติศาสตร์ เพราะกองอาทมาฏเป็นเพียงฝ่ายสอดแนมและเป็นกองรบที่มาจากทหารอาสาชาวบ้าน ขณะเดียวกัน การวนดาบรอบตัวก็คล้ายกับแนวดาบทางภาคเหนือมากกว่าภาคกลางที่เน้นการฟันปะทะ ทุกวันนี้แม้ที่มาของวิชาดาบอาทมาฏยังไม่ชัดเจน หากอานุภาพในการใช้งานจริงก็เป็นที่ยอมรับในวงการดาบไทย

ในวงการศิลปะการต่อสู้ไทยมีหลายทฤษฎีที่พยายามสรุปถึงที่มาของเพลงดาบอาทมาฏ แต่สำหรับผู้ฝึกฝนและนักดาบสายนี้ สิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นคือบทไหว้ครูที่มาพร้อมกับคำกล่าวบูชา สมเด็จพระนเรศวร เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และคอยกำกับให้ใช้วิชาในทางที่ถูกและเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง

ครูบาอาจารย์รุ่นเก่า ท่านได้บอกเล่าเรื่องราวไว้ว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรท่านเสด็จไปเป็นองค์ประกันที่กรุงหงสาวดี ท่านได้ร่ำเรียนวิชาแขนงต่างๆจากครูบาอาจารย์ชาวมอญคงรวมถึงวิชาดาบสองมือที่ชาวมอญเชี่ยวชาญด้วย

หลังจากท่านทรงเสด็จกลับมาจากการเป็นองค์ประกัน ท่านได้นำวิชาดาบสองมือจากที่นั่นมาปรับผสมผสานรวมเข้ากับวิชาดาบอยุธยาเพื่อเพิ่มข้อดีและอุดช่องโหว่ของวิชาดาบสองมือ วิชาดาบอยุธยาจะเน้นปะทะฟาดฟัน วิชาดาบอาทมาฏจะเน้นตัดปาดเฉือนข้อเฉือนเอ็น ไม่เน้นหนักหน่วง
อาจเพราะท่านคาดการณ์ไว้แล้วว่า ต่อไปภายภาคหน้าท่านจะต้องทำศึกกับพม่า ชาวมอญเจ้าตำหรับวิชาดาบมอญสองมือ ซึ่งเสียเอกราชให้กับพม่า จำจะต้องโดนพม่าบังคับเกณฑ์มาเป็นทัพหน้ากล้าตาย รบกับไทยเป็นแม่นมั่น ด้วยวิชาทางดาบก็มาจากสายเดียวกัน จึงยากที่จะเอาชัยกันได้

วิชาดาบอาทมาฏนั้น มีจุดเด่นที่ความรวดเร็ว รุนแรง และเด็ดขาด นอกจากแม่ไม้หลัก 3 ท่า คือ คลุมไตรภพ ตลบสิงขร ย้อนฟองสมุทร แล้วยังสามารถแตกออกได้อีก 12 ไม้รำ โดยพลิกแพลงได้ไม่รู้จบ เช่น ท่าเสือลากหาง พระรามแผลงศร เชิญเทียนตัดเทียน ฟันเงื้อสีดา มอญส่องกล้อง ช้างประสานงากาล้วงไส้ ท่ายักษ์ หงส์ปีกหัก สอดสร้อยมาลา ฟันเรียงหมอน ลับหอกลับดาบ พญาครุฑยุดนาค

ความร้ายกาจของวิชาดาบอาทมาฎยังไม่ได้หมดเพียงเท่านี้ นอกจากนี้ยังมีวิชาชั้นสูง นั่นคือเคล็ดวิชาตัดข้อตัดเอ็น 27 ท่า และกระบวนท่าหนุมานเชิญธง 48 ท่า อันเป็นวิชาที่สามารถใช้ต่อสู้ได้เพียงคนเดียวต่อคนจำนวนมาก

 

กองอาทมาฏ

ส่วนใหญ่คือกองทหารมอญอาสา โดยมีขุนนางมอญผู้บังคับกรมกองอาสามอญ ดังนี้

เจ้าพญามหาโยธา จางวางกรมอาสามอญ
พญาอุดมราชา เจ้ากรมกลิอ่อง สังกัดกรมอาสามอญ ศักดินา ๑.๖๐๐ ไร่
พญาราม เจ้ากรมดั้งทองขวา สังกัดกรมอาสามอญ ศักดินา๑.๖๐๐ไร่
พญานครอินทร์ เจ้ากรมดาบสองมือกลาง สังกัดกรมอาสามอญ ศักดินา๑.๖๐๐ไร่
พญาเกียร เจ้ากรมดั้งทองซ้าย สังกัดกรมอาสามอญ ศักดินา ๑.๖๐๐ไร่
พญาศรีทราชา นายกองกรมดั้งทองซ้าย สังกัดกรมอาสามอญ ศักดินา ๑.๐๐๐ไร่

