มวยไทยโคราช

มวยไทยโคราช มวยไทยอีสาน ศิลปะการต่อสู้อันดุดันและทรงคุณค่า

มวยไทยโคราช

มวยไทยโคราช เป็นการต่อสู้แบบมือเปล่าที่พันด้วยเชือกหรือด้ายดิบของชนชาติไทยในเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 – 6 มวยไทยโคราช เป็นมวยที่มีมาในประวัติศาสตร์ไทยมาช้านานเป็นศิลปะมวยไทยที่มีชื่อเสียงตลอดมาเท่ากับมวยลพบุรี มวยอุตรดิตถ์ มวยไชยา ซึ่งมีนักมวยจากหัวเมืองคือเมืองโคราชได้สร้างชื่อเสียง

จากการไปแข่งขันชกมวย ในพระนครโดยชกชนะนักมวยภาคอื่นๆ นับไม่ถ้วน ซึ่งล้วนแต่มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งสิ้น โดยเริ่มตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงครองราชย์ พ.ศ.2411 พระองค์ทรงโปรดกีฬามวยไทยมาก

การฝึกหัดมวยไทยแพร่หลายไปตามหัวเมืองต่างๆ ทั่วประเทศทรงจัดให้มีการแข่งขันชกมวยหน้าพระที่นั่งในงานศพของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์อุรุพงษ์รัชสมโภช ในวันที่ 18 – 21 มีนาคม ร.ศ.128 (พ.ศ.2452) ณ ทุ่งพระรุเมรุ นักมวยที่เจ้าเมืองต่างๆ นำมาแข่งขันล้วนแต่คัดเลือกคนที่มีฝีมือดีจากทั่วประเทศ การแข่งขันครั้งนี้ได้นักมวย ที่สามารถชกชนะคู่ต่อสู้หลายคนเป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระองค์

และโปรดเกล้าฯพระราชทานยศและบรรดาศักดิ์ให้กับนักมวยมณฑลนครราชสีมาเมืองโคราชเป็นขุนหมื่นครูมวย คือ “หมื่นชงัดเชิงชก” ถือศักดินา 300 คือ นายแดง ไทยประเสริฐ ลูกศิษย์คุณพระเหมสมาหารเจ้าเมืองโคราช มีชื่อเสียงในการใช้ “หมัดเหวี่ยงควาย”

อีกทั้งยังมีนักมวยโคราช ที่มีความสามารถจนได้เป็นครูสอนพลศึกษา ในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จนถึงเกษียณอายุราชการ รวมเวลาถึง 28 ปี คือ ครูบัว นิลอาชา (วัดอิ่ม) และยังมีมวยโคราชที่มีฝีมือดี เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ถึงกับเป็นครูสอนมวยไทยให้กับนักมวยจากเมืองโคราชที่วังเปรมประชากร เช่น นายทับ จำเกาะ นายยัง หาญทะเล นายตู้ ไทยประเสริฐ นายพูน ศักดา เป็นต้น

มวยโคราชคาดเชือกยุคฟื้นฟูอนุรักษ์ สมัยรัชกาล 9 ถึงปัจจุบัน ไม่มีการฝึกซ้อมที่เมืองโคราช แต่ยังมีลูกศิษย์ครูบัว วัดอิ่ม (นิลอาชา) คือ พันเอกกำนาจ พุกศรีสุข ทำการถ่ายทอดมวยโคราชคาดเชือกให้กับผู้ที่สนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบสาน อยู่ที่สยามยุทธ์ กรุงเทพฯ ทุกวัน ครูเช้า วาทโยธา ที่ยังอนุรักษ์ สืบสาน ถ่ายทอด มวยโคราช ให้กับลูกศิษย์ และผู้ที่สนใจเป็นประจำที่โรงเรียนบ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น พร้อมทั้งเปิดสอนในวิชาเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 ปีละ 450 คน

 

มวยไทยโคราช  “หมัดเหวี่ยงควาย”

มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยอยุธยา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะชาวไทยมีการฝึกการต่อสู้ด้วยอาวุธสั้นประกอบกับศิลปะมวยไทย โดยมีเป้าหมายในการปกป้องประเทศชาติ อีกทั้งโคราชเป็นเมืองหน้าด่านชั้นเอกที่ต้องทำการรบกับผู้รุกรานอยู่เสมอ จึงทำให้ชาวโคราชมีความเป็นนักสู้โดยสายเลือดมาหลายชั่วอายุคน

