กังฟู

กังฟู เคล็ดวิชาพันปีของวัดเส้าหลิน ศิลปะการต่อสู้ กำจัดศัตรูด้วยฝ่ามือเดียว

กังฟูกังฟู วัดเส้าหลิน สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1038 ในสมัยของไท่เหอเจ้าผู้ครองรัฐวุ่ยเหนือ ในปี พ.ศ. 929 – พ.ศ. 1077 เนื่องจากตั้งอยู่บนยอดเขาเส้าซื่อ ทางด้านทิศตะวันตกของเทือกเขาซงซาน ครอบคลุมอาณาเขตพื้นที่เกือบทั้งหมดด้วยป่าหรือ “หลิน” ในภาษาจีนกลาง จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ วัดเส้าหลิน

ในยุคสมัยบุกเบิกยังไม่เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง ภายหลังจากสร้างขึ้นมาได้ประมาณ 32 ปี ในปี พ.ศ. 1070 พระโพธิธรรมเถระหรือตั๊กม้อ พระภิกษุจากประเทศอินเดีย ได้เดินทางเข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนานิกายเซนที่วัดเส้าหลินเป็นครั้งแรก อีกทั้งแลเห็นว่าวัดเส้าหลินอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีความสงบร่มรื่น เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมตามนัยของพุทธศาสนานิกายเซน

ปรมาจารย์ตั๊กม้อจึงเข้าพำนักและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสองค์แรก ทำให้ชื่อเสียงของวัดเส้าหลิน อยู่ในฐานะเป็นต้นกำเนิดของศาสนาพุทธนิกายเซนในประเทศจีน กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ตั๊กม้อสร้างความเลื่อมใสศรัทธาแก่ชาวจีนเป็นอันมาก โดยเฉพาะการพัฒนาวิทยายุทธเส้าหลินให้ลึกล้ำขึ้นกว่าเดิม ถ่ายทอดธรรมะและวิชากังฟูให้แก่หลวงจีนได้ฝึกฝนเพื่อออกกำลังกายและฝึกสมาธิ

เนื่องจากเห็นว่าหลวงจีนส่วนใหญ่มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถนั่งสมาธิวิปัสสนาและเจริญกรรมฐานอย่างเคร่งครัด จึงหัดให้หลวงจีนเริ่มฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งควบคู่กับการปฏิบัติธรรม

การฝึกสอนวิทยายุทธและกังฟูของตั๊กม้อ ได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นที่มาของวิทยายุทธเส้าหลินที่สง่างามและทรงพลังเช่น หมัดเส้าหลิน หรือเพลงหมัดเส้าหลิน รวมทั้งหมด 18 กระบวนท่า อีกทั้งเป็นการปฏิรูปวิทยายุทธครั้งสำคัญเช่น การขยายท่าฝ่ามืออรหันต์จาก 18 ท่า เป็น 72 ท่า โดยเล็งเห็นว่าวิชากังฟูเส้าหลิน ควรได้รับการถ่ายทอดให้ขยายออกไป เช่นเดียวกับนิกายเซนที่ตั๊กม้อได้เดินทางมาเผยแผ่

เจตนารมณ์ของตั๊กม้อประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ศิษย์ของตั๊กม้อเมื่อลาสิกขาออกไปจากวัดเส้าหลินแล้ว ส่วนใหญ่กลายเป็นวีรบุรุษของชาวจีนที่รู้จักกันเป็นอย่างดีเช่น งักฮุย แม้ในประเทศจีนจะมีวัดนิกายต่าง ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก

แต่เนื่องจากความเก่าแก่ประกอบกับชื่อเสียงอันโด่งดัง เลื่องลือกล่าวขานในด้านวิชากังฟูของเส้าหลิน เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลวงจีนหลาย ๆ องค์ นิยมเดินทางมาบวชเรียนเพื่อศึกษาธรรมะ กระบวนท่าวิทยายุทธและกังฟู ทำให้ชาวจีนจำนวนมากเริ่มเดินทางมาวัดเส้าหลินเพื่อฝึกฝนวิชากังฟูของตั๊กม้อ จนได้รับความนิยมอย่างมากในเวลาอันรวดเร็ว และกลายเป็นมหาอำนาจกำลังภายในของจีนมากว่าพันปี รวมทั้งยังเกิดสาขาของวัดเส้าหลินอีกนับสิบแห่งทั่วทุกมุมของโลก

