ดาบอาทมาฏ

ดาบอาทมาฏ นเรศวร สุดยอดเพลงดาบสองมือในตำนาน

ดาบอาทมาฏ

ดาบอาทมาฏ “ท่ารุกคือท่ารับ ท่ารับคือท่ารุก หากเขาฟันเราไม่รับ หากเขารับเราไม่ฟัน และจะรับต่อเมื่อหลบไม่พ้น” วิชาดาบอาทมาฏนเรศวรเป็นวิชาดาบสองมือที่ถูกบรรจุอยู่ในตำราพิชัยสงคราม ที่ถูกฉีกทำลายออกตั้งแต่ก่อนกรุงศรีแตก และนำไปเก็บรักษาไว้ทางภาคเหนือ และสาเหตุที่เรียกว่าวิชาดาบอาทมาฏนเรศวรนั้น เพราะมีที่มาจากในสมัยพระนเรศวรนั่นเอง (เป็นของสมเด็จพระนเรศวรฯ) ตามที่มีการศึกษากันมาหลายแห่ง บางทีก็บอกว่า วิชาดาบอาทมาฏเป็นของกองทัพอาทมาฏ ที่ทำหน้าที่รักษาเท้าช้างของพระมหากษัตริย์ หรือ “จตุองคบาท” นั่นเอง แต่บางที่ก็บอกว่า เป็นกองทหารมอญที่ทำหน้าที่หลายอย่าง ทั้งแต่สืบข่าว สอดแนม จนถึงเป็นหน่วยบุกทะลวงยามทำศึกอีกด้วย บางแห่งก็พูดถึงเรื่องอาคมไว้ด้วย ว่าพวกนี้มักจะมีวิชากำบังกาย และวิชาอยู่ยงคงกระพัน

วิชาดาบอาทมาฏเป็นวิชาที่รวดเร็ว รุนแรง และอันตรายมาก คนที่จะหัดได้ต้องมีจรรยาบรรณ ห้ามไปทะเลาะเบาะแว้งกับใคร เพราะอาจตีเขาตาย โดยเฉพาะวิชาตัดข้อตัดเอ็น ซึ่งเป็นวิชาสูงสุดของอาทมาฏ คือไม่มีการฟันดาบ แต่มุ่งฟันข้อต่อของร่างกาย

วิชาดาบอาทมาฏ จะเน้นสิ่งที่เรียกว่า ความสมบูรณ์แบบ เพราะทุกการรุกคือการรับ ทุกการรับ ก็จะเป็นการรุก จะไม่มีการเปิดโอกาสใดๆ ให้แก่ศัตรูเลย ไม่ว่าจะโอกาสในการรับ หรือโอกาสในการรุก โดยหลักๆ แล้ว วิชาดาบอาทมาฏจะแบ่งเป็น

– วิชาเท้า 4 ทิศ 8 แฉก ไว้เพื่อฝึกการหลบหลีก
– วิชาควงพลอง 4 กระบวนท่า อันได้แก่ พิรุณร้องไห้ แข่งแสงสูรย์ นารายทรงจักร และไอยราฟาดงวง

แม่ไม้หลัก มี 3 แม่ไม้ด้วยกันคือ คลุมไตรภพ ย้อนฟองสมุทร และ ตลบสิงขร

คลุมไตรภพ จะเป็นการ วาดดาบสองเล่ม ประสากันเป็นรูป เลข 8

ตลบสิงขน จะวาดดาบวนอยู่บริเวณเอว

ย้อนฟองสมุทร จะคล้ายคลึงกับ คลุมไตรภพ แต่จะอยู่ในรูปของ 8 สองตัวต่อกัน

แม่ไม้ สาม ท่าหลักนี้ สามารถแตกได้เป็น ท่ารำอีก 12 ท่า อันได้แก่ เสือ ลากหาง ไอยราฟาดงวง ท่ายักษ์พระรามแผลงศร สอดสร้อยมาลา เรียงหมอน มอญส่องกล้อง เงื้อฟันสีดา เชิญเทียนตัดเทียน ลับหอกลับดาบ ช้างประสานงา กาล้วงไส้ พญาครุฑยุดนาค