ดังนั้นอาจเชื่อได้ว่าวิชาดาบอาทมาฏ มาจาก วิชาดาบของกองอาทมาต หรือ “วิชาดาบสองมือมอญ” คำว่าอาทมาฏ ปรากฏในประวัติศาสตร์ว่าเป็นกองสอดแนมในสมัยอยุทธยา

กองอาทมาฎเป็นกองกำลังสำคัญของ ทหารไทยในสมัยโบราณ เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยายังรุ่งเรือง เป็นมหาอานาจในย่านถิ่นสุวรรณภูมิและ กองอาทมาต นี่เองที่ฝากวีรกรรมแห่งยุทธภูมิอ่าวหว้าขาว ประจวบคีรีขันข์ นับแต่ก่อนเสียกรุงให้ตราตรึงไว้ในความทรงจำของคนไทยตราบจนทุกวันนี้

ยุคสมัยกรุงศรีอยุธยากองอาทมาต เป็นหน่วยรบตระเวนอยู่ตามหัวเมืองหน้าด่านเป็น กองทหารม้าหาข่าว,กองรบเคลื่อนที่เร็ว กองอาทมาต คือ กองกำลังทหาร ที่เชี่ยวชาญในการรบบนหลังม้า และพิชัยสงคราม มีวิชาอาคม เป็นหน่วยนำหน้ากองทัพ

กองอาทมาต นี้เป็น มหาดเล็กรักษาพระองค์ ที่ใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดินมีจำนวน 30-32นาย จะอยู่ใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดินในจดหมายเหตุกองทัพ และ พงศาวดารเดิมก็ดี ได้มีการกล่าวถึง ทหารกองอาทมาต ไว้

ในสมัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หัวหน้า”กองอาทมาต” นั้นมีตำแหน่ง ที่ “ขุนแผน” และตลอดสมัยกรุงศรีอยุทธยามาจนปัจจุบัน ไม่ปรากฏตำแหน่งขุนแผนในกองนี้ อีกแต่อย่างใด คงมีปรากฏหลักฐานเพียงในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรเท่านั้นอาจด้วยเพราะสมเด็จพระนเรศวร ท่านทรงเป็น พระมหากษัตริย์นักรบที่ทรงเชี่ยวชาญห้าวหาญ ทหารผู้รับใช้เบื้องพระยุคคลบาทข้างกาย จึงต้องคัดสรรผู้ที่เป็นสุดยอดชั้นเลิศ
(มีในพงศาวดารสมัยพระนเรศวร สมุดข่อยโบราณ บันทึกไว้ในหอสมุดแห่งชาติแผนกหนังสือโบราณ)

จารึกในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 23
กล่าวถึง เหตุการณ์เมื่อครั้ง เจ้าพระยาโกษา-ปาน เป็นทูตไปเจริญสัมพันธไมตรี กับมหาอำนาจฝรั่งเศส และได้จัดแสดงความ คงกระพันชาตรี ของหน่วยทหาร กองอาทมาต จำนวน 100 นาย ผู้ขึ้นชื่อว่าเชี่ยวชาญวิชชาชาตรีเจนจบในตำรับพิชัยสงคราม แต่อ้างเพียงว่าเป็นกะลาสีเรือทั่วไปเท่านั้น ครั้งนั้นเจ้าพระยาโกษาปาน จัดให้บรรดากะลาสีเข้าไปนั่งรวมกลุ่มในวงล้อมสายสิญจน์ โดยมีปะขาวเป็นผู้ทำพิธีปักธงธวัชและตั้งศาลเพียงตา ก่อนให้สัญญาณแก่บรรดานายทหารจำนวน 200นาย ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งยืนถือปืนห่างออกไปราว 20 วา ระดมยิงจารึกกล่าวว่า “เสียงปืน 200 กระบอกดังสนั่นหน้าพระที่นั่ง ควันปืนอบอวลคลุ้งกระจาย ลูกกระสุนปืนทั้ง 200 นัดมิได้ระคายแม้ชายเสื้อทหารสยามทั้งหลาย เป็นที่อัศจรรย์”

ยุคสมัยกรุงธนบุรี องค์พระมหากษัตริย์ของไทยได้ใช้ “นโยบายรวมพวก” ต่อชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงซึ่งอาศัยอยู่ในป่า ทางจังหวัด กาญจนบุรีสุพรรณบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงให้กะเหรี่ยง รับราชการอยู่ใน กองอาทมาต มีหน้าที่สอดแนมกองทัพข้าศึก รวมทั้งจับกุมหน่วยลาดตะเวนของกองทัพพม่า กองอาทมาต บางกองมีทั้งนายและไพร่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงล้วนๆ