ตามตำนานจีนโบราณ ศิลปะการต่อสู้และกังฟูเส้าหลิน มีต้นกำเนิดจากการที่หลวงจีนใช้วิชากังฟู ฝึกฝนร่างกายและออกกำลังกาย เพื่อเป็นการขจัดความเมื่อยล้าจากการนั่งสมาธิวิปัสนากรรมฐานเป็นเวลานาน

ต่อมาได้มีการพัฒนาจนกลายเป็นรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวัดเส้าหลิน ชาวจีนเชื่อกันว่าผู้ที่คิดค้นสุดยอดวิชากังฟูคือตั๊กม้อ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตามบันทึกบน “ถังไท่จงชื่อเส้าหลินซื่อจู่เจี้ยวเปย” แท่นหินสลักคำสอนหลักของวัดเส้าหลินระบุว่า หลวงจีน 13 องค์ ได้เข้าช่วยเหลือจักรพรรดิถังไท่จงหรือหลี่ซื่อหมินแห่งราชวงศ์ถัง ในระหว่างปี พ.ศ. 1161 – พ.ศ. 1450 ฝ่าวงล้อมในระหว่างการสู้รบกับทหารของราชวงศ์สุยตอนปลายจนได้รับชัยชนะ
ต่อมาถังไท่จงได้ทรงแต่งตั้งให้เฟิงถันจง หนึ่งในหลวงจีนที่ร่วมในการสู้รบให้ดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพ พร้อมกับพระราชทานแท่นปักธงคู่และสิงโตหิน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอารามหน้าวัดเส้าหลินจนกระทั่งถึงปัจจุบัน รวมทั้งได้ทรงอนุญาตให้หลวงจีนเข้าร่วมฝึกซ้อมแบบทหารร่วมกับกองกำลังทหารในราชสำนัก รวมทั้งให้หลวงจีนสามารถฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และสามารถฉันเนื้อสัตว์ได้ จากการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ จากทางราชสำนัก ทำให้วัดเส้าหลินได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศในสมัยซ่งหรือซ้อง

ในปี พ.ศ. 1503 – พ.ศ. 1822 วิชากังฟูเส้าหลินได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงขีดสุด จนถึงสมัยราชวงศ์ชิง ในปี พ.ศ. 2159 – พ.ศ. 2454 และในปี พ.ศ. 2270 หลังการขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิหย่งเจิ้งแห่งราชวงศ์ชิงได้ประมาณ 5 ปี จากเหตุผลทางด้านการเมือง ราชสำนักได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการลดบทบาทของวัดเส้าหลินลง แม้ว่าหลวงจีนจะถูกห้ามไม่ให้ฝึกกังฟู แต่ยังคงมีการลักลอบแอบฝึกกังฟูกันอย่างลับ ๆ ทั้งในบริเวณวัดและตามสถานที่ต่าง ๆ ทำให้วิชากังฟูเส้าหลินไม่สูญหายไปตามกาลเวลา และได้รับการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

วัดเส้าหลินดั้งเดิมนั้นถูกจักรพรรดิหยงเจิ้ง ส่งกองทัพมากวาดล้างและเผาทำลาย แต่ถึงอย่างไรก็ตามกังฟูที่มีรากฐานมาจากวัดเส้าหลินแห่งแรกในเทือกเขาซงซาน มณฑลเหอหนาน ได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศจีนและทั่วทุกแห่งในโลก ในส่วนที่ถูกเผาทำลาย ปัจจุบันมีการทำนุบำรุงบูรณะหลายต่อหลายครั้ง ตลอดระยะเวลา 1,500 ปี วัดเส้าหลินการถูกเผาครั้งยิ่งใหญ่จำนวน 3 ครั้งด้วยกัน และตั้งแต่ใน ปี พ.ศ. 2000 มีการปรับปรุงครั้งยิ่งใหญ่ รื้อบริเวณรอบ ๆ ที่ถูกไฟเผาไหม้ ปลูกต้นไม้ มีการสร้างอารามต่าง ๆ ขึ้นใหม่อีกครั้งอย่างสวยงามในปี พ.ศ. 2400