ความร้ายกาจของวิดาบดาบอาทมาฏยังไม่ได้หมดเพียงเท่านี้ นอกจากนี้ยังมีวิชาชั้นสูง ที่ครูผู้สอนไม่ยอมเผยแพร่ครับ นอกจากกับศิษย์คนที่ไว้ใจแล้วจริงๆ นั่นคือ เคล็ดวิชาตัดข้อตัดเอ็น 27 ท่า และกระบวนท่าหนุมานเชิญธง 48 ท่า อันเป็นวิชาที่ จะใช้ต่อสู้กับคนจำนวนมาก เช่น 10 -20 รุมเรา คนเดียว

 

ดาบอาทมาฏ ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

อาทมาต, อาทมาฏ, อาตมาท, อาทมารถ หรือ อาจสามารถ เป็นชื่อเรียกวิชาดาบแขนงหนึ่งของไทย เชื่อกันว่าตกทอดมาครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตั้งแต่ยังมีพระอิสริยยศ เป็น พระอุปราชวังหน้ารั้งเมืองพิษณุโลก วิชาดาบอาทมาฏ มีจุดเด่นอยู่ที่ความรวดเร็วและรุนแรง สามารถสู้ได้เพียงคนเดียวต่อคู่ต่อสู้หลายคน มีท่ารุกเป็นท่าเดียวกับท่ารับ เมื่อคู่ต่อสู้ฟันมาจะรับและฟันกลับทันที ไม่มีอะไรตายตัว มีแม่ไม้ 3 ท่า คือคลุมไตรภพ ตลบสิงขร และย้อนฟองสมุทร และมีท่าไม้รำ 12 ท่า ได้แก่

  1. เสือลากหาง
  2. พระรามแผลงศร
  3. เชิญเทียนตัดเทียน
  4. ฟันเงื้อสีดา
  5. มอญส่องกล้อง
  6. ช้างประสานงา และ กาล้วงไส้
  7. ท่ายักษ์
  8. หงส์ปีกหัก
  9. สอดสร้อยมาลา
  10. ฟันเรียงหมอน
  11. ลับหอกลับดาบ
  12. พญาครุฑยุดนาค

โดยหัวใจของวิชาอาทมาฏ มีเป็นคำกล่าวที่คล้องจองกันดังนี้
“มีเรื่องต้องหนี
หนีไม่ได้ให้สู้
สู้ได้อย่าให้เจ็บ
เจ็บได้อย่าให้ตาย”

ลักษณะของดาบแบบอาทมาฏ จะเป็นดาบสองมือ (ดาบคู่) ที่สั้นและมีน้ำหนักเบา มีความคล่องแคล่ว มีด้ามที่ยาวกว่าดาบปกติ เพื่อป้องกันข้อแขนและเส้นเอ็นของผู้ใช้ อีกทั้งสามารถใช้ผลักหรือดันคู่ต่อสู้ให้เสียหลักได้ รวมถึงใช้กระแทกกระทุ้งด้วย และด้านคมที่ต่อจากด้ามจะเป็นสันที่หนาและยาวใช้สำหรับรับ โดยไม่ใช้ส่วนคมดาบเพราะจะทำให้ดาบบิ่นชำรุดได้ง่าย ซึ่งหัวใจของดาบแบบอาทมาฎ มีเป็นคำที่คล้องจองกัน คือ
‘เขาฟันเราไม่รับ เขารับเราไม่ฟัน จะฟันต่อเมื่อเขาไม่รับ จะรับต่อเมื่อหลบหลีกไม่ทัน’

ตามตำนานเล่าว่าวิชานี้มีที่มาจากกองอาทมาฏและทหารคุมเท้าช้างในสมัยอยุธยา หากยังมีข้อขัดแย้งในประวัติศาสตร์ เพราะกองอาทมาฏเป็นเพียงฝ่ายสอดแนมและเป็นกองรบที่มาจากทหารอาสาชาวบ้าน ขณะเดียวกัน การวนดาบรอบตัวก็คล้ายกับแนวดาบทางภาคเหนือมากกว่าภาคกลางที่เน้นการฟันปะทะ ทุกวันนี้แม้ที่มาของวิชาดาบอาทมาฏยังไม่ชัดเจน หากอานุภาพในการใช้งานจริงก็เป็นที่ยอมรับในวงการดาบไทย

ในวงการศิลปะการต่อสู้ไทยมีหลายทฤษฎีที่พยายามสรุปถึงที่มาของเพลงดาบอาทมาฏ แต่สำหรับผู้ฝึกฝนและนักดาบสายนี้ สิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นคือบทไหว้ครูที่มาพร้อมกับคำกล่าวบูชา สมเด็จพระนเรศวร เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และคอยกำกับให้ใช้วิชาในทางที่ถูกและเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง

ครูบาอาจารย์รุ่นเก่า ท่านได้บอกเล่าเรื่องราวไว้ว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรท่านเสด็จไปเป็นองค์ประกันที่กรุงหงสาวดี ท่านได้ร่ำเรียนวิชาแขนงต่างๆจากครูบาอาจารย์ชาวมอญคงรวมถึงวิชาดาบสองมือที่ชาวมอญเชี่ยวชาญด้วย

หลังจากท่านทรงเสด็จกลับมาจากการเป็นองค์ประกัน ท่านได้นำวิชาดาบสองมือจากที่นั่นมาปรับผสมผสานรวมเข้ากับวิชาดาบอยุธยาเพื่อเพิ่มข้อดีและอุดช่องโหว่ของวิชาดาบสองมือ วิชาดาบอยุธยาจะเน้นปะทะฟาดฟัน วิชาดาบอาทมาฏจะเน้นตัดปาดเฉือนข้อเฉือนเอ็น ไม่เน้นหนักหน่วง
อาจเพราะท่านคาดการณ์ไว้แล้วว่า ต่อไปภายภาคหน้าท่านจะต้องทำศึกกับพม่า ชาวมอญเจ้าตำหรับวิชาดาบมอญสองมือ ซึ่งเสียเอกราชให้กับพม่า จำจะต้องโดนพม่าบังคับเกณฑ์มาเป็นทัพหน้ากล้าตาย รบกับไทยเป็นแม่นมั่น ด้วยวิชาทางดาบก็มาจากสายเดียวกัน จึงยากที่จะเอาชัยกันได้

วิชาดาบอาทมาฏนั้น มีจุดเด่นที่ความรวดเร็ว รุนแรง และเด็ดขาด นอกจากแม่ไม้หลัก 3 ท่า คือ คลุมไตรภพ ตลบสิงขร ย้อนฟองสมุทร แล้วยังสามารถแตกออกได้อีก 12 ไม้รำ โดยพลิกแพลงได้ไม่รู้จบ เช่น ท่าเสือลากหาง พระรามแผลงศร เชิญเทียนตัดเทียน ฟันเงื้อสีดา มอญส่องกล้อง ช้างประสานงากาล้วงไส้ ท่ายักษ์ หงส์ปีกหัก สอดสร้อยมาลา ฟันเรียงหมอน ลับหอกลับดาบ พญาครุฑยุดนาค

ความร้ายกาจของวิชาดาบอาทมาฎยังไม่ได้หมดเพียงเท่านี้ นอกจากนี้ยังมีวิชาชั้นสูง นั่นคือเคล็ดวิชาตัดข้อตัดเอ็น 27 ท่า และกระบวนท่าหนุมานเชิญธง 48 ท่า อันเป็นวิชาที่สามารถใช้ต่อสู้ได้เพียงคนเดียวต่อคนจำนวนมาก

 

กองอาทมาฏ

ส่วนใหญ่คือกองทหารมอญอาสา โดยมีขุนนางมอญผู้บังคับกรมกองอาสามอญ ดังนี้

เจ้าพญามหาโยธา จางวางกรมอาสามอญ
พญาอุดมราชา เจ้ากรมกลิอ่อง สังกัดกรมอาสามอญ ศักดินา ๑.๖๐๐ ไร่
พญาราม เจ้ากรมดั้งทองขวา สังกัดกรมอาสามอญ ศักดินา๑.๖๐๐ไร่
พญานครอินทร์ เจ้ากรมดาบสองมือกลาง สังกัดกรมอาสามอญ ศักดินา๑.๖๐๐ไร่
พญาเกียร เจ้ากรมดั้งทองซ้าย สังกัดกรมอาสามอญ ศักดินา ๑.๖๐๐ไร่
พญาศรีทราชา นายกองกรมดั้งทองซ้าย สังกัดกรมอาสามอญ ศักดินา ๑.๐๐๐ไร่

ดังนั้นอาจเชื่อได้ว่าวิชาดาบอาทมาฏ มาจาก วิชาดาบของกองอาทมาต หรือ “วิชาดาบสองมือมอญ” คำว่าอาทมาฏ ปรากฏในประวัติศาสตร์ว่าเป็นกองสอดแนมในสมัยอยุทธยา