ชาวมอญ ได้ชื่อว่าเป็นชาติพันธุ์นักรบ มาตั้งแต่สมัยอยุธยา บทบาทหน้าที่ของมอญในสมัยอยุธยา รับราชการประจำกอง อาทมาต ทำหน้าที่ลาดตระเวณชายแดนด้านพม่าทำการสืบราชการลับสืบข่าวความเคลื่อนไหวด้านการศึก เพราะชาวมอญ พูดภาษาพม่าได้ จึงแนบเนียนที่จะทำตัวเป็นสายลับ และเหตุผลกระการที่สองคือ คนมอญเกลียดพม่าด้วยถือว่าเป็นศัตรูกัน มาแต่ดั้งเดิม เมื่อครั้งมอญยังเป็นใหญ่อยู่เหนือแผ่นดินพม่า แล้วถูกพม่ามายึดครองแผ่นดินส่วนใหญ่ไป

“มอญขวาง” ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินแผ่นดินกรุงธนบุรี จนมาถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อมอญถูกพม่าตีแตกอพยพมาอยู่เมืองไทย ช่วยคนไทยรบกับพม่า ตั้งกองอาทมาตคอย สอดแนมข่าวศึก และสร้างเมืองรั้งด่านชายแดนระวังศึกทางชายแดนด้านตะวันตก เรียกว่า “รามัญ ๗ เมือง” คอยขวางทัพพม่าที่จะเข้าโจมตีไทย

บทบาทของมอญในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นถือว่าสำคัญยิ่งเพราะ กรุงเทพพระมหานคร ก่อร่างสร้างเมืองขึ้นมากลางภาวะศึกสงคราม ๑๕ ปีก่อนหน้าในสมัยธนบุรีและ ๒๗ ปีในรัชกาลที่ ๑ ข้าราชการทหารและขุนนาง ต้องรบทัพจับศึกกันไม่ว่างเว้น นักรบเชื้อสายมอญ จึงได้ใกล้ชิดเจ้านาย
เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ผู้นำกะเหรี่ยง เข้าติดต่อกับเจ้าเมืองกาญจนบุรี เพื่อขอตั้งรกรากที่เมืองสังขละบุรี เขตติดต่อด่านเจดีย์สามองค์ เป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทย และได้รับความยินยอม ขณะเดียวกันมีกะเหรี่ยงบางกลุ่มที่กลัวเกรงการติดต่อใกล้ชิดกับคนไทย
พ.ศ.2365 กะเหรี่ยงกองอาทมาตกองหนึ่ง จำนวน 36 คน มีขุนสุวรรณเป็นหัวหน้าพร้อมด้วยพวกมอญ ทำการลาดตะเวนไลตี และทำลายหน่วยลาดตะเวนพม่า ในเขต(อำเภอ) สังขละบุรี (จังหวัด)กาญจนบุรี
เอกสารจดหมายเหตุตอนหนึ่งซึ่งเขียนโดยเจ้าเมืองกาญจนบุรีก็กล่าวถึงกะเหรี่ยงจำนวน 36 คนนั้น มีทั้งนายและไพร่

วังหน้ารัชกาลที่ ๑ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงเป็นนักรบเต็มพระองค์แวดล้อมด้วยนักรบวังหน้าฝีมือเยี่ยมออกศึกกันมาหลายครารวมทั้งสงครามเก้าทัพ ชาววังหน้าก็เลยทะนงตัวว่าเก่งกว่าชาววังหลวง จนปลายรัชกาลมีเหตุกระทบกระทั่งกัน เกือบจะเกิดศึกสายเลือดระหว่างพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ และกรมพระราชวังบวรฯ ถ้าพระพี่นาง ทั้งสองพระองค์ไม่ทรงห้ามศึกไว้ทันเสียก่อน

พอสิ้นกรมพระราชวังบวรฯ ศึกวังหน้าก็ปะทุขึ้นมา ได้ชื่อว่า กบฏวังหน้า กบฏวังหน้าถูกปราบเหี้ยนเตียน พระองค์เจ้าลำดวน พระองค์เจ้าอินทปัต พระโอรสในกรมพระราชวังบวรฯ ถูกสำเร็จโทษ พระยากลาโหม ขุนนางคนสนิทซึ่งกล่าวกันว่าเป็นโอรสบุญธรรมของวังหน้า ถูกถอดเป็น”อ้ายทองอินกลาโหม” ถูกประหารไปอีกคน นักรบมอญของวังหน้า ก็ต้องตายตามนายไปทั้งขบวน เป็นการจบบทบาทครั้งใหญ่ของนักรบมอญ

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

Posted in Uncategorized Tagged with: , , , ,