หวิงชุน

หวิงชุน ศาสตร์แห่งมวยจีนโบราณ พลิ้วไหวดั่งนกกระเรียน ท่วงท่าดุจสุนัขจิ้งจอก

หวิงชุน

หวิงชุน ศาสตร์แห่งการต่อสู้ในแบบฉบับมวยจีนโบราณ ว่าด้วยศิลปะการต่อสู้อันเกิดจากการสอดผสานกันอย่างลงตัวระหว่างท่วงทำนองลีลาการเข้ารุกและตั้งรับที่พลิ้วไหวของนกกระเรียนเข้ากับเอกลักษณ์ท่วงท่าจำเพาะของสุนัขจิ้งจอก ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว ในรัชสมัยของกษัตริย์หยวนเช็งแห่งราชวงศ์ชิง จากวัดเสี้ยวลิ้ม ที่คิดค้นโดยแม่ชีหวู่เหมย ผู้เป็นหนึ่งในห้าของปรมาจารย์ชั้นอาวุโสในรัชสมัยนั้น

ศิลปะการต่อสู้ที่สามารถนำมาประยุกต์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันตัวได้นัhน นับเป็นเรื่องที่สำคัญมากและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสภาพสังคมในปัจจุบัน เพราะเราไม่อาจคาดการณ์รู้ล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดอันตรายอะไรขึ้นกับเราหรือไม่ ดังนั้นการเรียนรู้ศิลปะการป้องกันตัวไว้บ้างย่อมเกิดประโยชน์ไม่มากก็น้อยแก่ผู้ศึกษาเป็นแน่แท้

อย่างไรก็ตามศิลปะการป้องกันตัวนั้นมีมากมายหลายรูปแบบ ทั้งของไทย ของต่างชาติ แต่ที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก คงหนีไม่พ้น “มวยหวิงชุน” ที่ทั่วโลกให้การยอมรับค่อนข้างแพร่หลาย โดยปัจจุบันมีผู้ฝึกมวยหวิงชุนประมาณ1 ล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าในแถบเอเชียที่เห็นได้ชัดเจนเลยคือ ฮ่องกง ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปของวัฒนธรรมที่สื่อด้วยภาพยนตร์ที่เราเห็นกัน ยกตัวอย่างเช่น บรู๊ซ ลี ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ก็ได้รับการฝึกฝนมวยหวิงชุนมาเช่นกัน

มวยหวิงชุนเป็นศิลปะการต่อสู้เพื่อป้องกันตัวแขนงหนึ่งของประเทศจีนที่ไม่เน้นการใช้พละกำลังเพื่อกำชัยชนะอันเหนือกว่าคู่ต่อสู้แต่อย่างใดเลย ทว่ามวยหวิงชุนนั้นกลับอาศัยหลักปรัชญาในการเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุดเพื่อนำมาซึ่งพลังอันมหาศาลที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน และสามารถล้มคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย!!

ด้วยศาสตร์แห่งศิลปะการต่อสู้ในรูปแบบเฉพาะตัวระหว่างนกกระเรียนและสุนัขจิ้งจอก ก่อเกิดเป็นศาสตร์แห่งมวยจีนโบราณ ประกอบกับการอาศัยพลังจากพื้นและการถ่ายเทน้ำหนักของร่างกายเข้าสู่ฝ่ายตรงข้าม ใช้หลักการรักษาแนวเส้นตรงระหว่างเส้นศูนย์กลางของร่างกายของเรากับคู่ต่อสู้ นอกจากนี้ยังเป็นการเรียนรู้สมดุลของร่างกาย แล้วยังสามารถจะทำลายสมดุลของฝ่ายตรงข้ามได้อีก

 

ตำนานแห่งกำเนิดมวยหวิงชุน

เชื่อกันว่า เมื่อ200 กว่าปีที่แล้ว ปรมาจารย์แม่ชีหวู่เหมย คือ ผู้ที่ค้นพบ “มวยหวิงชุน” ขึ้นโดยบังเอิญ เมื่อครั้งที่แม่ชีหวู่เหมยหนีความวุ่นวายทั้งปวงไปอาศัยอยู่ยังวัดกระเรียนขาวบนเขาไทซานระหว่างมลรัฐ เสฉวนและยูนนาน ในขณะเดียวกันก็ได้พยายามคิดค้นวิทยายุทธ์แขนงใหม่ ซึ่งแตกต่างและมีประสิทธิภาพดีกว่าที่เคยเรียนรู้จากวัดเสี้ยวลิ้ม