กองอาทมาฎเป็นกองกำลังสำคัญของ ทหารไทยในสมัยโบราณ เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยายังรุ่งเรือง เป็นมหาอานาจในย่านถิ่นสุวรรณภูมิและ กองอาทมาต นี่เองที่ฝากวีรกรรมแห่งยุทธภูมิอ่าวหว้าขาว ประจวบคีรีขันข์ นับแต่ก่อนเสียกรุงให้ตราตรึงไว้ในความทรงจำของคนไทยตราบจนทุกวันนี้

ยุคสมัยกรุงศรีอยุธยากองอาทมาต เป็นหน่วยรบตระเวนอยู่ตามหัวเมืองหน้าด่านเป็น กองทหารม้าหาข่าว,กองรบเคลื่อนที่เร็ว กองอาทมาต คือ กองกำลังทหาร ที่เชี่ยวชาญในการรบบนหลังม้า และพิชัยสงคราม มีวิชาอาคม เป็นหน่วยนำหน้ากองทัพ

กองอาทมาต นี้เป็น มหาดเล็กรักษาพระองค์ ที่ใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดินมีจำนวน 30-32นาย จะอยู่ใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดินในจดหมายเหตุกองทัพ และ พงศาวดารเดิมก็ดี ได้มีการกล่าวถึง ทหารกองอาทมาต ไว้

ในสมัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หัวหน้า”กองอาทมาต” นั้นมีตำแหน่ง ที่ “ขุนแผน” และตลอดสมัยกรุงศรีอยุทธยามาจนปัจจุบัน ไม่ปรากฏตำแหน่งขุนแผนในกองนี้ อีกแต่อย่างใด คงมีปรากฏหลักฐานเพียงในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรเท่านั้นอาจด้วยเพราะสมเด็จพระนเรศวร ท่านทรงเป็น พระมหากษัตริย์นักรบที่ทรงเชี่ยวชาญห้าวหาญ ทหารผู้รับใช้เบื้องพระยุคคลบาทข้างกาย จึงต้องคัดสรรผู้ที่เป็นสุดยอดชั้นเลิศ
(มีในพงศาวดารสมัยพระนเรศวร สมุดข่อยโบราณ บันทึกไว้ในหอสมุดแห่งชาติแผนกหนังสือโบราณ)

จารึกในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 23
กล่าวถึง เหตุการณ์เมื่อครั้ง เจ้าพระยาโกษา-ปาน เป็นทูตไปเจริญสัมพันธไมตรี กับมหาอำนาจฝรั่งเศส และได้จัดแสดงความ คงกระพันชาตรี ของหน่วยทหาร กองอาทมาต จำนวน 100 นาย ผู้ขึ้นชื่อว่าเชี่ยวชาญวิชชาชาตรีเจนจบในตำรับพิชัยสงคราม แต่อ้างเพียงว่าเป็นกะลาสีเรือทั่วไปเท่านั้น ครั้งนั้นเจ้าพระยาโกษาปาน จัดให้บรรดากะลาสีเข้าไปนั่งรวมกลุ่มในวงล้อมสายสิญจน์ โดยมีปะขาวเป็นผู้ทำพิธีปักธงธวัชและตั้งศาลเพียงตา ก่อนให้สัญญาณแก่บรรดานายทหารจำนวน 200นาย ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งยืนถือปืนห่างออกไปราว 20 วา ระดมยิงจารึกกล่าวว่า “เสียงปืน 200 กระบอกดังสนั่นหน้าพระที่นั่ง ควันปืนอบอวลคลุ้งกระจาย ลูกกระสุนปืนทั้ง 200 นัดมิได้ระคายแม้ชายเสื้อทหารสยามทั้งหลาย เป็นที่อัศจรรย์”

ยุคสมัยกรุงธนบุรี องค์พระมหากษัตริย์ของไทยได้ใช้ “นโยบายรวมพวก” ต่อชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงซึ่งอาศัยอยู่ในป่า ทางจังหวัด กาญจนบุรีสุพรรณบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงให้กะเหรี่ยง รับราชการอยู่ใน กองอาทมาต มีหน้าที่สอดแนมกองทัพข้าศึก รวมทั้งจับกุมหน่วยลาดตะเวนของกองทัพพม่า กองอาทมาต บางกองมีทั้งนายและไพร่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงล้วนๆ