ปัจจุบันในประเทศจีนมีวัดเส้าหลินทั้งหมดสามแห่ง แห่งแรกตั้งอยู่บนเทือกเขาซงซาน มณฑลเหอนาน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดพุทธศาสนานิกายเซนและกังฟูเส้าหลิน แห่งที่สองตั้งอยู่ที่เทือกเขาผานซาน สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หงวน และแห่งที่สามตั้งอยู่ที่เทือกเขาจิ่วเหลียนซาน มณฑลฮกเกี้ยน เรียก “สำนักเสี้ยวลิ้มใต้”คู่กับ “สำนักเสี้ยวลิ้มเหนือ” ที่เทือกเขาซงซาน สำนักใหญ่ของวัดเส้าหลboแบ่งออกเป็น 2 สายหลัก ๆ คือสายพระบู๊ซึ่งเป็นสายของการการสืบทอดศิลปะการต่อสู้และกังฟูเส้าหลินของตั๊กม้อ และสายพระวินัยซึ่งเป็นสายที่เน้นการปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพุทธศาสนาเป็นสำคัญ

 

กังฟู เส้าหลินที่เป็นมากกว่าหนัง-นิยาย

สังคมไทยก็มีความคุ้นเคยกับกังฟูผ่านทั้งนวนิยายและโทรทัศน์มานานกว่า 3 ทศวรรษ เส้าหลินเป็นแหล่งกำเนิดวิทยายุทธกังฟูทีเดียว

กังฟู หมายถึงศาสตร์ที่ว่าด้วยการใช้เทคนิคในการเข้าปะทะต่อสู้เป็นสำคัญ มีรูปแบบการร่ายรำวิทยายุทธ์ และชั้นเชิงในการต่อสู้เป็นหลัก

ในการฝึกกังฟูเส้าหลินจะมีศิลปะการบริหารที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ โดยมุ่งเน้นการประสานพลังภายในและภายนอก ซึ่งถือเป็นจุดเด่นโดยเฉพาะ เป็นการถ่ายทอดวิชาแบบโบราณจากรุ่นสู่รุ่นมานานกว่าพันปี

การฝึกกังฟูควบคู่กับการศึกษาพระธรรมของพระภิกษุในวัดเส้าหลิน ไม่ได้เป็นการฝึกฝนไว้ต่อสู้หรือทำร้ายผู้อื่น แต่เป็นการฝึกเพื่อเข้าถึงธรรมะ

และต้องถือว่าเป็นหนทางหนึ่งที่จะเข้าสู่พระธรรม ทำให้มีสมาธิมากขึ้น ทำสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบทำให้เข้าถึงแก่นธรรมได้ดีขึ้น

ภายหลังจากที่ท่านอาจารย์โพธิธรรม หรือตักม้อได้เดินทางเข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนาในจีนและพำนักอยู่ที่วัดเส้าหลิน ได้สังเกตว่าในการปฏิบัติธรรมที่เน้นการนั่งสมาธิอย่างเดียว หลวงจีนร่างกายอ่อนแอ ไม่แข็งแรง เมื่อนั่งสมาธินาน ร่างกายปวดเมื่อย ร่างกายเกิดความเสื่อมถอย เพราะอยู่ในท่าเดียวนานเกินไป ไม่ได้ออกกำลังกาย

เป็นที่มาของการคิดค้นวิชากังฟูเพื่อประสานสมาธิเข้าในเพลงหมัดมวย

และเพราะวัดเส้าหลินตั้งอยู่บนเขาท่ามกลางป่าไม้ใหญ่น้อย ท่านอาจารย์เฝ้าพิจารณาท่วงท่าและอากัปกิริยาของสัตว์ใหญ่น้อยที่ปรากฏรอบตัวในบริบทอันเป็นธรรมชาติบนเทือกเขาซงซาน นำมาดัดแปลงเป็นกระบวนท่าต่างๆ ที่เหมาะสมให้หลวงจีนได้ฝึกฝน และเพื่อให้จำได้ง่าย ภายใต้การเคลื่อนไหวทางกายด้วยจิตที่สงบนิ่ง บ่มเพาะจิตใจให้บริสุทธิ์เพื่อเข้าถึงแก่นธรรม และขณะเดียวกันนำไปใช้ในการป้องกันตัว