 

ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจของแม่ชีหวู่เหมย จึงได้พบจุดเริ่มต้นโดยบังเอิญ เมื่อครั้งที่เห็นการต่อสู้ระหว่างนกกระเรียนและสุนัขจิ้งจอก ขณะที่สุนัขจิ้งจอกกำลังวิ่งเวียนเป็นวงกลมไปรอบๆนกกระเรียน เพื่อหวังจะหาจังหวะเข้าจู่โจม ส่วนนกกระเรียนที่คงอยู่ในศูนย์กลางของวงกลม ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางใดก็เจอสุนัขจิ้งจอกทุกครั้ง

เมื่อสุนัขจิ้งจอกออกโรงโจมตีนกกระเรียนด้วยกรงเล็บเกรี้ยวกราด โดยอาศัยความเร็วและความเจ้าเล่ห์ของมัน นกกระเรียนก็สามารถตอบรับได้ทุกครั้งไป ด้วยการใช้ปีกปัดป้อง ขณะเดียวกันก็ตอบโต้ด้วยการใช้จะงอยปากอันแหลมคมจิกไปยังสุนัขจิ้งจอกในทันที การต่อสู้ในครั้งนั้นดำเนินไปเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก ส่วนฝ่ายใดจะชนะนั้นไม่สำคัญเลยสำหรับแม่ชีหวู่เหมย เนื่องจากสิ่งที่แม่ชีหวู่เหมยได้ค้นพบนั้นคือ หลักการป้องกันและโต้ตอบในเวลาเดียวกัน ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของมวยหวิงชุนในปัจจุบัน

การต่อสู้ชนิดใหม่นี้ เป็นหลักการต่อสู่อันแยบยลตามธรรมชาติระหว่างนกกระเรียนและสุนัขจิ้งจอก โดยสุนัขจิ้งจอกจะมีการหลบหลีกการปะทะด้วยการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในลักษณะเป็นวงกลม พร้อมกับการโจมตีเป็นเส้นตรงเข้าสู่ศัตรู แต่ในส่วนของนกกระเรียนนั้นจะใช้หลักการในการหันเข้าหาจุดศูนย์กลางของคู่ต่อสู้พร้อมกับการปิดป้องและโจมตีคู่ต่อสู้ ในเวลาเดียวกัน หากแต่กรงเล็บ เขี้ยว จะงอย ปาก ปีก ได้ถูกทดแทนโดยหมัดและฝ่าเท้า ซึ่งถูกคิดค้นให้ใช้ออกมาอย่างถูกสรีระของมนุษย์ที่สุด

วิทยายุทธ์ชนิดใหม่นี้แตกต่างกับหลักวิทยายุทธ์เสี้ยวลิ้มเดิมโดยสิ้นเชิงแม่ชีได้ตัดกระบวนท่าอันซับซ้อนและเปลี่ยนเป็นกระบวน ท่าอันกระชับ อาศัยการเคลื่อนไหวน้อยที่สุด เพื่อที่จะโจมตีสู่เป้าหมายด้วยระยะทาง เวลาที่น้อยที่สุด และให้ได้พลังที่มากที่สุด (Economy of motion)

แต่ที่ปรับลดลง คือกระบวนท่าในการฝึกฝนได้ถูกลดลงเหลือแค่มวยเพียง 3 เส้น หุ่นไม้ 1 เส้น มีดคู่ฟันแปดกระบวน 1 เส้น กระบองหกแต้มครึ่ง 1 เส้น ซึ่งต่างกับมวยชนิดอื่นซึ่งอาจจะ มีหลายสิบกระบวนท่ารำซึ่งยากแก่การจดจำ และนำไปปฏิบัติ

อีกสิ่งซึ่งต่างจากวิทยายุทธ์เสี้ยวลิ้มคือการฝึกหัดในการ ใช้พลังเป็นเวลานาน แม้การฝึกฝนของวิทยายุทธ์หวิงชุนจะมีการฝึกพลังอยู่บ้างใน ขั้นต้น หากแต่เมื่อฝึกฝนไปได้สักระยะหนึ่ง การใช้กำลังก็จะถูกเปลี่ยนเป็นการใช้สมอง และ ไหวพริบ ในการ ต่อสู้มากกว่ากำลัง ท่ายืนของมวยชนิดนี้ต่างกับมวยจีน ชนิดอื่นซึ่งกว้างมาก อีกทั้งยังสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