ชาวมอญ ได้ชื่อว่าเป็นชาติพันธุ์นักรบ มาตั้งแต่สมัยอยุธยา บทบาทหน้าที่ของมอญในสมัยอยุธยา รับราชการประจำกอง อาทมาต ทำหน้าที่ลาดตระเวณชายแดนด้านพม่าทำการสืบราชการลับสืบข่าวความเคลื่อนไหวด้านการศึก เพราะชาวมอญ พูดภาษาพม่าได้ จึงแนบเนียนที่จะทำตัวเป็นสายลับ และเหตุผลกระการที่สองคือ คนมอญเกลียดพม่าด้วยถือว่าเป็นศัตรูกัน มาแต่ดั้งเดิม เมื่อครั้งมอญยังเป็นใหญ่อยู่เหนือแผ่นดินพม่า แล้วถูกพม่ามายึดครองแผ่นดินส่วนใหญ่ไป

“มอญขวาง” ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินแผ่นดินกรุงธนบุรี จนมาถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อมอญถูกพม่าตีแตกอพยพมาอยู่เมืองไทย ช่วยคนไทยรบกับพม่า ตั้งกองอาทมาตคอย สอดแนมข่าวศึก และสร้างเมืองรั้งด่านชายแดนระวังศึกทางชายแดนด้านตะวันตก เรียกว่า “รามัญ ๗ เมือง” คอยขวางทัพพม่าที่จะเข้าโจมตีไทย

บทบาทของมอญในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นถือว่าสำคัญยิ่งเพราะ กรุงเทพพระมหานคร ก่อร่างสร้างเมืองขึ้นมากลางภาวะศึกสงคราม ๑๕ ปีก่อนหน้าในสมัยธนบุรีและ ๒๗ ปีในรัชกาลที่ ๑ ข้าราชการทหารและขุนนาง ต้องรบทัพจับศึกกันไม่ว่างเว้น นักรบเชื้อสายมอญ จึงได้ใกล้ชิดเจ้านาย
เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ผู้นำกะเหรี่ยง เข้าติดต่อกับเจ้าเมืองกาญจนบุรี เพื่อขอตั้งรกรากที่เมืองสังขละบุรี เขตติดต่อด่านเจดีย์สามองค์ เป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทย และได้รับความยินยอม ขณะเดียวกันมีกะเหรี่ยงบางกลุ่มที่กลัวเกรงการติดต่อใกล้ชิดกับคนไทย
พ.ศ.2365 กะเหรี่ยงกองอาทมาตกองหนึ่ง จำนวน 36 คน มีขุนสุวรรณเป็นหัวหน้าพร้อมด้วยพวกมอญ ทำการลาดตะเวนไลตี และทำลายหน่วยลาดตะเวนพม่า ในเขต(อำเภอ) สังขละบุรี (จังหวัด)กาญจนบุรี
เอกสารจดหมายเหตุตอนหนึ่งซึ่งเขียนโดยเจ้าเมืองกาญจนบุรีก็กล่าวถึงกะเหรี่ยงจำนวน 36 คนนั้น มีทั้งนายและไพร่

วังหน้ารัชกาลที่ ๑ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงเป็นนักรบเต็มพระองค์แวดล้อมด้วยนักรบวังหน้าฝีมือเยี่ยมออกศึกกันมาหลายครารวมทั้งสงครามเก้าทัพ ชาววังหน้าก็เลยทะนงตัวว่าเก่งกว่าชาววังหลวง จนปลายรัชกาลมีเหตุกระทบกระทั่งกัน เกือบจะเกิดศึกสายเลือดระหว่างพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ และกรมพระราชวังบวรฯ ถ้าพระพี่นาง ทั้งสองพระองค์ไม่ทรงห้ามศึกไว้ทันเสียก่อน

พอสิ้นกรมพระราชวังบวรฯ ศึกวังหน้าก็ปะทุขึ้นมา ได้ชื่อว่า กบฏวังหน้า กบฏวังหน้าถูกปราบเหี้ยนเตียน พระองค์เจ้าลำดวน พระองค์เจ้าอินทปัต พระโอรสในกรมพระราชวังบวรฯ ถูกสำเร็จโทษ พระยากลาโหม ขุนนางคนสนิทซึ่งกล่าวกันว่าเป็นโอรสบุญธรรมของวังหน้า ถูกถอดเป็น”อ้ายทองอินกลาโหม” ถูกประหารไปอีกคน นักรบมอญของวังหน้า ก็ต้องตายตามนายไปทั้งขบวน เป็นการจบบทบาทครั้งใหญ่ของนักรบมอญ

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

February 11th, 2019 by