วิชากังฟูในยุคแรก เริ่มจากกระบวนท่าพื้นๆ ตามลีลาของสรรพสัตว์ที่พบเห็นในป่า เช่น เสือ ดึงเอาลักษณะท่าทางในการล่าเหยื่อ กวาง ที่ดึงเอาลักษณะท่วงท่าในการเดิน ลิง ดึงเอาลักษณะเฉพาะในการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว นก ดึงเอาลักษณะเฉพาะในการลอยตัวในอากาศ หมี ดึงเอาลักษณะเฉพาะของความแข็งแรง บึกบึนในการต่อสู้ ท่วงท่าเหล่านี้ ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องสู่กระบวนท่าอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น หลังจากตักม้อถ่ายทอดวิชากังฟูให้กับหลวงจีนควบคู่กับการปฏิบัติธรรม กิจวัตรประจำวัน ทำสมาธิสวดมนต์ตอนเช้าแล้ว หลวงจีนวัดเส้าหลินทุกรูปต่างฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรงด้วยการรำมวยจีน และฝึกกังฟูมายาวนานสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันการฝึกของหลวงจีนเริ่มฝึกในช่วงเช้าตรู่ของแต่ละวัน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการศึกษาพระธรรม

ในขณะเดียวกันใช้เวลา 2 ชั่วโมงในตอนเช้า และ 2 ชั่วโมงในตอนบ่ายฝึกกังฟูโดยคงรูปแบบกระบวนท่าต่างๆ จากวัฒนธรรมเดิมของเส้าหลิน จากประวัติที่บันทึกกระบวนท่าทั้งหมด 708 ชุด

ทุกรูปต้องเรียนและฝึกวิชาขั้นพื้นฐานคือเพลงหมัดของวัดเส้าหลิน

จากนั้น หลวงจีนแต่ละคนอาจจะเลือกฝึกเพียงบางกระบวนท่า

ในส่วนของเพลงหมัดมวย ยังคงเอกลักษณ์สำคัญที่ดัดแปลงมาจากท่วงท่าของสัตว์นานาชนิด หลากหลายรูปแบบ กระบวนท่าที่เราเห็นมีการนำมาถ่ายทอด คือ เพลงหมัดพยัคฆ์ เพลงมวยเหยี่ยว เพลงหมัดตั๊กแตนสวดมนต์ เพลงหมัดกระเรียนขาว เพลงหมัดเสือดาว เพลงหมัดราชสีห์ ฯลฯ

การฝึกเพลงหมัดมวยนั้น จะได้ทั้งพละกำลังทางกาย และความสงบทางใจประสานกัน

การฝึกกังฟูในสภาพที่หนาวเหน็บท่ามกลางหิมะ เป็นหนึ่งในกิจกรรมปกติของหลวงจีน ความยากลำบากในการฝึกฝน ถือเป็นการบ่มเพาะจิตใจและร่างกายให้แข็งแรง การนั่งทำสมาธิท่ามกลางหิมะ ถือเป็นการฝึกบำเพ็ญตบะแบบหนึ่ง ตามวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาววัดเส้าหลิน

ถ้าหลวงจีนรูปใดมาทำสมาธิสาย หรือไม่มาทำสมาธิ จะถูกลงโทษโดยการให้นั่งคุกเข่าบนพื้นที่เต็มไปด้วยหิมะ จนกว่าจะหมดธูป 1 ดอก

ในประเทศจีน กังฟูเส้าหลินมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก กังฟูที่ถือปฏิบัติกันในจีน ล้วนมีกำเนิดมาจากเส้าหลินทั้งสิ้น รวมถึงเพลงหมัดมวยที่เราคุ้นตากันดีตามที่ปรากฏในภาพยนตร์กำลังภายในของจีนหลายต่อหลายเรื่อง

กระบวนท่าของเพลงหมัดมวยของเส้าหลินเหนือ เน้นการเตะต่อยเป็นหลัก ในขณะที่เส้าหลินใต้เน้นกระบวนท่าที่ใช้ฝ่ามือจู่โจม แท้จริงแล้ววิชากังฟูไม่มีการแบ่งแยกระหว่างการใช้เท้าและมือ กังฟูของตักม้อ เป็นวิชาที่ใช้ในการต่อสู้จู่โจมพร้อมกันด้วยหมัด มือ เท้า แล้วแต่จังหวะของการเข้าปะทะกัน