 

5 หลักใหญ่ของศิลปะป้องกันตัวหวิงชุน

1. การวางสรีระ (Assuming Structure) โดยทั่วไปหมายถึงการตั้งการ์ดหรือท่าเตรียมพร้อม แต่สำหรับมวยหวิงชุนหมายความถึงการวางโครงสร้างสรีระร่างกายของเราให้สัมพันธ์กับโครงสร้างสรีระของคู่ต่อสู้ โดยจัดปรับสภาวะให้เราได้เปรียบคู่ต่อสู้ ทั้งนี้โครงสร้างและสรีระของเราต้องปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาตามคู่ต่อสู้ เป็นการปรับตามความกดดัน ตำแหน่ง เวลา จังหวะ ความไวและการฟังของการสัมผัส เราจำต้องปรับตามสภาวะตลอด นี่คือการที่เราเตรียมพร้อมด้วยสภาพ จิตใจในการรับการจู่โจม

2. การสกัด (Intercepting) การตัดออกหรือสกัด ถือเป็นข้อสำคัญของมวยหวิงชุนอีกข้อ คือเราต้องคิด ก่อนทำก่อนและพร้อมที่จะสกัดคู่ต่อสู้ก่อนที่เขาที่จะบุกต่อ จุดสำคัญของการสกัดคือการรู้ถึงก่อนการเคลื่อนไหว ร่างกายเราอยู่ข้างหน้าคู่ต่อสู้และจำกัดการเคลื่อนไหวของเขาให้ได้ ฉะนั้นการเรียนรู้มวยชนิดอื่นๆเพื่อให้เข้าใจถึงเทคนิค โครงสร้างสรีระ การรู้ล่วงหน้าถึงวิถีอาวุธ จึงจะทำให้การสกัดเป็นจุดที่เราสามารถคุมเส้นกลางของคู่ต่อสู้ได้

3. การทำลายโครงสร้างสรีระร่างกายของคู่ต่อสู้ (Breaking the Opponent’s Structure) การทำลายโครงสร้างสรีระคู่ต่อสู้เป็นแก่นสารที่สำคัญในการต่อสู้ด้วยมวยหวิงชุน โดยการจมเข้าไปในโครงสร้างร่างกายของศัตรู เพื่อทำลายเส้นสันหลังกลางตัว ด้วยการบิดหรือทำให้เสียรูปของแนวราบนี้ในขณะเดียวกันทำลายจุดศูนย์ถ่วงของศัตรูทำให้โครงสร้างร่างกายของเขาอ่อนแอต่อการโจมตี เป้าหมายคือการทำให้เขาช้าลงหรือหยุดที่จะโต้ตอบหรือตอบสนอง เมื่อเราได้ทำลายฐานการโจมตีของคู่ต่อสู้ เขาตีเราไม่ได้อีกต่อไป นี่คือการการทำลายโครงสร้างสรีระคู่ต่อสู้

4. การไล่ (Chasing) คือท่าต่อเนื่องเพื่อที่จะตามหรือตัดการเคลื่อนไหวของศัตรูที่จะหนีหรือต่อสู้ การไล่เป็นการที่บังคับคู่ต่อสู้จำต้องตอบโต้ เป็นการมองหาจุดตีและหาทางเข้าตีให้ได้ เพื่อจะทำลายโครงสร้างศัตรู จุดประสงค์ของการไล่คือการหาชัยภูมิ เปิดหรือจุดอ่อนของโครงสร้างศัตรู หาโอกาสที่จะล้มเขาลง คุมเส้นกลางและการหันเข้าหาด้วยการวางตัวอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง

5. การปรับสภาวะ (Adjustment) เมื่อเราเองอยู่ในอันตรายโดยโครงสร้างกำลังจะถูกทำลาย ในสถานการณ์เช่นนี้จะต้องปรับเปลี่ยนท่าก้าวให้เข้ากับสถานการณ์ โดยก้าวกลับ (returning step) เป็นยุทธวิธีใน การรวบรวมใหม่ วางแผน หรือปรับท่าก้าวให้สอดคล้อง เสมือนเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างตำแหน่งที่ดีกว่า เพื่อที่เริ่มขบวนการตามหลักทั้งห้าได้อีก