เมื่อบ้านเมืองสงบ มวยไทยจึงพัฒนามาเป็นศิลปะวัฒนธรรม ทางการต่อสู้ป้องกันตัวประจำชาติไทย ด้วยเหตุเพราะคนไทยในสมัยโบราณ นับตั้งแต่พระมหากษัตริย์ ลงมาจนถึงพลเมือง ทั้งชายและหญิงต้องฝึกการต่อสู้ป้องกันตัวให้เจนจัด ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นห้วงเวลาที่มวยคาดเชือกรุ่งเรือง มีการจัดแข่งขันมวยคาดเชือกหน้าพระที่นั่ง ณ บริเวณหน้าพลับพลาทรงธรรม สวนมิสกวัน ในงานศพของพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช ในวันที่ 18 มีนาคม ร.ศ.128 (พ.ศ. 2452)

โดยให้หัวเมืองทั่วประเทศคัดเลือกนักมวยฝีมือดีเข้าแข่งขัน นักมวยฝีมือดีชนะคู่ต่อสู้หลายคนเป็นที่พอพระราชหฤทัย ทรงโปรดฯ พระราชทานยศและบรรดาศักดิ์ เป็น “ขุนหมื่นครูมวย” ถือศักดินา 300 จำนวน 3 คน คือ นายปรง จำนงทอง จากเมืองไชยา เป็น “หมื่นมวยมีชื่อ” นายกลึง โตสะอาด จากเมืองลพบุรี เป็น “หมื่นมือแม่นหมัด” และนักมวยจากเมืองโคราช นายแดง ไทยประเสริฐ ลูกศิษย์ของพระเหมสมาหาร เจ้าเมืองโคราชเป็น “หมื่นชงัดเชิงชก” นอกนั้นยังมีนักมวยจากเมืองโคราชอีกหลายคนที่มีฝีมือดีเยี่ยมจนมีชื่อเสียงไปทั่วประเทศที่เดินทางเข้าไปฝึกซ้อมมวยกับกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ณ วังเปรมประชากร เช่นนายทับ จำเกาะ นายยัง หาญทะเล นายบัว วัดอิ่ม (นิลอาชา) นายตู้ ไทยประเสริฐ นายพูน ศักดา

การแบ่งยุคของมวยไทยโคราช ออกเป็น 4 ยุค ดังนี้

1) มวยไทยโคราชยุคเริ่มต้น (สมัยรัชกาลที่ 1 – รัชกาลที่ 4) คุณหญิงโม ได้นำชาวเมืองโคราชเข้าต่อสู้กับกองทัพทหารของเจ้าอนุวงศ์แห่งเมืองเวียงจันทร์ ซึ่งยกทัพมากวาดต้อนพลเมืองชาวโคราชไปเวียงจันทร์ จนได้รับชัยชนะที่ทุ่งสัมฤทธิ์ ต่อมาคุณหญิงโมได้รับการปูนบำเหน็จให้สถาปนาเป็น “ท้าวสุรนารี”

2) มวยไทยโคราชยุครุ่งเรือง (รัชกาลที่ 5 – รัชกาลที่ 6) เป็นยุคที่มวยไทยโคราชและมวยไทยภาคอื่นๆ ซึ่งชกกันในแบบคาดเชือกเจริญพัฒนารุ่งเรืองสูงสุด มีนักมวยฝีมือดีจากเมืองโคราชลูกศิษย์ของพระเหมสมาหาร เจ้าเมืองโคราช เดินทางเข้าไปฝึกซ้อมอยู่ที่วังเปรมประชากรของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์หลายคน เป็นที่พอพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 กรมหลวงชุมพร รวมถึงประชาชนทั่วประเทศเป็นอย่างยิ่งจนหาคู่ชกแทบไม่มี

3) มวยไทยโคราชยุคเริ่มต้นสวมนวม (รัชกาลที่ 6 – รัชกาลที่ 8) มีการนำเอานวมสวมชกแทนการคาดเชือก มีนักมวยจากนครราชสีมาเดินทางไปชกในกรุงเทพฯหลายคนมีการสอนมวยไทยโคราชในโรงเรียนนายร้อย จปร. มีคณะมวยเกิดขึ้นหลายคณะเช่น เทียมกำแหง อุดมศักดิ์ แขวงมีชัย สิงหพัลลภ สินสุวรรณ ลูกโนนไทย ฯลฯ

4) มวยไทยโคราชยุคฟื้นฟูอนุรักษ์ (รัชกาล ที่ 9 – ปัจจุบัน) ไม่มีการฝึกหัดศิลปะมวยไทยโคราชแบบคาดเชือกในสมัยโบราณในเขตพื้นที่เมืองโคราชหรือจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน ทั้งๆที่ในสมัยโบราณนั้นมวยสายโคราชมีความเก่งกล้าสามารถเป็นเลิศ แต่เป็นยุคที่มีเวทีจัดการแข่งขันมวยไทยอยู่ทุกหนทุกแห่งโดยทั่วไป