เมื่อพูดถึงตรงนี้ ก็ต้องย้อนไปดูประวัติศาสตร์ของวัดเส้าหลิน เพราะประวัติศาสตร์เป็นจุดขายที่สำคัญอีกจุดหนึ่ง

ในช่วงที่หลี่ซื่อหมินต้องหลบหนีภัยจากราชวงศ์สุยตอนปลาย ได้หลบเข้ามาลี้ภัยที่วัดเส้าหลิน และได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากหลวงจีนเจ้าวิทยายุทธ์ 13 รูป ทำให้หลี่ซื่อหมินได้ชัยชนะในการฝ่าวงล้อมของกองกำลังของราชวงศ์สุยออกมาได้ (พ.ศ.1161)

เมื่อหลี่ซื่อหมินขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิถังไท่จง ทรงซาบซึ้งและรู้คุณที่ 13 หลวงจีนช่วยเหลือพระองค์ในยามคับขัน จึงทรงแต่งตั้งให้เฟิงถันจง หนึ่งในหลวงจีน 13 รูปนั้นเป็นแม่ทัพ

พร้อมกับพระราชทานแท่นปักธงคู่ และสิงโตหิน ที่ยังปรากฏอยู่ที่ด้านหน้าของพระอุโบสถแห่งวัดเส้าหลินจนถึงปัจจุบัน

นอกจากจะได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากสถาบันกษัตริย์แล้ว ยังได้รับการแต่งตั้งเป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์

ในช่วง พ.ศ.1503-1822 วิชากังฟูเส้าหลินได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงขีดสุด แต่เพราะความสัมพันธ์กับราชวงศ์ที่มีความใกล้ชิดมาก เมื่อเปลี่ยนราชวงศ์ เส้าหลินถูกมองเป็นฐานกำลังของฝ่ายตรงข้าม จักรพรรดิหย่งเจิ้นแห่งราชวงศ์ชิงจึงลดบทบาทของวัดเส้าหลินลง โดยหลวงจีนถูกห้ามมิให้ฝึกกังฟู แม้กระนั้น วิชากังฟูก็ได้เผยแพร่ออกไปไกลกว่ากำแพงวัดเส้าหลินเสียแล้ว

วัดเส้าหลินดั้งเดิมถูกจักรพรรดิหย่งเจิ้นส่งกองทัพมากวาดล้างและเผาทำลาย ตลอดระยะเวลา 1,500 ปี วัดเส้าหลินถูกเผาครั้งใหญ่ๆ ถึง 3 ครั้ง

ตั้งแต่ พ.ศ.2000 มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ รื้อบริเวณโดยรอบที่ถูกไฟเผา ปลูกต้นไม้ และสร้างอารามต่างๆ ขึ้นใน พ.ศ.2400

ปัจจุบันในประเทศจีน มีวัดเส้าหลินทั้งหมด 3 แห่ง แห่งแรก ตั้งอยู่บนเทือกเขาซงซาน มณฑลเหอหนาน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดพุทธศาสนานิกายเซ็น และกังฟูเส้าหลิน

แห่งที่สอง อยู่บนเทือกเขาผานซาน สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หงวน

และแห่งที่สาม ตั้งอยู่บนเทือกเขาติ่วเหลียนซาน มณฑลฮกเกี้ยน เรียกว่า “สำนักเสี้ยวลิ้มใต้” คู่กับ “สำนักเสี้ยวลิ้มเหนือ” ที่อยู่บนเทือกเขาซงซาน

สำนักใหญ่ของวัดเส้าหลิน แบ่งเป็นสองสายหลัก คือสายพระบู๊ ซึ่งเป็นสายของการสืบทอดศิลปะการต่อสู้และกังฟูเส้าหลินของตักม้อ

อีกสายหนึ่งเป็นสายพระวินัย ซึ่งเป็นสายที่เน้นการปฏิบัติธรรมตามคำสอนในพุทธศาสนาเป็นสำคัญ

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่ http://blackhawkpartners.co

February 11th, 2019 by