กล่าวโดยสรุปได้ว่า หลักทั้ง 5 ของมวยหวิงชุนคือ จุดรวมของความมีประสิทธิภาพของศิลปะการป้องกันตัว โดยหลัก 3 ข้อแรก ได้แก่ การวางสรีระ, การสกัด, การทำลายโครงสร้างสรีระคู่ต่อสู้ คือ แก่นของการประจันหน้าและการหยุดการโจมตี ส่วนการไล่และการปรับสภาวะคือ การที่เราสามารถที่จะตีกลับได้ทันที หลังจากที่เราหยุดการโจมตีของศัตรู

หลักทั้ง 5 ของมวยหวิงชุนคือหลักที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันตัวโดยการเข้าใจถึงเวลาจังหวะที่ถูกต้องและการวางตำแหน่งของร่างกาย อาวุธและแนวป้องกันในการต่อสู้

 

หวิงชุน ประวัติมวยหย่งชุน ฉบับสมบูรณ์

กว่า 250 ปีมาแล้วรัชสมัยของกษัตริย์ หยวนเซ็ง แห่งราชวงศ์ ชิง วัดเส้าหลินได้ถูกวางเพลิงโดยทหารมองโกล การวางเพลิงครั้งนี้จึงส่งผลให้ 5 ปรมาจารย์ อาวุโสของ วัดเส้าหลินพร้อมลูกศิษย์ต้องฝ่าทหารมองโกล ลงทางใต้ของเมืองจีน ปรมาจารย์ทั้ง 5 ได้แก่ หลวงจีนจี้ส่าน, แม่ชีไบ๋เหมย, แม่ชีหวู่เหมย, หลวงจีนฟองโตตั๊ก, หลวงจีนเมียงหิ่น รวมทั้งศิษย์ ฆราวาส ได้แก่ หงซีกวน ฟางซื่อยี่, ลกอาซาม, ถงเชียนจิน, หวูเว่ยฉวน, ชายหมี่จิ้ว และอื่นๆ

ปรมาจารย์ จี้ส่าน สอนศิษย์ ฆราวาสมากมายและได้นำศิษย์หล่านี้ต่อต้านแมนจู ในบรรดาศิษย์เหล่านี้นำโดยศิษย์พี่ชื่อ หงซีกวน, ตงซินทุน, ฉอยอาฟุก พวกเขาปฏิบัติการในเรือแดง โดย จี้ส่านได้ปลอมตัวเป็น พ่อครัวของคณะงิ้วเรือแดง

ส่วนปรมาจารย์ แม่ชีหวู่เหมย ได้หนีความวุ่นวายทั้งปวงไปยัง วัดกระเรียนขาวบนเขาไท่ซาน ในขณะเดียวกันได้คิดค้นวิทยายุทธ์แขนงใหม่ ซึ่งแตกต่างและมีประสิทธิภาพดีกว่าวิชาที่ได้เรียนจากวัดเส้าหลิน วิชานี้ แม่ชีได้ พบจุดเริ่มต้นโดยบังเอิญเมื่อเธอได้เห็น จิ้งจอกต่อสู้กับนกกระเรียน ซึ่งจิ้งจอกวิ่งวนไปรอบๆนกกระเรียนเป็นวงกลมหวังหาจังหวะจู่โจมนกกระเรียน แต่นกกระเรียนอยู่ในศูนย์กลางวงกลม หันหน้าเข้าหาจิ้งจอกตลอดเมื่อจิ้งจอกโจมตีนกกระเรียนก็ปัดและจิกโดยไม่วิ่ง ออกจากวงกลมอาศัยการป้องกันและโจมตีในเวลาเดียวกัน จากจุดนี้คือการค้นพบพื้นฐานของมวยชนิดใหม่