การฝึกซ้อมและการจัดแข่งขันเน้นไปในทางธุรกิจเป็นสำคัญมากกว่าที่จะเน้นในด้านศิลปะแม่ไม้มวยไทยโคราชคาดเชือก แต่ยังมีลูกศิษย์ครูบัว วัดอิ่ม (นิลอาชา) ที่ได้รับต้นฉบับตำรามวยไทยโคราช ซึ่งเขียนด้วยลายมือครูบัว คือ พ.อ.อำนาจ พุกศรีสุข ทำการถ่ายทอดศิลปะมวยไทยโคราชให้กับผู้ที่สนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เพื่อฟื้นฟู อนุรักษ์ และสืบทอด อยู่ที่สถาบันสยามยุทธ กรุงเทพฯ และนายเช้า วาทโยธา ลูกศิษย์ของ พ.อ.อำนาจ พุกศรีสุข ทำการฝึกหัดอยู่ที่โรงเรียนบ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ทุกวัน

 

เอกลักษณ์มวยไทยโคราช

ในส่วนไม้มวยไทยตำหรับโคราช หมัดเป็นอวัยวะและอาวุธที่สำคัญยิ่ง ส่วนเท้าเป็นอาวุธยาวที่ใช้ในการเตะ ถีบ และใช้เคลื่อนไหวไปมา การถีบแบบมวยโคราชนั้นคือท่าถีบสลัดซึ่งเป็น ท่าถีบแบบโบราณที่ใช้เป็นอาวุธทำลายเกราะป้องกันของคู่ต่อสู้ได้ ส่วนเข่าฝึกให้โยนได้ทั้งซ้ายและขวาและศอกเป็นอาวุธสั้นที่ใช้ในระยะประชิดตัวที่ทรงอนุภาพมาก ศอกใช้ตีและถองเกี่ยวกับท่ารำมวยโดยทั่วๆไปนั้นมีท่าย่างสามขุมและท่าพรหมสี่หน้า

ครูมวยจะกำหนดให้ผู้ที่จะมาเป็นศิษย์ได้ฝึกหัดท่ารำมวยให้คล่องแคล่วเสียก่อน จึงจะค่อยฝึกท่าลูกไม้และแม่ไม้สำคัญเป็นประการต่อไป ท่ารำมวยย่างสามขุม นอกจากจะเป็นท่ารำมวยอันเป็นต้นแบบของตำรามวยไทยสายโคราชแล้ว ยังเป็นวิชาท่าเท้าแม่บทที่สำคัญ จะทำให้ผู้ฝึกเคลื่อนไหวไปมาโดยสัมพันธ์กับร่างกายได้อย่างคล่องแคล่ว ผู้ฝึกเมื่อทำได้จนเกิดความชำนาญแล้ว จะสามารถใช้อาวุธเช่นหมัด เท้า เข่า ศอก ฯลฯ ได้ทั้งทางซ้ายและทางขวา การเข้า ออก ของทางมวยโคราชนั้นจะเข้าออกในลักษณะฉากซ้าย และฉากขวา

1.การ แต่งกายของมวยไทยโคราช
สวมกางเกงขา สั้น ใช้ผ้าขาวม้าม้วนผูกเป็นนวมทับอย่างแน่นหนาป้องกันลูกอัณฑะ ปกคลุมมาจนถึงด้านบั้นตรงเอว ไม่สวมเสื้อ และปลายเท้าเปลือยเปล่า ต่อมาได้ทำเป็นเบาะรูป 3 เหลี่ยม ใช้เชือกผูกชายมุมทั้ง 3 มุม ใช้แทนกระจับ สวมมงคล แม้ขณะชกก็ยังสวมอยู่ มีผ้าประเจียดมัดไว้ที่ต้นแขนซ้ายและขวา
ทางมวยโคราชเป็นมวยเตะและต่อยวงกว้างเรียกกันว่า “เหวี่ยง ควาย” รับเตะและป้องกันตนเองด้วยการใช้แขน จึงใช้ด้ายดิบคาดหมัดและขมวดรอบๆแขนจรดข้อศอกด้วยวิธีพิเศษไม่เหมือนใคร วิธีคาดหมัดเช่นนี้เป็นที่กล่าวขวัญกันมาเนิ่นนานคือ แดง ไทย ประเสริฐ (หมื่นชงัดเชิงชก)