การต่อสู้ของมวยชนิดนี้คืออาศัยหลักการต่อสู้อันแยบยลตามหลักธรรมชาติของการหลบหลีก การเคลื่อนไหวด้วยการปะทะแบบสลายแรงอย่างรวดเร็วพร้อมโจมตีเป็นเส้นตรงในเวลาเดียวกัน ทั้งรุกและรับในจังหวะเดียวกัน โดยการใช้โครงสร้างและสรีระของร่างกายแทนกำลังของมือและเท้าในการทำลายคู่ ต่อสู้
ต่อมา แม่ชีหวู่เหมยได้รับลูกศิษย์ ซึ่งเป็นผู้หญิงชื่อ เหยิ่นหย่งชุน ได้ถ่ายทอดวิชายุทธย์แขนงใหม่นี้ให้และฝึกฝนจนสามารถป้องกันตนเองได้แล้ว หย่งชุนจึงลงเขา ไท่ซ่านกลับไปหาบิดา จากนั้นหย่งชุนได้เอาวิชานี้สู้กับพวกอันธพาลที่มารังควานและรังแกประชาชนใน มลฑลนั้นจนชนะทั้งหมดจึงสร้างชื่อเสียงขึ้นมา
หลังจากนั้นหย่งชุนได้แต่งงานกับ เหลือง ปอกเชา และพยายามจะสอนวิชานี้ให้กับสามีแต่สามีไม่ยอมฝึกเพราะตัวสามีนั้นได้ฝึกฝน มวยเส้าหลินมาอย่างช่ำชองแล้วแต่หย่งชุนก็ได้แสดงฝีมือและได้เอาชนะสามีทุก ครั้ง สุดท้ายสามีจึงยอมเรียนวิชานี้กับภรรยา และจากจุดนี้จึงได้ตั้งชื่อมวยแขนงใหม่นี้ว่า หย่งชุน ตามชื่อภรรยา

ผู้หญิงทั้งๆมีรูปร่างเล็ก และบอบบางกว่าผู้ชายแต่แรงของผู้หญิงจะไปสู้กับแรงผู้ชายได้อย่างไรกัน มวยหย่งชุนเป็นมวยผู้หญิง หลักวิชาต่างๆที่ถูดคิดค้นขึ้นในวิชานี้ เน้นสำหรับผู้หญิง หย่งชุน ใช้สรีระที่ถูกต้องบวกกับความเข้าใจแรงที่แตกฉานและการฝึกฝนที่ถูกหลักวิชา มีทั้งอ่ออนและแข็ง (ไม่ใช่มวยอ่อนอย่างเดียว)และขอเน้นว่าไม่ได้เน้นกำลังภายในอะไรทำนองนั้น แต่ใช้ความเข้าใจทางสรีระและวิทยาศาสตร์

หว่องว่าโป๋ว และเหลียงหยี่ไท่

วิทยายุทธ์หย่งชุนคงจะไม่มีในวันนี้หากเหลี่ยงหล่านไกวไม่สอนใครเลย แต่ว่าเขาได้สอน หว่องว่าโป๋ว นักแสดงงิ้วแห่งคณะงิ้วเรือแดงเป็นการบังเอิญที่ปรมาจารย์ จี้ส่านก็ได้ปลอมตัวเป็นพ่อครัวในคณะงิ้วเช่นกัน จี้ส่านในเวลานั้นได้สอนลูกศิษย์อยู่จำนวนหนึ่ง เหลียงหยี่ไท นายคัดท้ายเรือคือหนึ่งนจำนวนศิษย์ซึ่งสนใจและได้รับการถ่ายทอดกระบองหกแต้ม ครึ่งหว่องว่าโป๋วและเหลี่ยงยี่ไท่ได้รู้จักชอบพอกันและแลกเปลี่ยนวิชากัน

หลังจากนั้นทั้งสองได้ดัดแปลงกระบองหกแต้มครึ่งโดยประยุกต์หลักการฟังด้วย การสัมผัสจากมวยหย่งชุนหรือชี้เสาและเรียกการฝึกฝนด้วยกระบองสัมผัสนี้ว่า ชี้กวัน

การชี้เสามีวิธีการฝึกโดยคู่ฝึกใช้แขนสัมผัสตลอดการฝึกฝนโดยต่างฝ่ายต่างฟังการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายจากการสัมผัสในขณะที่พยายามปิดป้องและโจมตีในเวลา เดียวกันโดยใช้แม่ไม้มวยหย่งชุนระหว่างการฝึกแขนทั้งสองฝ่ายต้องไม่หลุดสัมผัส หรือแยกจากกันเลย

เหลียงจั่น

เหลี่ยงยี่ไท่ได้สอนเหลียงจั่นศิษยืคนเดียวเมื่อเขาเกือบเขาสู่วัยชรา เหลียงจั่นเป็นหมอแผนโบราณชื่อดังแห่งฝอซาน แห่งมลฑลกวางตุ้ง เหลียงจั่นต่อมาได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งมวยหมัดหยงชุน หรือ ราชามวยประลองเนื่องจากนักมวยทั่วสารทิศได้มาประลองกับเหลี่ยงจั่น แต่ทุกคนก็ได้แพ้ไปในที่สุดเหลี่ยงชุน และเหลี่ยงปิ๊ก รวมทั้งหมกหยั่นหว่า(หว่าหุ่นไม้) ผู้มีแขนทังสองอันแข็งแกร่ง ลูกศิษย์ที่สำคัญของเหลียงจั่นคือฉันหว่าซุนหรือผู้แลกเงินเจ๋าฉิ่นหว่าผู้ ซึ่งได้แอบฝึกมวยหย่งชุนโดยมองผ่านเข้ามาตามซอกประตู จนกระทั่งเหลียงจั่นจับได้หลังจากที่เหลี่ยงซุ่นและฉานหว่าซุ่นได้ทำเก้าอี้ ตัวโปรดหักระหว่างประลองกันและรับเป็นศิษย์ในที่สุด

ฉานหว่าซุนและศิษย์

ฉานหว่าซุนรับลูกศิษย์ทั้งหมดสิบหกคน มีศิษย์คนโตชื่อว่าหงึงชงโซว และศิษย์คนสุดท้ายคืออาจารย์ยิปมัน อาจารย์ยิปมันสะสมเงินเพื่อมาขอเป็นศิษย์อาจารย์ฉานหว่านซุนเมื่อเขาอายุ ได้ประมาณ 11 ปี อาจารย์ฉานหว่าซุนจึงรับยิปมันเป็นลูกศิษย์คนสุดท้ายและสอนยิปมันเป็น เวลา 6 ปีก่อนจะเสียชีวิตหลังจากนั้นยิปมันฝึกฝนต่อภายใต้การชี้นำของศิษย์พี่ใหญ่ หงึงชงโซว ยิปมันได้เข้าศึกษาต่อที่ฮ่องกง ด้วยความคะนองได้ท้าประลองไปทั่วฮ่องกงและความหึกเฮิมมีมากขึ้นเมื่อเขาชนะเสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้พบคนแก่คนหนึ่งซึ่งผู้คนรู้จักกันดีว่ามีความสามารถ ยิบมันแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าให้กับชายแก่คนนนั้นซึ่งแท้จริงแล้วชายแก่ผู้ นั้นคือ เหลียงปิ๊ก อาจารย์อาบุตรเหลียงจั่น หรือศิษย์น้องของฉานหว่าซุนนั้นเอง ยิปมันหลังจากเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย จึงลาอาจารย์กลับเมืองจีน

ยิปมัน และ ศิษยหลังจากที่คอมมิวนิสต์เข้าปฎิวัติประเทศจีน ยิปมันจึงอพยบมาที่ฮ่องกงอีกครั้ง และจึงเริ่มรับลูกศิษย์ทั่วไปมากมายมี ฮอกกิ่นเชียง และอื่นๆ อาจารย์เหล่านี้ได้เผยแพร่มวยหย่งชุนจนมีผู้ฝึกฝนทั่วโลกในบัจจุบันเป็น จำนวนมากมาย

บรู๊ซลีได้ไปอมเริกาและได้นำหมัดช่วงสั้นหนึ่งนิ้วและสามนิ้วไปสาธิตที่การ แข่งขันศิลปป้องกันตัวของ ed parker ครูมวยคาราเต้รับบอเมริกันแคมโบ้ (American kempo) จนเป็นที่ตื่นเต้นแก่ผู้สนใจเป็นจำนวนมากและเป็นที่รู้จักกันดีในนามของ เคโต้ และอ้ายหนุ่มซินตึ้ง ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์ยิปมันเป็นไปอย่างไม่ราบรื่นนัก เมื่อยิปมันไม่ยอมถ่ายทอดวิชาทั้งหมดให้กับบรู๊ซได้ในเวลาอันสั้นด้วยความผิดหวัง บรู๊ซจึงได้คิดค้นมวยของตนเองขึ้นมาแล้วตัวชื่อว่า จิ๊ตคุนโด หรือวิชาหยุดหมัด สำหรับผู้ที่รู้จักมวยทั้งสองแล้วย่อมรู้ว่าบรู๊ซได้คงไว้ ซึ่งหลักวิชาหย่งชุนไว้อย่างมาก