2. การพันหมัดแบบคาดเชือก
วิธีการคาด เชือกแบบมวยไทยโคราช ผู้จะขึ้นชกจะต้องได้รับการคาดเชือกจากพี่เลี้ยงหรือครูผู้ประสิทธิ์ ประสาทวิชาเสียก่อนด้วยการนั่งชันหัวเข่าไว้ทั้งสองข้าง เพื่อรับแขนที่เหยียดออกไปข้างหน้าตรงข้อศอก คว่ำมือ กางนิ้วทั้งห้าออกเต็มที่ แล้วเริ่มคาดด้ายดิบตรงข้อศอก ต่อจากนั้นก็พันรอบๆหลังมือและข้อมือไปจนจดปลายนิ้วอย่างหลวมๆ หันกลับมาทางข้อมืออีกครั้งแล้วจึงสอดด้ายรวบรั้งจากปลายนิ้วเข้ามาจนเลย ง่ามมือให้ข้อนิ้วโผล่ ถึงระยะนี้หมัดที่คาดเชือกยังคงอ่อนนุ่ม คล้ายนวม

เมื่อด้ายดิบยังเหลืออยู่ประมาณ 1 เมตร ครูผู้คาดเชือกจะบิดด้ายดิบให้เป็นเกลียวเขม็งแข็งเป็นก้นหอย นักมวยจะต้องขยับนิ้วเพื่อป้องกันเหน็บชา สอดก้นหอยเข้าทีละตัวเรียงรายจนทั่ว หลังหมัดซึ่งจะมีความ ตึงเข้าทุกที เท่านี้ยังไม่พอเพราะก้นหอยยังพลิกได้ ยังใช้ด้ายเรียกว่าหางเชือก หรือสัก สอดตรึงให้ก้นหอยไม่เอียง ตั้งตรง เป็นลักษณะหนามทุเรียน ขลิบเอาปลายแหลมออก เมื่อเริ่มจะชกจริงพี่เลี้ยงยังอมน้ำพ่นลงไปที่หลังหมัด ด้ายดิบที่ถูกบิดตัวกลมๆเป็นก้นหอยเมื่อถูกน้ำเข้าจะเป่งตัวแข็ง

3. การจดมวยตำรามวยไทยโคราช
ทางมวยไทยของ โคราชนิยมจดมวยทางหนา ลักษณะทิ้งเท้าเข่างอเล็กน้อย ให้น้ำหนักเท้าอยู่ที่เท้าหน้า ส้นเท้าหลังเขย่ง เท้าไหนออกหน้าหมัดข้างนั้นจะต้อง จดอยู่ด้านหน้า เท้าไหนอยู่ด้านหลังหมัดข้างนั้นจะต้องคุมอยู่เหนือราวนมหรือสูงกว่าเล็ก น้อย ลำตัวหันเข้าหาคู่ต่อสู้เต็มตัว เมื่อจะเปลี่ยนทางการจดมวย ให้สืบเท้าหน้าไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อการช่วยจังหวะ เท้าหลังก้าวไปข้างหน้า หมัดหลังที่คุมอยู่ม้วนเป็นวงช้าๆข้ามหมัดที่จดอยู่ด้านหน้าไปเป็นหมัดจด และหมัดที่จดอยู่ด้านหน้ากลับมาเป็นหมัดคุมแทน ทิ้งเท้าหลังช่วยจังหวะอีกเล็กน้อย

การรุกเข้าออกโดยใช้ท่าเท้าเช่นที่กล่าวนี้เอง ทำให้ผู้ที่ฝึกจนชำนาญสามารถใช้วิธีถ่ายแรงคู่ต่อสู้ที่ใช้อาวุธมาให้ผ่อน จากหนักเป็นเบาได้ และในคราวเดียวกันก็สามารถ ใช้วิธีผสมแรง เมื่อคู่ต่อสู้เข้าทำ ทำให้เกิดแรงบวก ทำให้ใช้อาวุธได้หนักหน่วงรุนแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถออกอาวุธยืดหยุ่นโดยผสมท่าเท้า รั้งเข้า รั้งออก ได้ดังใจปรารถนาอีกด้วย คนโบราณเรียกวิธีรั้งเข้า ออก นี้ว่า สำรอก กลับ ซึ่งลักษณะการใช้ทำให้คู่ต่อสู้นั้นหลง คิดว่าเสียหลักถลำตัวไปแล้วก็จะเข้าซ้ำเติม ก็จะถูกใช้วิชาสำรอกกลับนี้โดยไม่ได้คาดคิด ฉะนั้น การรำมวยประกอบท่าเท้าย่างสามขุมนี้ จึงสำคัญและเป็นท่าแม่บทเบื้องต้น ผู้จะศึกษาควรฝึกฝนให้เกิดความชำนาญและให้เกิดความเชี่ยวชาญเสียก่อน เพื่อจะเป็นรากฐาน พื้นทางมวยที่ดีและมีความสามารถ การจดมวยควรปฏิบัติให้เกิดความคล่องทั้ง 2 เหลี่ยม คือจดมวยเหลี่ยมขวา และจดมวยเหลี่ยมซ้าย

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

February 11th, 2019 by