ยิปมันเสียชีวิตลงในปี ค.ศ 1972 และถูกยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ในยุคบัจุบันของหย่งชุน เคียงข้าง เซ็งหม่านชิง(แต้หมั่งแช-แต้จิ๋ว) แห่งสำนักไทเก็ก ยูอิชิบ้าแห่งสำนักไอคิโด ส่วนบรู๊ซลีเสียชีวิตอีกหนึ่งปีถัดมา

เจี้ยงฮกกิ่น จูเสาไหล่ และอนันต์ ทินะพงศ์

บรู๊ซลีมีเพื่อนสนิทในโรงเรียนและสำนักมวย ชื่อเจี๊ยงฮกกิ่น ทั้งคู่เรียนหนังสือและวิชาป้องกันตัวและออกประลองด้วยกัน ทั้งคู่ฝึกมวยหย่งชุนภายใต้การชี้แนะของยิปมันและศิษย์พี่จอมราวีหว่องซัม เหลียงและเจียงจกเฮง เจียงฮกกิ่นนอกจากการศึกษาวิชามวยหย่งชุนแลวยังได้ศึกษามวยไทเก็กตระกูลวู และบัจุบันได้สอนมวยทั้งสองชนิดนี้เป็นการส่วนตัวที่ รัฐลอสแองเจิลลิส อเมริกาและได้รับศิษย์เอกในวิชาหย่งชุนคือจูเสาไหล่

อาจารย์จูเสาไหล่ศึกษาศิลปป้องกันตัวตั้งแต่เล็กๆในวิชาคาราเต้โชชินริว ต่อมาได้ฝึกมวยตระกูลหงทั้งหมดในฐานะศิษย์เอกจากยี่จีเหว่ย ศิษย์อาจารย์ต๋องฟ้งศิษย์อาจารย์หวองเฟยหง อาจารย์จูเสาไหล่ได้ให้ความสนใจหมัดหย่งชุนมาเป็นเวลานานจึงได้เริ่มหัดมวย หยงชุน กับ อากว้าน ศิษย์หย่งชุนสำนักซีมเซียวซาน หลีหมุ่ยซาน ศิษย์อาจารย์หมุ่ยยัดศิษย์อาจารย์ยิปมัน อาจารย์จูเสาไหล่ยังได้พัฒนาตัวเองเพิ่มเติมจากอาจารย์หลุ่ยหยันซัน ราชากระบองแดนใต้และมวยซิ่งยี่หมัดจากใจและไทเก็ก อาจารย์จูเสาไหล่ยังศึกษาเพิ่มเติมจากอาจารย์ฮอกกิ่นเป็นครั้งคราวเมื่อ อาจารย์อยู่ลอสแองเจิลลิส อเมริกา จึงได้กราบเป็นศิษย์อาจารย์ฮอกกิ่นจนถึงทุกวันนี้

อาจารย์อนันต์ได้เรียนรู้วิชาป้องกันตัวตั้งแต่อายุ 11 ปี ในวิชาเทควันโด้และมวยเสี้ยวลิ้มใต้จากอาจารย์คันศรเป็นเวลา 6-7 ปี และมวยไทยเมื่อคุณพ่อได้เปิดค่ายมวยไทยหลังจากนั้นจึงเดินทางไปเรียนต่อที่ อมเริกาขณะที่อยู่อมเริกาอาจารย์อนันต์ได้คลุกลีกับศิลปป้องกันตัวโดยตลอด โดยได้เป็นผู้จัดการฝ่ายขายอุปกรณ์กีฬาป้องกันตัวเป็นเวลา10ปีที่นี่เอง อาจารย์อนันต์ได้พบกับอาจารย์จูเสาไหล่จนเป็นมิตรที่สนิทและได้แลกเปลี่ยน วิชากันถ้าใครแพ้ก็ต้องเรียนวิชาอีกฝ่ายหนึ่งและก็ต้องถ่ายทอดสื่งที่ตนเรียนมาให้โดยไม่มีเงื่อนไข
อาจารย์อนันต์ได้เรียนรู้วิชาหย่งชุนกับอาจารย์จูเสาไหล่เป็นเวลาหลายปีก่อนจะกลับเมืองไทยในปี ค.ศ. 1988 จากนั้นจึงเริ่มสอนวิชามวยหย่งชุนเป็นต้นมา

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

February 10th, 2019 by